กรมวิชาการเกษตร
ทุเรียนที่มีคุณภาพดีย่อมเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ กรมวิชาการเกษตร มีคำแนะนำให้เกษตรกรรักษาคุณภาพในการผลิตทุเรียนคุณภาพในฤดูกาลถัดไป 4 กิจกรรมใหญ่ๆ ที่จะบำรุงรักษาต้นทุเรียนให้ได้ผลผลิตที่ดี ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ภายหลังการเก็บเกี่ยวทุเรียน ดังนี้ การเตรียมต้นให้พร้อมสำหรับการออกดอก (กรกฎาคม-ตุลาคม) แนะนำให้ มีการตัดแต่งกิ่งเพื่อควบคุมทรงพุ่มและตัดกิ่งแห้งหรือเป็นโรคออก เพื่อทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และให้แตกใบอ่อนอย่างน้อย 1 ชุด ควรมีการให้น้ำต้นทุเรียนเมื่อฝนทิ้งช่วงเกิน 7 วัน การป้องกันโรคและแมลงที่สำคัญ ได้แก่ โรคใบไหม้ โรคใบติด โรครากเน่าโคนเน่า เพลี้ยชนิดต่างๆ ไรแดง และหนอนเจาะลำต้นทุเรียน การจัดการเพื่อให้ทุเรียนออกดอกและติดผลดี (พฤศจิกายน-ธันวาคม) แนะนำให้เกษตรกรใส่ปุ๋ยเคมีทางดิน ก่อนสิ้นฤดูฝนประมาณ 1 เดือน งดการให้น้ำต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 วัน ทำให้ต้นทุเรียนเกิดสภาพเครียด เพื่อชักนำการออกดอก ควรมีการป้องกันโรคและแมลงที่สำคัญ เช่น โรคดอกเน่า เพลี้ยไฟและไรแดง ในช่วงก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ ให้น้ำเพียง 1 ใน 3 ของการให้น้ำปกต
ในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2519 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมสถานีทดลองข้าวสันป่าตอง ได้ทอดพระเนตรแปลงทดลอง แล้วมีพระราชดำรัส ว่า “…ในอนาคต ข้าวไร่มีบทบาทมากเพราะไม่ต้องใช้น้ำมาก และอาศัยฝนตามธรรมชาติ” พระองค์ท่านทรงเห็นความสำคัญของการค้นคว้าวิจัยการทดลองพืชในสิ่งแวดล้อมแบบต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชที่มีสภาพใกล้เคียงกับเขตตั้งถิ่นฐานของชาวไทยภูเขา ในปี พ.ศ. 2522 พระองค์ได้พระราชทานที่ดินของสถานีเกษตรหลวงสะเมิง ซึ่งตั้งบนที่สูงในอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ให้อยู่ในความดูแลของกรมวิชาการเกษตร โดยมีวัตุประสงค์ในการศึกษาวิจัยการพัฒนาและส่งเสริมการปลูกข้าวไร่ ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ต และพืชเมืองหนาวอื่นๆ โดยมีชื่อใหม่ว่า “สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวสะเมิง” ต่อมาในปี พ.ศ. 2528 กรมวิชาการเกษตรได้รับพระบรมราชานุญาตให้จัดตั้ง “สถานีทดลองข้าวไร่และธัญพืชเมืองหนาวปางมะผ้า” นายกฤษณะ ศิริรัตน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง กล่าวว่าข้าวไร่อยู่คู่กับคนใต้มาตั้งแต่โบราณ เป็นวิถีที่คู
ในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกเบญจมาศเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบจุด สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของเบญจมาศ อาการเริ่มแรกพบแผลจุดเล็กค่อนข้างกลมสีน้ำตาลเข้มบนใบ ต่อมาแผลขยายใหญ่ขึ้น บางครั้งขอบแผลมีสีเหลือง บริเวณแผลพบส่วนของเชื้อราเป็นจุดสีดำเล็กๆ เกิดกระจายทั่วแผล อาการของโรคมักเกิดกับใบล่างก่อน หากระบาดรุนแรง แผลจะลามขยายติดกัน ทำให้ใบไหม้ ร่วงหล่น และลุกลามถึงใบยอดจนใบไหม้ทั้งต้น นอกจากนี้ ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บใบเป็นโรคที่ร่วงหล่นไปทำลายนอกแปลงปลูก หากโรคยังคงระบาดให้พ่นด้วยสารไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรพิโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 7 วัน หลังจากหมดฤดูปลูกแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก โดยเก็บเศษซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นตัดแต่งใบแก่ออก เพื่อให้ต้นโปร่งอากาศถ่ายเทสะดวก สำหรับแปลงที่เกิดโรคระบาด งดการให้น้ำแบบพ่นฝอ
ภาคเกษตรถูกกำหนดเป็นหมุดหมายที่ 1 ในแผน 13 โดยเขียนไว้ว่า “ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง” โดยไทยปรับเปลี่ยนรูปแบบการผลิตจาก “ผลิตมากแต่สร้างรายได้น้อย” ไปสู่การผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่ “ผลิตน้อยแต่สร้างรายได้มาก” โดยในปี 2562 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของภาคการเกษตรและการแปรรูปที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าๆ 1,477,589 ล้านบาท แต่ไทยมีจุดอ่อน ข้อจำกัด และอุปสรรคที่สำคัญในการยกระดับการพัฒนาภาคเกษตรของไทย อาทิ ขาดน้ำเพื่อการเกษตร การเพาะปลูกในพื้นที่ไม่เหมาะสม ขาดการเชื่อมโยงในลักษณะของคลัสเตอร์ตลอดห่วงโซ่มูลค่าของสถาบันเกษตรกรและเครือข่าย ความไม่สอดคล้องกันของปริมาณและคุณภาพผลผลิตกับความต้องการของตลาดทั้งในด้านการบริโภคทางตรงและการเป็นวัตถุดิบแปรรูปผลิตภัณฑ์ การผลิตและส่งออกสินค้าเกษตรเป็นวัตถุดิบหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ความตระหนักของผู้ผลิตและผู้บริโภคเกี่ยวกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ที่เฉพาะเจาะจงยังมีการใช้ไม่มาก เป็นต้น นายธัชธาวินท์ สะรุโณ อดีตผู้เชี่ยวชาญ สวพ.8
สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ได้พัฒนาโรงเรือนผักอัจฉริยะต้นแบบที่ศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ซึ่งเป็นโรงเรือนพืชที่ควบคุมด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติที่สมการควบคุมมีตัวแปรต้น เช่น อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ ฯลฯ ตั้งแต่สองตัวแปรขึ้นไปในสมการเดียวกัน เพื่อไปควบคุมอุปกรณ์ในโรงเรือน โดยสอดคล้องกับหลักทางเกษตรศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเทอร์โมไดนามิกส์ การควบคุมควรใช้สมองกลฝังตัวที่ติดตั้งในโรงเรือน โดยได้แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นจุดสาธิตถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะ โดยเฉพาะโรงเรือนพืชอัจฉริยะแบบต่างๆ มีการใช้เซ็นเซอร์และสมองกลฝังตัว มาควบคุมอัตโนมัติ เพื่อให้ง่ายต่อเกษตรกรในการพัฒนาต่อยอด โรงเรือนผักอัจฉริยะต้นแบบ มีขนาด 6x9x2.2 เมตร (กว้างxยาวxสูง) หลังคาด้านบนเป็นพลาสติก ด้านข้างเป็นมุ้งตาข่าย 32 mesh ด้านในโรงเรือนมีกระบะปลูกผักแบบยกพื้นขนาด 1x6x0.9 เมตร (กว้างxยาวxสูง) จำนวน 3 กระบะ มีเครื่องทำความชื้นแบบแผ่นระเหยน้ำหมุนเวียนอากาศภายในโรงเรือน จำนวน 2 เครื่อง แต่ละเครื่องมีพัดลม 2 ตัว เป่าอากาศผ่านแผงรังผึ้งที่มีน้ำปล่อยลงมา น้ำบนแผงรัง
เมื่อเร็วๆ นี้ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เครือซีพี ร่วมสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน สร้างป่า สร้างรายได้ บ้านสบขุ่น จังหวัดน่าน ได้รับประกาศนียบัตรเหรียญทองแดง ประเภทคุณภาพกาแฟระดับดีมาก ในโครงการประกวดสุดยอดกาแฟไทย ปี 2565 ที่จัดขึ้นโดย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนจัดขึ้น เพื่อหาเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดี ตั้งแต่การปลูก จนถึงการแปรรูป จนได้เป็นเมล็ดกาแฟไทยเกรดพิเศษ นอกจากนี้ ยังรณรงค์และส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ ตระหนักถึงความสำคัญในการปลูกและการแปรรูปกาแฟ มุ่งพัฒนากาแฟไทยให้มีคุณภาพดีสู่ระดับโลก เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ และความยั่งยืนให้แก่เกษตรกรนายอรรถวิทย์ ยุทธยศ ผู้จัดการทั่วไป ด้านพัฒนาความยั่งยืนภาครัฐ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่สามารถพัฒนา ยกระดับคุณภาพกาแฟบ้านสบขุ่นให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ตั้งแต่เริ่มโครงการปลูกกาแฟร่วมกับฟื้นฟูป่าในพื้นที่บ้านสบขุ่น ตั้งแต่ปี 2559 ในพื้นที่เริ่มต้นจากศูนย์ ปลูกกาแฟในพื้นที่ที่เป็นดอยหัวโล้น ไม่มีต้นไม้สักต้น เนื่อ
ปัจจุบันกระแสรักสุขภาพมาแรง ทั่วโลกต่างต้องการบริโภคพืชผักผลไม้อินทรีย์ที่ปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทั้งตัวผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมกันอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สินค้าพืชผักผลไม้อินทรีย์สามารถขายได้ราคาดีกว่าพืชที่ปลูกด้วยเคมี ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนจึงหันมาสนับสนุนให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์กันมากขึ้น หัวใจการผลิตผักอินทรีย์ อยู่ที่การจัดการธาตุอาหารและศัตรูพืชที่เหมาะสม 1.การจัดการธาตุอาหาร แนะนำให้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สำหรับการปลูกผักกวางตุ้งและหอมแบ่ง หากมีอินทรียวัตถุในดินน้อยกว่า 1.5% ต้องใส่ปุ๋ยหมักแห้งชีวภาพอัตรา 2.8 ตัน ต่อไร่ ส่วนแปลงปลูกกะหล่ำปลี คะน้า และกวางตุ้ง ที่มีอินทรียวัตถุในดินต่ำ ควรทำปุ๋ยหมักแบบเติมอากาศในอัตรา 2 ตัน ต่อไร่ แบ่งใส่ 2 ครั้ง หลังย้ายปลูก 10 และ 30 วัน 2.การจัดการศัตรูพืชที่เหมาะสม ควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ผสมปุ๋ยหมักคลุกดิน หรือรองก้นหลุมพร้อมปลูก เช่น – โรคเน่า โคนเน่า ในกะหล่ำปลี กวางตุ้ง และคะน้า สามารถควบคุมได้โดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา รองก้นหลุมในอัตรา 10 กรัม ต่อวัน – โรครากเน่า โคนเน่า ของหอมแบ่ง สามารถดูแลป้องกัน
ระยะนี้มักจะมีฝนตกในบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะขามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะฝักมะขาม โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่มะขามพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบผีเสื้อตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนฝักมะขาม ตั้งแต่ช่วงที่มะขามพัฒนาผลเริ่มเป็นฝักอ่อนไปจนกระทั่งเป็นฝักแก่และสุก ซึ่งมักจะวางไข่บนฝักมะขามที่มีรอยแตกหรือรอยหักมากกว่าฝักปกติ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะเจาะเข้าสู่ฝักมะขามไปกัดกินเนื้อภายในและเมล็ด หนอนจะถ่ายมูลเป็นขุยออกมาที่ปากรูเป็นกระจุกสีน้ำตาล และอาศัยอยู่ในฝักจนกระทั่งเข้าดักแด้ เมื่อออกเป็นตัวเต็มวัยจะบินไปผสมพันธุ์และวางไข่ต่อไป การเข้าทำลายในช่วงฝักอ่อนทำให้ฝักแห้งลีบ ส่วนการเข้าทำลายในช่วงฝักแก่จะถูกกัดกินเนื้อภายในและส่งผลให้ฝักมะขามเสียหาย แนวทางในการป้องกันและกำจัดหนอนเจาะฝักมะขาม ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายไปเผาทิ้งทันที จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของหนอนลงได้ หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักมะขาม ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร (สวพ.) กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาการแบ่งท้องที่ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกเป็นเขต ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 109 ตอนที่ 104 วันที่ 30 กันยายน 2535 ปัจจุบันสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 มีอำนาจหน้าที่ในพื้นที่ที่รับผิดชอบตามประกาศราชกิจจานุเบกษา เล่ม 131 ตอนที่ 88 ก 30 ธันวาคม 2557 ดังต่อไปนี้ (1) วางแผนงานและโครงการวิจัยและพัฒนาพืช (2) ศึกษา วิจัยและพัฒนาพืช รวมทั้งทดสอบเทคโนโลยีการเกษตรแบบมีส่วนร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และการแก้ไขปัญหาของเกษตรกร (3) ให้บริการวิเคราะห์ ทดสอบ ตรวจสอบ และรับรองดิน น้ำ พืช ปุ๋ย สารเคมีการเกษตรผลิตผล ผลิตภัณฑ์พืช และมาตรฐานสินค้าเกษตร (4) ควบคุมและกำกับดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามกฎหมายที่กรมรับผิดชอบ (5) เป็นศูนย์บริการข้อมูลด้านวิชาการเกษตรให้แก่เจ้าหน้าที่ เกษตรกร เอกชน และหน่วยงานอื่น ที่เกี่ยวข้อง (6) ให้บริการ วิซาการและเทคโนโลยีแก่เจ้าหน้าที่ เกษตรกร เอกชน และหน่วยงานอื่นที่เกี่ย
หลายคนสนใจปลูกปทุมา เพราะเห็นว่าเป็นไม้ตัดดอกที่สวยงามมากชนิดหนึ่ง นอกจากดอกมีรูปทรงสวยงามแล้ว ยังมีสีสันสวยงามอีกด้วย ซึ่งมีความหลากหลาย หากใครสนใจปลูกปทุมมา มีคำแนะนำเรื่องการปลูกดูแลปทุมมา ดังต่อไปนี้ ปทุมา หรือ ทิวลิปแห่งสยาม มีลักษณะดอกและก้านดอกมีรูปทรงคล้ายกับดอกทิวลิปของฝรั่ง หากพูดถึงพันธุ์ของปทุมานั้นมีอยู่หลายพันธุ์และสีสันแตกต่างกันไป ปทุมาแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทตัดดอก และประเภทไม้กระถาง ก่อนอื่น ขออธิบายเรื่องดอกของปทุมาให้เข้าใจก่อน ส่วนที่เห็นเป็นกลีบดอกสีสวยงามนั้นคือ กลีบประดับ ส่วนดอกจริงๆ มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมีย จะเป็นดอกขนาดเล็ก อยู่ต่ำลงมาจากกลีบประดับ จะมีกาบสีเขียวเป็นหลุม เมื่อมองเข้าไปจะเห็นดอกขนาดเล็ก จำนวน 8-10 ดอกย่อยๆ สำหรับปทุมา ประเภทปลูกเป็นไม้ตัดดอก เช่น พันธุ์เชียงใหม่ สีชมพู สีชมพูอ่อน และสีชมพูเข้ม ลักษณะเด่นมีลำต้นสูง 40-45 เซนติเมตร แตกกอ 10-15 หน่อ ต่อกอ ใบแผ่ตั้งแข็งแรง ใบรี แผ่นใบมีสีเขียว เส้นกลางใบมีสีน้ำตาลเหลือบขาว ช่อดอกยาว 60-70 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางก้านดอกเฉลี่ย 1 เซนติเมตร กลีบดอกมีสีชมพูอ่อน สีชมพู และสีชมพูเข้ม กลีบ
