กรมประมง
กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน กิจกรรมพัฒนาเกษตรทฤษฎีใหม่ ภายใต้กรอบแนวคิดที่เน้นและให้ความสำคัญกับการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกรดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงและยั่งยืน ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้ครอบคลุมทั้งภาคการประมง เกษตร และปศุสัตว์ โดยมุ่งหวังเพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้สามารถเลี้ยงตัวเอง มีรายได้และอาหารไว้บริโภคตลอดปี นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้มีการดำเนินงานโครงการมาอย่างต่อเนื่อง และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนแนวคิดการผลิตสินค้าไปสู่ระบบเกษตรปลอดภัยในพื้นที่ โดยมุ่งเน้นส่งเสริมและสนับสนุนแนวคิดเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งจากการติดตามความก้าวหน้าผลการดำเนินการโครงการที่ผ่านมาพบว่า กรมประมงได้ดำเนินการการถ่ายทอดองค์ความรู้หลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หลักสูตรเฉพาะทางด้านการประมง และหลักสูตรการเตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานความปลอดภัย เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้ที่ได้ปรับใช้ให้เกิดความยั่งยืนและพัฒนาไปเป็นแปลงต้นแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ นอกจากนี้ ยังสนับสนุนปัจจัยการผลิตทั้ง
ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ผู้แทนศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้า-ส่งออก สินค้าประมงผิดกฎหมาย กรมประมง เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับเอกชนผู้ส่งออก 3 บริษัท กรณีสวมสิทธิเอกสารการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปต่างประเทศ หวั่น!! เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อการส่งออกสินค้าประมงทั้งระบบ จ่อกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทย นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากกรณีที่ผู้แทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยได้เข้าพบเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้กรมประมงดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีบริษัทเอกชนผู้ส่งออกสินค้าสัตว์น้ำ ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ถูกสวมสิทธิเอกสารการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปยังต่างประเทศ กรมประมง โดยศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้า-ส่งออก สินค้าประมงผิดกฎหมาย ซึ่งจัดตั้งขึ้นตามนโยบายของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามการนำเข้า-ส่งออกสินค้าประมง จึงได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลการส่งออกของผู้ส่งออกที่ยื่นขอแจ้งดำเนินการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำต่อกรมปร
กรมประมง…เปิดติวเข้ม!!! “Post – harvest Practice Workshop for Fisheries Cold Chain Development” แก่เจ้าหน้าที่ประมง เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการประมง ในภูมิภาคอาเซียนและฮ่องกง จาก 11 ประเทศ กรมประมงจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการจัดการห่วงโซ่ความเย็นภายหลังการจับสัตว์น้ำ หลักสูตร “Post – harvest Practice Workshop for Fisheries Cold Chain Development” ระหว่างวันที่ 18-21 กุมภาพันธ์ 2567 ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพ บางนา และฟาร์มในจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อเพิ่มความรู้ และศักยภาพให้แก่เจ้าหน้าที่ประมง เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ และผู้ประกอบการประมง ในภูมิภาคอาเซียนและฮ่องกงจาก 11 ประเทศ ในเรื่องการจัดการห่วงโซ่ความเย็นภายหลังการจับสัตว์น้ำ การควบคุมคุณภาพปลาทั้งกายภาพและเคมี กลไกการเสื่อมสภาพของปลา และการประเมินอายุการเก็บรักษาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์ประมง ดร.ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงได้ให้ความสำคัญ และเห็นถึงความจำเป็นในการพัฒนาห่วงโซ่ความเย็นเพื่อรักษาคุณภาพของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลาซึ่งเป็นอาหารที่เน่าเสียง่าย จึงควรมีระบบห่วงโซ
กรมประมงร่วมกับหน่วยงาน Australian Fisheries Management Authority (AFMA) เครือรัฐออสเตรเลีย จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหัวข้อ “The 2nd Workshop on the Innovation of Fisheries Monitoring, Control, and Surveillance (MCS) Analytics, and Utilization for Fisheries Analyst” ระหว่างวันที่ 19-23 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สำนักงานฝ่ายฝึกอบรม ศูนย์พัฒนาการประมงแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จังหวัดสมุทรปราการ โดยเป็นการฝึกอบรมเกี่ยวกับดำเนินการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง (MCS) เพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ด้าน MCS จากเครือรัฐออสเตรเลีย โดยเฉพาะการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมได้ เพื่อนำมาเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานด้าน MCS ดร.ถาวร ทันใจ รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงไทยได้ดำเนินการติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวัง (Monitoring, Control, and Surveillance : MCS) ภายใต้ศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังการทำการประมง หรือศูนย์ FMC ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของกรมประมงในการตรวจสอบ ติดตามเรือประมง และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 256
อธิบดีกรมประมง สั่งการทั่วประเทศเร่งแก้ไขปัญหาสินค้าประมงราคาตกต่ำ เน้นมาตรการสอดคล้อง WTO และเฝ้าระวัง IUU อย่างเข้มงวด พร้อมเสนอกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมนำเข้าสัตว์น้ำ สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเลครั้งที่ 1/2567 โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่าจากกรณีชาวประมงขอให้ภาครัฐพิจารณาแนวทางหรือมาตรการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าสัตว์น้ำตกต่ำ เนื่องจากมีการนำเข้าสัตว์น้ำมาจำหน่ายในประเทศ โดยมีข้อเรียกร้องดังนี้ 1. ขอให้หยุดการนำเข้าสัตว์น้ำ 2. ขอให้กำหนดปริมาณสัตว์น้ำที่สามารถนำเข้ามาในประเทศได้ ให้สอดคล้องกับกำลังการผลิตและความต้องการในประเทศ 3. ขอให้กำหนดมาตรฐานสัตว์น้ำที่จะนำเข้ามาให้เป็นมาตรฐานเดียวกับชาวประมงในประเทศ (IUU) 4. ขอให้มีความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าสัตว์น้ำนำเข้า 5. กำหนดอัตราจัดเก็บภาษีนำเข้าสัตว์น้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน กรมประมงรับทราบถึงปัญหาดังกล่าว และได้กำหนดแนวทางการดำเนินการ รวมถึงได้แต่งตั้งคณ
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายเศรษฐา ทวีสิน) ได้แถลงต่อประชาชนถึงนโยบายฟื้นชีวิตอุตสาหกรรมประมงให้กลับมาเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประชาชนด้วยการแก้ไขข้อกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายให้เหมาะสมอันเป็นการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลให้อยู่กับประเทศอย่างยั่งยืน พี่น้องเกษตรกรชาวประมง จะต้องมีความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จึงได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการประมงทะเลเพื่อฟื้นฟูการประมงทะเลและอุตสาหกรรมการประมง ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (นายภูมิธรรม เวชยชัย) เป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงแก้ไขพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2560 ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากฝ่ายคณะรัฐมนตรี ผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐ และผู้แทนชาวประมง (สมาคมชาวประมง) ร่วมกันพิจารณายกร่างพระราชบัญญัติแก้ไข พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 พ.ศ… โดยนำร่าง พ.ร.บ.ฯ ดังกล่าว ที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างฯ ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้วมาใช้พิจารณายกร่าง รวมทั้งใช้ความเห็นของคณะกรรมาธิการวิสามั
นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมง ผิดกฎหมาย เดินหน้าลุยปราบปรามและป้องกันสินค้าประมงผิดกฎหมายให้เข้มงวดมากยิ่งขึ้น นายบัญชา เปิดเผยว่า ตามที่ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายกำหนดมาตรการประกาศสงครามกับสินค้าเกษตรเถื่อน มุ่งปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนเรื้อรังต่อเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศมาอย่างยาวนาน กรมประมงได้ให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และเพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงได้ดำเนินการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมายขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการป้องกันลักลอบการนำเข้าและส่งออกสินค้าประมงที่ผิดกฎหมาย เพื่อปกป้องพี่น้องเกษตรกรให้พ้นวิกฤตจากปัญหาสินค้าเกษตรเถื่อนอย่างต่อเนื่อง สำหรับ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการนำเข้าส่งออกสินค้าประมงผิดกฎหมาย กรมประมง ได้แต่งตั้งให้ นายเดชา ปรัชญารัตน์ ผู้อำนวยการกองกฎหมาย กรมประมง เป็นหัวหน้าศูน
กรมประมงแจ้งประชาสัมพันธ์ให้เจ้าของเรือประมง ที่มีขนาดตั้งแต่ 10 ตันกรอสขึ้นไป ที่มีความประสงค์จะทำการประมงพาณิชย์ ในรอบปีการประมง 2567-2568 มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 1-29 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพฯ กรมประมง หรือที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล ทั้งนี้ ขึ้นรอบปีการประมงใหม่ เริ่มวันที่ 1 เมษายน 2567 หากเรือประมงลำใดออกไปทำประมงโดยที่ไม่มีใบอนุญาตจะไม่สามารถออกทำการประมงได้ นายบัญชา สุขแก้ว อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ที่อยู่ในระบบใบอนุญาตทำการประมงพณิชย์ จำนวน 9,310 ลำ โดยเมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่ผ่านมา มีผลผลิตที่ได้จากการทำประมงพาณิชย์มากกว่า 1 ล้านตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40,000 ล้านบาท ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงให้เกิดความยั่งยืนด้วยการกำกับ ควบคุม และดูแลการทำประมงให้สอดคล้องกับขีดความสามารถในการทำการประมงและปริมาณผลิตผลสูงสุดของสัตว์น้ำที่สามารถทำการประมงได้อย่างยั่งยืน (ค่า MSY) ตามข้อกำหนดในมาตรา 19 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่
กรมประมง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมศึกษาวิจัย การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ!! พร้อมแจ้งเกิด 2 สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด! “เพชรดา 1” (เพ็ด-ชะ-ดา-หนึ่ง) เจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” ต้านทานโรค EMS-AHPND หวังสร้างทางเลือกให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ใช้ประโยชน์ทดแทนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมั่นคงและยั่งยืน นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ในอดีตสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงทั้งภายในและต่างประเทศ กระทั่งปี 2555 การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยประสบวิกฤตการระบาดของโรคตายด่วน หรือ EMS-AHPND สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลอย่างต่อเนื่อง สำหรับในด้านการวิจัยนั้น กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัย
นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หลังการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาประมงทะเล ครั้งที่ 2/2566 โดยมี ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงที่ได้รับผลกระทบจากจำนวนวันทำการประมงไม่เพียงพอ จำนวน 1,200 ลำ ดังนี้ ฝั่งอ่าวไทย 1.1 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงสัตว์น้ำหน้าดิน จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 50 วัน 1.2 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลาผิวน้ำ จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 50 วัน 1.3 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลากะตัก จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 30 วัน ฝั่งทะเลอันดามัน 2.1 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงสัตว์น้ำหน้าดิน จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 20 วัน 2.2 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลาผิวน้ำ จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 30 วัน 2.3 กลุ่มเครื่องมือทำการประมงปลากะตัก จัดสรรวันทำการประมงเพิ่ม จำนวน 50 วัน (โดยการจัดสรรวันทำการประมงเพิ่มเติมสำหรับเรือประมงแต่ละลำขึ้นอยู่กับจำนวนวันทำการประมงที่เหลืออยู่ของเรือประมงลำนั้น) บัดนี้ กรมประมง ดำเนินการเพิ่มวันทำการประมงให้กับเรือประมงทั้ง 1,200 ลำดังกล่า
