กรมประมง
กรมประมง…เปิดแผนรับมือสถานการณ์อุทกภัยด้านประมง ปี 2567 เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำที่มาพร้อมกับหน้าฝน แนะควรวางแผนการเลี้ยงและการป้องกัน เพื่อช่วยลดความสูญเสีย ด้วยขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้มีฝนตกชุกหนาแน่นและต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ ส่งผลให้คุณภาพน้ำในแหล่งเลี้ยงมีการเปลี่ยนแปลง กระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ กรมประมงจึงขอประกาศแจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำในช่วงฤดูฝน หมั่นดูแลสัตว์น้ำอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมประมงอย่างเคร่งครัด พร้อมนี้ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่กรมประมงเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกร ประชาชน เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ ของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายสุวัฐน์ วงศ์สุวัฒน์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวในฐานะโฆษกกรมประมงว่า…กรมประมง ขานรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีความห่วงใยต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู
ปลาหมอสีคางดำ (Blackchin Tilapia) เป็นชนิดพันธุ์ปลาต่างถิ่นรุกราน ที่สามารถปรับสภาพให้อาศัยอยู่ได้ใน 3 น้ำ ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม เป็นปลาที่มีความแข็งแรง สามารถอยู่ในสภาพน้ำที่ไม่สะอาดได้ ปัจจุบันพบการแพร่ระบาดใน 14 จังหวัดติดชายฝั่งทะเล จนเกิดกิจกรรม “ไล่ล่า” ปลาตัวร้ายแห่งสายน้ำให้สิ้นซาก ข้อมูลเว็บไซด์ของกรมประมง รายงานว่า ไทยมีการส่งออกปลาหมอสีคางดำ เป็นปลาสวยงามอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2556-2559 (ดังตารางแนบ) จำนวนรวมแล้วมากกว่า 320,000 ตัว มูลค่าส่งออกรวม 1,510,050 บาท ส่งออกไป 15 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ซิมบับเว ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย รัสเซีย มาเลเซีย อาเซอร์ไบจาน เลบานอน ปากีสถาน อียิปต์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิสราเอล อิหร่าน โปแลนด์ และตุรกี โดยมีปริมาณการส่งออกรวมเฉลี่ยในแต่ละปี ตั้งแต่ 10,000-100,000 ตัว จึงเกิดการตั้งข้อสังเกตว่า กรมประมงมีการอนุญาตให้มีการนำปลาหมอสีคางดำเข้าในราชอาณาจักรเพียงรายเดียว เพื่อการวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ตามเงื่อนไขของกฎหมาย แล้วพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้เพาะเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เพื่อการส่งออกมาจากที่ไหน? แล้วใครเป็นผู้นำเข้า? อธิบดีกรมประมง บัญชา สุขแก้ว ยอ
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังการเป็นประธานเปิดงาน Kick off “โครงการวิจัย การเหนี่ยวนำชุดโครโมโซม 4n ในปลาหมอคางดำ” ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โดยมีนายอาคม ชุ่มธิ ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ นายคงภพ อำพลศักดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำ และหัวหน้าหน่วยงานกรมประมงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ว่าการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในประเทศไทยอย่างรุนแรงเป็นวงกว้าง จนกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบทั้งเชิงเศรษฐกิจของภาคการประมงและในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย เนื่องจากลักษณะเฉพาะของปลาชนิดนี้ที่มีความสามารถในการปรับตัวให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบในการแย่งชิงแหล่งอยู่อาศัยกับปลาท้องถิ่น และมีพฤติกรรมการกินอาหารได้ในวงกว้าง รวมถึงอัตราการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วมาก เมื่อปลาหมอคางดำหลุดรอดลงสู่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำหรือแหล่งน้ำใดก็ตาม ส่งผลทำให้ปลาชนิดอื่น ๆ ลดจำนวนลงและปลาหมอคางดำกลายเป็นชนิดหลักในแหล่งน้ำนั้นแทน จากปัญหาดังกล่าว ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทร
ประมงสงขลา ประกาศจับ “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์ ภัยร้ายสัตว์น้ำ ล่าลูกปลา ลูกกุ้ง ทำลายห่วงโซ่ตามธรรมชาติของปลาพื้นถิ่น สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ และหน้าเพจเฟซบุ๊ก โดยออกประกาศจับ “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งเป็นสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือ เอเลี่ยนสปีชีส์ ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร และทำลายห่วงโซ่ตามธรรมชาติของปลาพื้นถิ่นในประเทศไทย โดยระบุว่า “ปลาหมอคางดำมีลักษณะภายนอกคล้ายคลึงกับปลาหมอเทศ อยู่ได้แทบทุกสภาพน้ำ ซึ่งพบได้ทั้งในน้ำจืด รวมทั้งปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อย ป่าชายเลน และในทะเล แต่จะไม่อยู่ในเขตน้ำลึก โดยเพศผู้จะมีสีดำบริเวณหัว และบริเวณแผ่นปิดเหงือกมากกว่าเพศเมีย” “ประชาชนหรือชาวประมงที่พบปลาหมอคางดำ สามารถติดต่อและแจ้งมาที่ สำนักงานประมง จังหวัดสงขลา หรือสำนักงานประมงใกล้บ้าน หรือโทร.ด่วนได้ที่ 074-311-302” สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา ได้ทำคิวอาร์โค้ดให้ประชาชนที่พบเห็นปลาหมอคางดำ สามารถส่งข้อมูลที่จำเป็น รวมทั้งภาพถ่าย และพิกัดจุดที่พบ เพื่อให้ทราบถึงบริเวณที่มีการแพร่กระจายของปลาหมอคางดำ และเป็นฐานข้อมูลให้แก่เจ้าหน้าที่ในการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการใน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมงและประมงจังหวัดสมุทรสงคราม จัดกิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 4 จับปลาไม่หยุด ขับเคลื่อนนโยบายการแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและคืนความหลากหลายทางชีวภาพสู่ธรรมชาติและชุมชน สำนักงานประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง ในการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงคราม ตลอดจนมีการบูรณาการมาตรการแก้ไขอย่างเป็นระบบ ทั้งการควบคุมปริมาณและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด และมีการพัฒนาเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดปลาหมอคางดำ ตามเป้าหมายในการลดปริมาณปลาชนิดนี้อย่างมีนัยสำคัญ กิจกรรม “ลงแขก-ลงคลอง” ครั้งที่ 4 จัดขึ้น ณ คลองแพรกหนามแดง หมู่ที่ 4 ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่พบการระบาดของปลาหมอคางดำในระดับต้นๆ ตามแผนงานของกรมประมง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของคนในชุมชน อย่างไรก็ตาม ในการจับปลาแต่ละครั้งและแต่ละพื้นที่มีปัญหาและอุปสรรคแตกต่างกัน แต่เจ้าหน้าที่ไม่เคยละความพยายาม
ตามที่สื่อมวลชนได้นำเสนอข่าวถึงข้อกังวลของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทะเลในหลายพื้นที่ ในประเด็นอ้างว่ามีการนำเข้ากุ้งทะเลจากต่างประเทศส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพราคากุ้งทะเลภายในประเทศ ทำให้มีราคาตกต่ำ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง ประธานกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ หรือ ชริมพ์บอร์ด (Shrimp Board) เปิดเผยถึงกรณีดังกล่าวว่า ปี 2567 (เดือนมกราคม – เดือนเมษายน) ประเทศไทยมีการนำเข้าสินค้าและผลิตภัณฑ์กุ้งทะเล (ไม่รวม ล็อบสเตอร์) 5,440.42 ตัน มูลค่า 788.49 ล้านบาท ซึ่งปริมาณและมูลค่าการนำเข้าฯ ลดลงร้อยละ 51.65 และ 66.46 ตามลำดับ เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (เดือนมกราคม – เดือนเมษายน 2566) เมื่อจำแนกชนิดกุ้งพบว่าเป็น กุ้งขาวแวนนาไมเพียง 389.58 ตัน (ร้อยละ 7.16) กุ้งกุลาดำ 2.24 ตัน (ร้อยละ 0.04) และกุ้งอื่น ๆ 5,048.61 ตัน (ร้อยละ 92.80) ซึ่งรวมชนิดกุ้งที่จับจากธรรมชาติ โดยนำเข้ากุ้งทะเลจากอาร์เจนตินามากที่สุดถึงร้อยละ 46.08 ของมูลค่าการนำเข้ากุ้งทะเลทั้งหมดและเป็นกุ้งที่ไม่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในประเทศไทย สำหรับการนำเข้ากุ้งทะเลจาก อินเดีย และเอก
ปัญหาเอเลี่ยนสปีชีส์ หรือสัตว์ต่างถิ่น เป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบวงกว้างในภาคการประมงและภาคเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนหนึ่งของปัญหาดังกล่าวมาจากการปล่อยสัตว์น้ำต่างถิ่นลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เป็นสาเหตุที่สำคัญส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศดั้งเดิมในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งในเรื่องความหลายหลายของชนิดสัตว์น้ำ ความสูญเสียเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสุขอนามัย ซึ่งปัญหาค่อยๆ เด่นชัดและปรากฏเป็นข่าวอยู่บ่อยครั้งตามหน้าสื่อต่างๆ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ปัญหาการรุกรานของสัตว์น้ำต่างถิ่น หรือเอเลี่ยนสปีชีส์ในแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ของประเทศไทยเป็นปัญหาใหญ่ ประกอบกับประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ประชาชนส่วนใหญ่นิยมเข้าวัดทำบุญ-ทำทานในวันสำคัญทางพุทธศาสนาหรือวันสำคัญอยู่เสมอ ซึ่งหนึ่งในกิจกรรมที่มักมาคู่กันกับการทำบุญคือ การปล่อยปลา ภายใต้ความเชื่อว่า การทำบุญปล่อยปลานั้น คือ การให้ชีวิต โดยให้โอกาสให้ชีวิตหนึ่งได้มีโอกาสเติบโต ซึ่งถือเป็นกุศลทาน อีกทั้งยังมีความเชื่อว่าการปล่อยสัตว์น้ำลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติเป็นการเพิ่มจำนวนและฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำในธรรมชาติให้คงอยู่ รักษาระบบนิเวศให้
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า งานวันประมงน้อมเกล้าฯ ครั้งที่ 34 ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน-7 กรกฎาคม 2567 ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่างกรมประมง คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์คและสเปลล์ ภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ภายใต้ธีม “Aquatic Arena : สนามแข่งขันประชันความงาม-ท้าประลองความแข็งแกร่งของแก๊งสัตว์น้ำ” ปีนี้มีไฮไลต์สำคัญของงานคือ การจัดกิจกรรมประกวดปลาสวยงามและการจัดตู้พรรณไม้น้ำ “Miracle Style with Aquatic Life : อัศจรรย์กับสิ่งมีชีวิตใต้น้ำ” สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2567 หรือจนกว่าจะเต็ม (ตู้มีจำนวนจำกัด) โดยมีการจัดการประกวดปลาสวยงามทั้งหมด 7 ชนิด 75 ประเภท การประกวดการจัดตู้พรรณไม้น้ำ 4 ประเภท ผู้ชนะการประกวดทุกประเภทจะได้รับรางวัลพระราชทานการประกวดปลาสวยงาม ถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี และถ้วยประทานพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ สำหรับผู้ชนะการประกวดประเภท 1. ปลากัดจูเนียร์ครีบสั้น รวมทุกปร
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงมีการประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำจืดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 และปรับปรุงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2566 เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำจืดในช่วงมีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวอ่อน หรือที่ประชาชนทั่วไปเรียกว่า “ฤดูน้ำแดง” เนื่องจากเป็นระยะเวลาที่น้ำฝนมีปริมาณมากส่งผลให้น้ำในแม่น้ำลำคลองเพิ่มสูงขึ้นและเปลี่ยนเป็นสีแดงจากการชะล้างหน้าดิน พัดพาตะกอนธาตุอาหารต่างๆ ลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยในการกระตุ้นให้สัตว์น้ำจืดมีการผสมพันธุ์และวางไข่ กรมประมงจึงกำหนดพื้นที่และระยะเวลาในฤดูสัตว์น้ำจืดมีไข่ หรือวางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน และกำหนดเครื่องมือ วิธีการทำการประมง และเงื่อนไขในการทำการประมงให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำจืด ข้อมูลปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย ปริมาณน้ำท่า และข้อมูลด้านการประมงที่เป็นปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการติดตามประเมินผลการใช้มาตรการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประกอบการพิจารณาปรับมาตรการให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ปัจจุบันของทรัพยากรสัตว์น้ำ เป็นการเปิดโอกาสให้ระบบนิเวศได้มีการฟื้นฟู สามารถบริหารจัดการให้เกิดความสมดุลทางธรรมชาติและสร้างความยั่ง
ด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติเป็นประจำทุกปี ตั้งแต่ระดับจังหวัดจนถึงระดับประเทศ เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติเกษตรกร สถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ ที่มีผลงานดีเด่น ให้เกษตรกรได้เกิดความภาคภูมิใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม เสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการสร้างและพัฒนาผลงานให้เกิดผลดีต่อประเทศชาติต่อไป โดยเกษตรกรและผู้แทนสถาบันเกษตรกร และสหกรณ์ดีเด่น จะได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัล ในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2567 ณ พลับพลาที่ประทับมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในวันที่ 10 พฤษภาคม 2567 นี้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า…กรมประมง ได้ดำเนินการคัดเลือกเกษตรกร บุคคลทางการเกษตร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศด้านการประมง เป็นประจำในทุกปี โดยผ่านกระบวนการคัดเลือก ตั้งแต่ระดับจังหวัด ระดับเขต และระดับประเทศ เพื่อให้ได้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรและสหกรณ์ที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริง สำหรับผลการคัดเลือกเข้ารับพระราชทานโล่รางวัลเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติด้านการประมง ประจำปี 2
