กรมวิชาการเกษตร
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 เป็นหน่วยงานในภูมิภาคของกรมวิชาการเกษตร ที่รับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยมีภารกิจสำคัญ คือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ นอกจากนั้นจะยังมีงานผลิตพันธุ์พืช งานบริการตรวจสอบ วิเคราะห์ ปัจจัยการผลิต งานตรวจสอบรับรองมาตรฐานการผลิตพืช งานควบคุมกำกับตาม พรบ. งานพัฒนาในโครงการพระราชดำริ และการบริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ในส่วนของผลงานการวิจัยและพัฒนา จะประกอบด้วยงานวิจัยเชิงพื้นที่เพื่อให้ได้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับสภาพภูมิสังคมของพื้นที่เป็นหลัก และมีงานวิจัยประยุกต์ หรือพื้นฐานที่ร่วมวิจัยกับสถาบัน/สำนักในส่วนกลาง ผลงานวิจัยเด่นในปี 2565 เช่น เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มะพร้าว ส้มโอ กาแฟ เห็ด ข้าวโพดหวาน และการพัฒนาการผลิตพืชตามศาสตร์พระราชาเพื่อการพัฒนาชุมชนเกษตรให้เข้มแข็ง เป็นต้น โดยตังอย่างผลงานวิจัย ได้แก่ การจัดการผลิตพืชที่ยั่งยืน โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง “DOA โมเดล: การผลิตพืชตามศาสตร์พระราชา เพื่อพัฒนาชุม
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่ากรมวิชาการเกษตรมีนโยบาย DOA Together คือการบูรณาการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการพัฒนาการผลิตพืชเพื่อนำไปสู่การสร้างเศรษฐกิจที่ดีของเกษตรกร ชุมชนเกษตรมีความเข้มแข็ง และมีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดการปลดปล่อยคาร์บอน โดย สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา (สวพ.8) จะรับผิดชอบพื้นที่ 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง และในวันที่ 29 กรกฎาคมถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2565 องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยนายไพเจน มากสุวรรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ได้ขอความร่วมมือกรมวิชาการเกษตรไปร่วมจัดงานสงขลาเกษตรแฟร์ หรืองานตลาดนัดสินค้าเกษตรและงานวันสตรีของจังหวัดสงขลา ที่ อบจ. จัดขึ้นมา โดยในงานนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดให้มีกิจกรรมภายในงานนี้ดังนี้ 1. การเสวนาวิชาการ ประกอบด้วย วันที่ 29 ก.ค. 2565 เวลา 10.00-12.00 น. เรื่อง กัญชง กัญชา กระท่อม สมุนไพร สดใสหรือแค่กระแส วิทยากร นายทรงเมท สังข์น้อย นักวิจัย ศวพ.สงขลา กรมวิชาการเกษตร นายประจวบ จันทร์เพ็ญ แพทย์แผนไทยและผู้ประกอบการโรงงานสมุนไพร นายชินี วาลีดง ผู้ประกอบการเอกชนกระท
“มันสำปะหลัง” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจทำเงินที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.9 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 20.9 ล้านตัน ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท แรงจูงใจสำคัญที่เกษตรกรนิยมปลูกพืชชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายก็คือ มันสําปะหลัง ปลูกได้ตลอดทั้งปี ทนแล้งได้ดีกว่าพืชอื่น มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ในแหล่งดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่จํากัดเวลาการเก็บเกี่ยว เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีแรงงานพอ และทิ้งไว้ในแปลง รอเก็บผลผลิตออกขายในราคาที่ต้องการได้ ในอดีต เกษตรกรไทยจำนวนมากปลูกมันสำปะหลังแบบให้เทวดาเลี้ยง ทำให้ได้ผลผลิตน้อย คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับแหล่งปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดินร่วนปนทราย (ดินชุดโคราช ชุดวาริน ชุดยโสธร ชุดห้วยโป่ง ชุดมาบบอน) และกลุ่มดินทราย (ดินชุดสัตหีบ ชุดพัทยา และชุดน้ำพอง) ซึ่งสภาพดินดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และง่ายต่อการชะล้างพังทลาย หากปลูกมันสําปะหลังต่อเนื่องกันนานๆ หลายฤดู โดยขาดการใส่ปุ๋ยชดเชยการสูญเสียธาตุอาหาร ทําให้ผลผลิตของมันสําปะหลังลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินร่วนปนทราย มีผล
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ในยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 วาระการขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 และกรอบยุทธศาสตร์การวิจัยแห่งชาติ 20 ปี มีประเด็นที่สอดคล้องกันในเรื่องการสร้างความเข้มแข็งของสังคมภาคเกษตรในพื้นที่ภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย แต่ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ข้างต้นนั้นพบว่า เกษตรกรรายย่อยในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ในภาพรวมมีปัญหาการผลิตพืชที่คล้ายคลึงกันคือ ประสิทธิภาพการผลิตต่ำ เพื่อแก้ปัญหาการผลิตพืชและยกระดับเกษตรกรตามเป้าหมาย กรมวิชาการเกษตร โดยสำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 1-8 จึงได้จัดทำแผนงานวิจัยพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืชเพื่อสร้างความเข้มแข็งสังคมเกษตร ภายใต้การสนับสนุนของ สกสว. และ วช. ดำเนินการวิจัยในปี 2559-2564 โดยเน้นประเด็นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพืช เพิ่มผลผลิต คุณภาพผลผลิต มาตรฐานสินค้า การเพิ่มมูลค่า เพิ่มผลตอบแทน และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนเกษตร ภายใต้เงื่อนไขความเหมาะสมของสภาพภูมิสังคมเกษตรกรในแต่ละภูมิภาค ผลงานวิจัยเด่นที่ได้ เช่น ภา
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เวทีวิจัยสัญจร เป็น นวัตกรรมเชิงกระบวนการที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา “รำแดงโมเดล เกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อพัฒนาการการเกษตรให้ชุมชนพึ่งตนเอง” เวทีวิจัยสัญจร เป็นการจัดเวทีประชุมของนักวิจัย นักพัฒนา นักส่งเสริม เกษตรกร และผู้มีส่วนได้เสียในการพัฒนาการผลิตพืช โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ ความคิด ผลงานวิจัย ภูมิปัญญา และประสบการณ์ในการทำการเกษตร ในจัดเวทีวิจัยสัญจร จะจัดเวทีประชุมที่บ้านและไร่นาเกษตรกรหมุนเวียนกันไปในแต่ละรายประมาณ เดือนละ 1-2 ครั้ง กิจกรรมที่ดำเนินการในการจัดเวทีวิจัยประกอบด้วย 1 ของฝากจากเพื่อนบ้าน เพื่อรื้อฟื้นวัฒนธรรมการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ โดยผู้มาร่วมเวทีนำพันธุ์พืช หรือผลผลิต ไปเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เจ้าของบ้านที่ไปเยี่ยมเยียน หรือแลกเปลี่ยนกันกับเพื่อนบ้านที่มาร่วมเวที 2 เรื่องเล่าจากเจ้าของบ้าน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล โดยเจ้าของบ้านจะเล่าชีวประวัติ ประสบการณ์การทำงาน การต่อสู้ชีวิต ตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบัน จะทำให้ผู้ร่วมเวทีได้เพิ่มความรู้จักกันมากขึ้น และได้ข้อคิดในการดำเนินชีวิต นอกจากนั
นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 1-8 ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลการผลิตพืชในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศไทย ทำการวิจัยและพัฒนาเพื่อให้ได้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะมายกระดับรายได้และความเป็นอยู่ของเกษตรกรและชุมชนให้พึ่งตนเองได้ โดยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 สงขลา (สวพ.8) ได้วิจัยสร้างนวัตกรรมการนำศาสตร์พระราชา มาพัฒนาการผลิตพืชให้ชุมชนพึ่งตนเองได้ คือ “รำแดงโมเดล” โดยขับเคลื่อน “4 เสาหลักเกษตรตามศาสตร์พระราชาเพื่อชุมชนพึ่งตนเอง” ประกอบด้วย เสาหลักที่ 1 การสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยการจัดตั้งกลุ่ม พัฒนากลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน และจัดเวทีสัญจรเยี่ยมบ้าน เสาหลักที่ 2 การพัฒนา 9 พืชผสมผสานและเกษตรผสมผสานพอเพียง มีการปลูกพืชที่หลากหลาย เช่น พืชรายได้ พืชอาหาร พืชสมุนไพรสุขภาพ สมุนไพรกำจัดศัตรูพืช พืชอนุรักษ์ดินและน้ำ พืชอนุรักษ์พันธุกรรมท้องถิ่น พืชใช้สอย พืชอาหารสัตว์ และพืชพลังงาน เป็นต้น เสาหลักที่ 3 การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร มีการนำสินค้ามาแปรรูปเพื่อให้เกิดมูลค่าที่สูงขึ้น และมีกา
กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมวิทยาการวัชพืชแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และเกษตรกรผู้ปลูกผักแบบ GAP (เกษตรเคมี) พร้อมด้วย 4 พรรคการเมือง พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคก้าวไกล ชี้ทางรอดภาคเกษตรกรรมไทย ต้องบริหารจัดการเพาะปลูกให้ได้มาตรฐาน GAP ใช้สารเคมีเกษตรอย่างปลอดภัย ควบคู่กับการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ เพื่อเตรียมรับมือกับภาวะขาดแคลนอาหารทั่วโลก เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจด้านสินค้าเกษตรไทย ย้ำจุดยืน ครัวไทยสู่ครัวโลก วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2565 ณ โรงแรมแบงค็อก แมริออท มาร์คีส์ ควีนส์ปาร์ค นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงาน “เคมี พระเอกหรือผู้ร้าย ครั้งที่ 3” ในหัวข้อ “อินทรีย์-เคมี โอกาสของไทย ภายใต้วิกฤตอาหารโลก” ร่วมด้วย นางสาวเพชรรัตน์ เอกแสงกุล ประธานกิตติมศักดิ์ กรรมการคณะกรรมการกลุ่มอุตสาหกรรมเคมี รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายสุภัค เหล่าดี เลขานุการฝ่ายวิชาการ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย ดร.จรรยา มณีโชติ นายกสมาคมวิทยาการวัชพืชแห
นายไพศอล หะยีสาแระ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา เปิดเผยว่า จังหวัดยะลา มีพื้นที่การเกษตรส่วนใหญ่เป็นสวนยางพารา 1,246,055 ไร่ และสวนไม้ผล 127,088 ไร่ ไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ทุเรียน ลองกอง และมังคุด เป็นต้น ส่วนข้าวมีพื้นที่ปลูก 44,275 ไร่ พืชผัก 5,924 ไร่ และพืชไร่ 1,833 ไร่ ซึ่งจะเห็นว่าเกษตรกรมีการพึ่งพารายได้หลักจากยางพาราที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัด จึงถือว่าความเสี่ยงสูง โดยเฉพาะในช่วงที่โรคใบร่วงยางพารากำลังระบาดเพิ่มขึ้นได้ส่งผลทำให้รายได้เกษตรกรลดลงเป็นอย่างมาก นอกจากนั้นก็พบว่าในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และภาวะสงคราม ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรทั้งในเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น และการตลาดมีข้อจำกัดมากขึ้นศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรยะลา (ศวพ.ยะลา) สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 (สวพ.8) กรมวิชาการเกษตร เล็งเห็นว่าหากเกษตรกรพึ่งพารายได้จากพืชเชิงเดี่ยวเป็นหลัก ก็จะส่งผลให้มีความเสี่ยงเรื่องการขาดความมั่นคงทางอาหารในภาพรวม จึงได้จัดทำโครงการวิจัยและพัฒนาการจัดการผลิตพืชเพื่อเพิ่มเสถียรภาพด้านรายได้และความมั่นคงด้านอาหารของชุมชนนวัตก
ปัจจุบันการเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรไทยยังคงประสบปัญหาด้านราคาวัตถุดิบอาหารที่มีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรรายย่อย ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ อาทิ แหนแดง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หญ้าเนเปียร์ ถือเป็นพืชทางเลือกที่เป็นทางออกให้กับเกษตรกรในการลดต้นทุนการผลิต สำหรับแหนแดง เป็นพืชที่ใช้เวลาปลูกระยะสั้นเติบโตเร็ว 15-30 วัน สามารถขายได้ เป็นที่ต้องการของตลาด โปรตีนสูง และมีไนโตรเจนสูงถึง 5% ในขณะที่ปุ๋ยพืชสดตระกูลถั่วมีธาตุอาหารไนโตรเจน ประมาณ 2.5-3% ขณะที่ราคาอาหารสัตว์ท้องตลาด ราคา 12 บาท/กิโลกรัม แต่หากเป็นอาหารที่ผสมเองราคา 4 บาท/กิโลกรัม เป็นการลดต้นทุนการผลิตให้กับเกษตรกร แหนแดง เป็นเฟิร์นชนิดหนึ่งที่มีขนาดเล็ก พบอยู่ตามบริเวณน้ำนิ่ง เช่น บ่อ หรือคูน้ำ สำหรับแหนแดงพันธุ์กรมวิชาการเกษตรให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์พื้นเมืองถึง 10 เท่า เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่บนผิวน้ำในนาข้าว 1 ไร่ จะให้ผลผลิตสดถึง 3 ตัน (150 กิโลกรัมแห้ง) ซึ่งเป็นปริมาณไนโตเจนได้ประมาณ 6-7 กิโลกรัม ประโยชน์คือ ทดแทนหรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีไนโตรเจน เพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดิน ใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์สำ
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการเตรียมงาน “มหกรรม 360 องศา ปลดล็อคกัญชา ประชาชนได้อะไร” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 10-12 มิถุนายนนี้ โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านกัญชาทางการแพทย์ กัญชงเพื่อเศรษฐกิจ และเพื่อเพิ่มการเข้าถึงการให้บริการกัญชาทางการแพทย์แก่ผู้ป่วย รวมถึงสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในการใช้ประโยชน์จากกัญชาอย่างถูกต้องเหมาะสม ภายหลังปลดล็อกออกจากบัญชียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ก่อนถึงวันเริ่มงาน นพ.พิเชษฐ พืดขุนทด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ลงพื้นที่สำรวจความเรียบร้อยของการจัดงาน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมความพร้อมแล้วอย่างเต็มที่ พร้อมกล่าวเชิญชวนเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมงาน โดยมั่นใจว่า มหกรรมกัญชาครั้งนี้จะสามารถมอบองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เข้าร่วมงานได้อย่างแน่นอน และคาดว่าจะมีประชาชนสนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก สร้างรายได้ให้คนในพื้นที่ได้อย่างแน่นอน “กิจกรรม
