กรมส่งเสริมการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาดช่วงหน้าฝน นายสมโชค ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ระบาดในพื้นที่ปลูกข้าวโพดหลายแห่ง ได้สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นอย่างมาก ขณะนี้ในพื้นที่การเกษตร 9 จังหวัดภาคกลาง มีการปลูกข้าวโพดในช่วงฤดูฝนแล้ว ประมาณ 317,474 ไร่ ซึ่งมีทั้งข้าวโพดอาหารสัตว์ ข้าวโพดฝักสด และข้าวโพดฝักอ่อน ขณะนี้ ยังไม่พบการระบาดของหนอนกระทูข้าวโพดลายจุด แต่เพื่อความไม่ประมาท เราต้องมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ลักษณะของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีขนาด 3.2 – 4 เซนติเมตร มีแถบสีขาวที่ขอบปีกคู่หน้า กลางปีกมีแถบลักษณะเป็นวงรีสีน้ำตาล เพศเมียมีสีและลวดลายจางกว่าเพศผู้ เพศเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบพืช แต่ละกลุ่มจะมีไข่ประมาณ 100-200 ฟอง และมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม เพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 1,500-2,000 ฟอง
กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดให้พ่อค้าที่มีรถขนส่งมาลงทะเบียนร่วมโครงการ “รถเร่ผลไม้ไทยน่าช้อป” มุ่งกระจายผลไม้คุณภาพจากสวนภาคใต้สู่ผู้บริโภคโดยตรง พร้อมเชิญชวนร่วมอุดหนุนสินค้าเกษตรไทย 6 – 7 สิงหาคมนี้ ณ ตลาดเมืองทองเจริญศรี อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า พื้นที่ 14 จังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยถือเป็นแหล่งผลิตไม้ผลเมืองร้อน ที่มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับทั้งตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง เนื่องจากมีสภาพภูมิประเทศ และภูมิอากาศที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต โดยปี 2563 ภาคใต้มีเนื้อที่ปลูกไม้ผล 1,038,208 ไร่ เนื้อที่ให้ผลผลิต 884,792 ไร่ ผลผลิตรวม 727,827 ตัน ซึ่งผลไม้ทั้ง 4 ชนิดจะออกสู่ตลาดช่วงเดือนมิถุนายน – เดือนกันยายน และจะออกสู่ตลาดมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวผลผลิตจะกระจุกตัว ก่อให้เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ เกษตรกรจะต้องเร่งกระจายผลผลิตออกจากแหล่งผลิตเพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยอาศัยพ่อค้าคนกลางเข้ามารับซื้อผลผลิตจากแหล่งผลิต จากเหตุผลดังกล่าว กรมส่งเสริมการเกษตรเล็
เกษตรฯ เผยที่ประชุม นบมส. และ นบขพ. เห็นชอบโครงการประกันรายได้มันสำปะหลัง และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 ใช้หลักเกณฑ์เดิม เคาะราคามันสำปะหลังที่ กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกิน 100 ตัน ต่อครัวเรือน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ โลกรัมละ 8.50 บาท ไม่เกิน 30 ไร่ ต่อครัวเรือน เงื่อนไขขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ได้เห็นชอบโครงการประกันรายได้สินค้า 2 ชนิด คือ มันสำปะหลัง ประกันรายได้ที่หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64 ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลังจากปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2563 – 31 ม
นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ณ โรงแรม ลอฟท์ มาเนีย อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ว่า “ทุเรียน” ถือเป็นราชาแห่งผลไม้เขตร้อนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่ดีที่สุดของโลก เนื่องจากมีสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต มีสายพันธุ์ทุเรียนที่ดี ตลอดจนเกษตรกรมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ทำให้สามารถบริหารจัดการสวนทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพดี รสชาติเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในประเทศ และต่างประเทศ เป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักอันดับ 1 ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด ซึ่งยืนยันได้จากปริมาณผลผลิตทุเรียนสดส่งออกไปต่างประเทศ โดยในปี 2562 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ จำนวน 655,346 ตัน คิดเป็นมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดกว่า 45,000 ล้านบาท สำหรับสถานการณ์การผลิตทุเรียนในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทย ลำดับที่ 2 รองจากภาคตะวันออก มีพื้นที่ปลูก 571,373 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 437,995 ไร่ มีแปลงใหญ่ทุเรียน 75 แปลง เกษตรกรสมาชิกแปลงใ
สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง สนองนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร ในโครงการ “บ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” ผลิตพันธุ์พืชดีแจกจ่ายเกษตรกรเพื่อลดต้นทุนการดำรงชีพในยามวิกฤติช่วงระบาดของเชื้อโควิด-19 พร้อมแจกเมล็ดพันธุ์พืชดีเพื่อเพาะปลูกรุ่นต่อไปได้อย่างเพียงพอและต่อเนื่อง นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวระหว่างตรวจเยี่ยมศูนย์บริการการพัฒนาปลวกแดงตามพระราชดำริ จังหวัดระยอง ต่อการดำเนินงานใน โครงการบ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ว่า เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้จัดทำโครงการบ้านพอเพียง เลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19 ขึ้น เพื่อดูแลช่วยเหลือและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ตลอดถึงสร้างความเข้มแข็งของภาคการเกษตร ทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืน ที่สำคัญเพื่อให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการโควิด-19 ได้มีพืชอาหารบริโภค สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน มีความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและชุมชน ตลอดจนแก้ปั
คนไทยปลอดโรค บริโภคปลอดภัย! พบงานดีสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ ในงาน ‘มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 กลุ่มโขง ชี มูล’ ระหว่าง วันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ วันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุม กรมส่งเสริมการเกษตร นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าว “มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล” โดยมี นางสาวสุพรรณษา สุขเทศน์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี นายสว่าง กาลพัฒน์ เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ นายสำพรต จันทร์หอม เกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ และ นายประยงค์ พลขำ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร แทนเกษตรจังหวัดยโสธร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมในเรื
โครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ (Area-based Approach) ปี 2563 เป็นนโยบายที่กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำขึ้นมาโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการพัฒนาชุมชน มีเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีวิสาหกิจชุมชนขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ และให้เกษตรกรรวมกลุ่มทำแปลงใหญ่ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่ทำให้เกษตรกรมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อให้ชุมชนผลิตสินค้าเกษตรคุณภาพที่ตลาดต้องการ เพื่อให้เกษตรกรมีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของตนเองตลอดห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจะส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนามีความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน คุณจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เล่าให้ฟังว่า จังหวัดปทุมธานีมีพื้นที่ 953,660 ไร่ ประชากร 1,163,604 คน แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ มีพื้นที่ทำการเกษตร 333,143 ไร่ เกษตรกร 20,814 ครัวเรือน มีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านกลางใจเมือง ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้พื้นที่แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ฝั่งตะวันออก และฝั่งตะวันตก เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวเป็นหลักพื้นที่ประมาณ 265,062 ไร่ รองลงมาปลูกพืชผัก
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ใช้หลักตลาดนําการเกษตร มาเป็นนโยบายสำคัญ รวมทั้งบูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ชูยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด”พร้อมสร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตร ด้วยคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัยและการตรวจสอบย้อนกลับ ตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของโลก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มดำเนินการในระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อจัดการผลผลิต ควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ทั้งสินค้าเกษตรทั่วไป สินค้าที่ได้มาตรฐาน และสินค้าพรีเมี่ยม ให้ตรงตามความต้องการของตลาด จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือและบูรณาการจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ กระตุ้นให้เกิดการปรับตัว เสริมสร้างศักยภาพและความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามนโยบายของกระทรวงเกษตร ที่ผ่านมากรมส่งเสริมการเกษตร ได้ร่วมขับเคลื่อนนโยบายเกษตรแปลงใหญ่ โดยสามารถเชื่อมโยงการผลิตแ
กรมส่งเสริมการเกษตร สนับสนุนกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้แปลงใหญ่คุณภาพดี จำหน่ายผ่านช่องทางตลาดใหม่ใช้ Social Media เปิดรับ Pre-order พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายตลาดในประเทศ หลังได้รับผล กระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำชะงักการส่งออก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า กล้วยไม้เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ ทำรายได้ต่อปีมากกว่า 2,500 ล้านบาท ส่วนใหญ่ส่งออกในลักษณะกล้วยไม้ตัดดอก แหล่งผลิตสำคัญอยู่ในจังหวัดนครปฐม สมุทรสาคร นนทบุรี และกรุงเทพฯ โดยเป็นกล้วยไม้สกุลหวาย (เดนโดรเบียม) กว่าร้อยละ 80 รองลงมา คือ สกุลมอคคารา ร้อยละ 15 และสกุลอื่นๆ ร้อยละ 5 ได้แก่ แวนดา ออนซีเดียม ตามลำดับ ผลผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ไม่มีตำหนิจากโรคแมลง ก้านช่อยาวไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร ดอกในช่อบานไม่น้อยกว่า 4 ดอก ส่วนใหญ่ส่งออกต่างประเทศ ส่วนผลผลิตที่เหลือและคุณภาพไม่ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด หรือที่เรียกว่า “ไม้ตลาด” จะถูกจำหน่ายภายในประเทศ โดยผู้รวบรวมและพ่อค้าในท้องถิ่นรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรจำหน่ายให้กับพ่อค้าส่งที่ตลาดค้าส่ง เช่น ปากคลองตลาด ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง รวมทั้งตลาดต่างจังหวัด เ
บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) โดย มร. ริคาร์โด้ เบารอตโต้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-หน่วยธุรกิจแม็คโครประเทศไทย (ที่ 2 จากซ้าย) ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร (ที่ 2 จากขวา) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตรสู่ “ตลาดนำการเกษตร” ในการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรแปลงใหญ่ กู้วิกฤตโควิด-19 พร้อมวางแผนร่วมกันพัฒนาสินค้าเกษตรและส่งเสริมการตลาดอย่างยั่งยืนให้เกษตรกร โดยได้รับเกียรติจาก นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ที่ 4 จากซ้าย) เป็นประธานในพิธี และ นางสุชาดา อิทธิจารุกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร-กลุ่มธุรกิจสยามแม็คโคร (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
