กรมส่งเสริมการเกษตร
สับปะรดสีเป็นไม้ดอกไม้ประดับที่กำลังเป็นที่นิยมเนื่องจากใบและดอกมีสีสันสวยงาม ต้องการความชื้นปานกลางและต้องการน้ำในปริมาณที่น้อย ชอบแสงแดด อีกทั้งยังทนต่อสภาพอากาศร้อนในประเทศไทย ปัจจุบัน มีการนำเข้าสับปะรดสีหลากหลายสายพันธุ์จากต่างประเทศ และเพาะขยายพันธุ์มากขึ้น จนสามารถส่งออกไปขายยังประเทศจีน สำหรับสถานการณ์ด้านการตลาดของสับปะรดสีทั้งในประเทศและต่างประเทศกำลังขยายตัว เนื่องจากมีความสวยงามและมีสีสันหลากหลายทั้งสีของใบและสีของดอก เลี้ยงง่าย มีโรคและแมลงรบกวนน้อย และที่สำคัญคือมีอายุในการใช้งานประดับตกแต่งสถานที่ได้เป็นระยะเวลายาวนานจึงได้รับความนิยมนำมาใช้ในการตกแต่งสวนทั้งภายในอาคารและนอกอาคาร สับปะรดสีจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรในการปลูกเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือน ศูนย์ขยายพันธุ์พืชที่ 9 จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งอยู่ภายใต้กำกับดูแลของกองขยายพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เล็งเห็นโอกาสในการส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรีให้ผลิตและขยายพันธุ์สับปะรดสีในเชิงการค้า โดยมุ่งเน้นไปยังเกษตรกรที่มีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับเดิม เช่น กลุ่
นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ( สสก.3 ระยอง) กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง ได้เร่งขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในระดับไร่นา ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ในปี 2563 จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคตะวันออก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำแก่พืชอย่างเพียงพอ ภายใต้แนวทางการส่งเสริมให้เกษตรกรได้วางแผนเพาะปลูกพืชอย่างเหมาะสม รวมทั้งวางแผนจัดการน้ำสำหรับทำการเกษตรที่ดี เพื่อลดผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาหลักที่ภาคเกษตรต้องเผชิญแทบทุกปี เพราะน้ำนับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับอาชีพการเกษตรในปัจจุบันและอนาคต ทั้งนี้ สสก.3 ระยอง ได้ดำเนินการวางแผนก่อสร้างแปลงเรียนรู้ด้านบริหารจัดการน้ำแก่พืชต่างๆ โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญของพื้นที่ภาคตะวันออกเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของเกษตรกร ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) นายดำรงฤทธิ์ กล่าวว่า ในปี 2563 สสก.3 ระยอง ได้ดำเนินการโครงการดังกล่า
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ เป็นระบบส่งเสริมการเกษตรที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมๆ ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีเป้าหมายการพัฒนา 5 ด้าน ได้แก่ การลดต้นทุนการผลิต การเพิ่มผลผลิต การพัฒนาคุณภาพและพัฒนาให้ได้มาตรฐาน การบริหารจัดการ และการจัดการด้านการตลาด โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพื้นที่ตามข้อมูลแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri Map) หรือเป็นพื้นที่ที่สามารถปรับปรุงและพัฒนาได้ มีขนาดที่คุ้มค่าต่อการลงทุน (Economy of Scale) สามารถใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกันจากการรวมซื้อรวมขาย การใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์/เครื่องจักรกลร่วมกันได้อย่างคุ้มค่า ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง มีกระบวนการกลุ่มที่เข้มแข็ง เช่น กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ และง่ายต่อการเข้าถึงการส่งเสริม สนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านองค์ความรู้ แหล่งทุน
นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า องุ่น เป็นไม้ผลทางเลือกที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพ เพราะให้ผลตอบแทนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ทดแทนพืชที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวโพด เป็นต้น และยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรได้อีกด้วย แต่การปลูกองุ่นในระบบเดิมจำเป็นต้องใช้แรงงานมากและไม่เหมาะสมกับเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากทรงต้น และวิธีการตัดแต่งยุ่งยาก ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอแนะนำวิธีการปลูกองุ่นที่พัฒนาขึ้นใหม่จากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้แก่ รูปแบบการจัดทรงต้น และระยะปลูก 3 แบบ คือ ทรงต้นแบบตัว H ระยะปลูก 6×3 เมตร แบบตัว T ระยะปลูก 6×3 เมตร และแบบตัว T ระยะปลูก 6×1.5 เมตร ซึ่งสามารถให้ผลผลิต 70-100 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดรูปแบบค้างองุ่นแบบใหม่ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ และสะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษายิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อให้รูปแบบค้าง มีความหลากหลาย สามารถปรับใช้ให้เหมาะสมสภาพพื้นที่แ
นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการประชุมบริหารจัดการผลผลิตสับปะรด ว่า สถานการณ์สับปะรด ปี 2563 มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 414,777 ไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 51,720 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 11.09 ปริมาณผลผลิตมี 1.39 ล้านตัน ลดลงจากปีที่แล้ว 285,358 ตัน คิดเป็นร้อยละ 16.99 ผลผลิตต่อไร่ 3,362 กิโลกรัม ลดลง 239 กิโลกรัม คิดเป็นร้อยละ 6.64 เนื่องจากเกิดภาวะแห้งแล้งทำให้ต้นไม่สมบูรณ์ ผลผลิตต่อไร่จึงลดลง บางส่วนไม่ติดผล ผลเล็ก แคระแกร็น ไม่สามารถใช้สารบังคับการออกผลในช่วงปลายปีได้เต็มที่ โดยราคาสับปะรดโรงงานเฉลี่ยอยู่ที่ 13.07 บาท และสับปะรดบริโภคสดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.81 บาท สำหรับในปี 2564 คาดการณ์เนื้อที่เก็บเกี่ยวมี 487,459 ไร่ เพิ่มขึ้น 72,682 ไร่ หรือร้อยละ 17.52 ผลผลิต 1.96 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 565,862 ตัน หรือร้อยละ 40.58 และผลผลิตต่อไร่ 4,021 กิโลกรัม เพิ่มขึ้น 659 กิโลกรัมต่อไร่ หรือร้อยละ 19.60 ส่วนสาเหตุที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการขยายในพื้นที่ปลูกเดิมและเริ่มปลูกในพื้นที่ใหม่สำหรับเกษตรกรรายใหม่ ส่วนผลผลิตต่อไร่คาดว่าเพิ่มขึ้น
กรมส่งเสริมการเกษตร เผยนวัตกรรมการปลูกองุ่นบนพื้นที่สูงสำหรับเกษตรกรสูงอายุ เพิ่มปริมาณและคุณภาพผลผลิต-ดูแลรักษาง่าย นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า องุ่นเป็นไม้ผลทางเลือกที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกเป็นอาชีพ เพราะให้ผลตอบแทนสูง เป็นที่ต้องการของตลาด ทดแทนพืชที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ข้าวโพด เป็นต้น และยังสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรได้อีกด้วย แต่การปลูกองุ่นในระบบเดิมจำเป็นต้องใช้แรงงานมากและไม่เหมาะสมกับเกษตรกรซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากทรงต้น และวิธีการตัดแต่งยุ่งยาก โดยวิธีการสำคัญที่พัฒนาขึ้นใหม่จากผลการศึกษาวิจัยของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ได้แก่ รูปแบบการจัดทรงต้น และระยะปลูก 3 แบบ คือ ทรงต้นแบบตัว H ระยะปลูก 6×3 เมตร แบบตัว T ระยะปลูก 6×3 เมตร และแบบตัว T ระยะปลูก 6×1.5 เมตร ซึ่งสามารถให้ผลผลิต 70-100 กิโลกรัม ต่อต้น ต่อปี นอกจากนี้ ยังมีการวิจัยและพัฒนาต่อยอดรูปแบบค้างองุ่นแบบใหม่ เพื่อเพิ่มคุณภาพและปริมาณผลผลิตต่อพื้นที่ และสะดวกต่อการปฏิบัติดูแลรักษายิ่งขึ้น รวมทั้งเพื่อใ
นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ บูรณาการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 ครั้งที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพมหานคร เมื่อช่วงกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ว่า ปัจจุบัน ผลไม้ไทยนับเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศไทยคิดเป็นมูลค่าไม่น้อยกว่า 45,613 ล้านบาท ซึ่งภาครัฐได้ให้ความสำคัญในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผลไม้เศรษฐกิจหลัก 7 ชนิด ได้แก่ มะม่วง ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลำไย และลิ้นจี่ เพื่อผลิตผลไม้ที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้า ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตร ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) จัดการสัมมนาดังกล่าวขึ้น เพื่อรับฟังความคิดเห็นรอบด้านจากทุกภาคส่วน เพื่อนำข้อมูลและข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาผลไม้ไทย พ.ศ. 2565-2570 หรือยุทธศาสตร์การพัฒนาผลไม้ไทย ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2565-2570) ให้ครอบคลุมสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ และยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตั้งแต่การจัดการผลิต และผลิตไม้ผลคุณภาพส
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดช่วงหน้าฝน นายสมโชค ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลายแห่ง ได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นอย่างมาก ขณะนี้ในพื้นที่การเกษตร 9 จังหวัดภาคกลาง มีการปลูกข้าวโพดในช่วงฤดูฝนแล้ว ประมาณ 317,474 ไร่ ซึ่งมีทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ ข้าวโพดฝักสด และข้าวโพดฝักอ่อน ขณะนี้ ยังไม่พบการระบาดของหนอนกระทูข้าวโพดลายจุด แต่เพื่อความไม่ประมาท เราต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ลักษณะของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีขนาด 3.2 – 4 เซนติเมตร มีแถบสีขาวที่ขอบปีกคู่หน้า กลางปีกมีแถบลักษณะเป็นวงรีสีน้ำตาล เพศเมียมีสีและลวดลายจางกว่าเพศผู้ เพศเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบพืช แต่ละกลุ่มจะมีไข่ประมาณ 100-200 ฟอง และมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม เพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 1,500-2,000 ฟอง
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดให้พ่อค้าที่มีรถขนส่งมาลงทะเบียนร่วมโครงการ “รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อป” มุ่งกระจายผลไม้คุณภาพจากสวนภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมเชิญชวนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย 6 – 7 สิงหาคมนี้ ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อน ที่มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยปี 2563 ภาคใต้มีเนื้อที่ปลูกไม้ผล 1,038,208 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 884,792 ไร่ ผลผลิตรวม 727,827 ตัน ซึ่งผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวผลผลิตจะกระจุกตัว ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เกษตรกรจะต้องเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิต จากเหตุผลดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรเล็
เกษตรฯ เผยที่ประชุม นบมส. และ นบขพ. เห็นชอบโครงการประกันรายได้มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 ใช้หลักเกณฑ์เดิม เคาะราคามันสำปะหลังที่ กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกิน 100 ตัน ต่อครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ โลกรัมละ 8.50 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ ต่อครัวเรือน เงื่อนไขขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการประกันรายได้สินค้า 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง ประกันรายได้ที่หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2563 – 31 ม
