กรมส่งเสริมการเกษตร
นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการประชุมบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ว่า สถานการณ์สับปะรด ปี 2563 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 414,777 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 51,720 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.09 ปริมาณผลผลิตมี 1.39 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 285,358 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.99 ผลผลิตต่อไร่ 3,362 กิโลกรัม ลดลง 239 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6.64 เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ผลผลิตต่อไร่จึงลดลง บางส่วนไม่ติดผล ผลเล็ก แคระแกร็น ไม่สามารถใช้สารบังคับการออกผลในช่วงปลายปีได้เต็มที่ โดยราคาสับปะรดโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 13.07 บาท และสับปะรดบริโภคสดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.81 บาท สำหรับในปี 2564 คาดการณ์เนื้อที่เก็บเกี่ยวมี 487,459 ไร่ เพิ่มขึ้น 72,682 ไร่ หรือร้อยละ 17.52 ผลผลิต 1.96 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 565,862 ตัน หรือร้อยละ 40.58 และผลผลิตต่อไร่ 4,021 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 659 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 19.60 ส่วนสาเหตุที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการขยายในพื้นที่ปลูกเดิมและเริ่มปลูกในพื้นที่ใหม่สำหรับเกษตรกรรายใหม่ ส่วนผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้น
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยนวัตกรรมการปลูกองุ่นบนพื้นที่สูงสำหรับเกษตรกรสูงอายุ เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต-ดูแลรักษาง่าย นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า องุ่นเป็นไม้ผลทางเลือกที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพ เพราะให้ผลตอบแทนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ทดแทนพืชที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวโพด เป็นต้น และยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรได้อีกด้วย แต่การปลูกองุ่นในระบบเดิมจำเป็นต้องใช้แรงงานมากและไม่เหมาะสมกับเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากทรงต้น และวิธีการตัดแต่งยุ่งยาก โดยวิธีการสำคัญที่พัฒนาขึ้นใหม่จากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ได้แก่ รูปแบบการจัดทรงต้น และระยะปลูก 3 แบบ คือ ทรงต้นแบบตัว H ระยะปลูก 6×3 เมตร แบบตัว T ระยะปลูก 6×3 เมตร และแบบตัว T ระยะปลูก 6×1.5 เมตร ซึ่งสามารถให้ผลผลิต 70-100 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดรูปแบบค้างองุ่นแบบใหม่ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ และสะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษายิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อใ
นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ บูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ปัจจุบัน ผลไม้ไทยนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 45,613 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลไม้เศรษฐกิจหลัก 7 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ เพื่อผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) จัดการสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ให้ครอบคลุมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่การจัดการผลิต และผลิตไม้ผลคุณภาพส
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดช่วงหน้าฝน นายสมโชค ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลายแห่ง ได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นอย่างมาก ขณะนี้ในพื้นที่การเกษตร 9 จังหวัดภาคกลาง มีการปลูกข้าวโพดในช่วงฤดูฝนแล้ว ประมาณ 317,474 ไร่ ซึ่งมีทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ ข้าวโพดฝักสด และข้าวโพดฝักอ่อน ขณะนี้ ยังไม่พบการระบาดของหนอนกระทูข้าวโพดลายจุด แต่เพื่อความไม่ประมาท เราต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ลักษณะของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีขนาด 3.2 – 4 เซนติเมตร มีแถบสีขาวที่ขอบปีกคู่หน้า กลางปีกมีแถบลักษณะเป็นวงรีสีน้ำตาล เพศเมียมีสีและลวดลายจางกว่าเพศผู้ เพศเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบพืช แต่ละกลุ่มจะมีไข่ประมาณ 100-200 ฟอง และมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม เพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 1,500-2,000 ฟอง
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดให้พ่อค้าที่มีรถขนส่งมาลงทะเบียนร่วมโครงการ “รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อป” มุ่งกระจายผลไม้คุณภาพจากสวนภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมเชิญชวนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย 6 – 7 สิงหาคมนี้ ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อน ที่มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยปี 2563 ภาคใต้มีเนื้อที่ปลูกไม้ผล 1,038,208 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 884,792 ไร่ ผลผลิตรวม 727,827 ตัน ซึ่งผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวผลผลิตจะกระจุกตัว ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เกษตรกรจะต้องเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิต จากเหตุผลดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรเล็
เกษตรฯ เผยที่ประชุม นบมส. และ นบขพ. เห็นชอบโครงการประกันรายได้มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 ใช้หลักเกณฑ์เดิม เคาะราคามันสำปะหลังที่ กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกิน 100 ตัน ต่อครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ โลกรัมละ 8.50 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ ต่อครัวเรือน เงื่อนไขขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการประกันรายได้สินค้า 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง ประกันรายได้ที่หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2563 – 31 ม
นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ณ โรงแรม ลอฟท์ มาเนีย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ว่า “ทุเรียน” ถือเป็นราชาแห่งผลไม้เขตร้อนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่ดีที่สุดของโลก เนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต มีสายพันธุ์ทุเรียนที่ดี ตลอดจนเกษตรกรมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถบริหารจัดการสวนทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพดี รสชาติเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักอันดับ 1 ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด ซึ่งยืนยันได้จากปริมาณผลผลิตทุเรียนสดส่งออกไปต่างประเทศ โดยในปี 2562 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ จำนวน 655,346 ตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดกว่า 45,000 ล้านบาท สำหรับสถานการณ์การผลิตทุเรียนในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทย ลำดับที่ 2 รองจากภาคตะวันออก มีพื้นที่ปลูก 571,373 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 437,995 ไร่ มีแปลงใหญ่ทุเรียน 75 แปลง เกษตรกรสมาชิกแปลงใ
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง สนองนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ในโครงการ “บ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” ผลิตพันธุ์พืชดีแจกจ่ายเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการดำรงชีพในยามวิกฤติช่วงระบาดของเชื้อโควิด-19 พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์พืชดีเพื่อเพาะปลูกรุ่นต่อไปได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ต่อการดำเนินงานใน โครงการบ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ว่า เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการบ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ขึ้น เพื่อดูแลช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ตลอดถึงสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตร ทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการโควิด-19 ได้มีพืชอาหารบริโภค สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนแก้ปั
คนไทยปลอดโรค บริโภคปลอดภัย! พบงานดีสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ ในงาน ‘มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 กลุ่มโขง ชี มูล’ ระหว่าง วันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุม กรมส่งเสริมการเกษตร นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าว “มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล” โดยมี นางสาวสุพรรณษา สุขเทศน์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี นายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ นายสำพรต จันทร์หอม เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ และ นายประยงค์ พลขำ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร แทนเกษตรจังหวัดยโสธร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมในเรื
โครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ (Area-based Approach) ปี 2563 เป็นนโยบายที่กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำขึ้นมาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนาชุมชน มีเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีวิสาหกิจชุมชนขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ และให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้ชุมชนผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพที่ตลาดต้องการ เพื่อให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของตนเองตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนามีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน คุณจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่ 953,660 ไร่ ประชากร 1,163,604 คน แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ มีพื้นที่ทำการเกษตร 333,143 ไร่ เกษตรกร 20,814 ครัวเรือน มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลางใจเมือง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักพื้นที่ประมาณ 265,062 ไร่ รองลงมาปลูกพืชผัก
