กรมส่งเสริมการเกษตร
“โกโก้” เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของโลก สามารถสร้างมูลค่าตั้งแต่ผลสด เมล็ดแห้ง สามารถนำทุกส่วนไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าสูงได้หลายรูปแบบ ในอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่มและขนม ยารักษาโรค เครื่องสำอาง ฯลฯ ในปี 2566 ตลาดเมล็ดโกโก้ทั่วโลก มีมูลค่า 16,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ราคาและความต้องการโกโก้ในตลาดโลกปรับตัวสูงต่อเนื่อง โดยมีอัตราเติบโตเพิ่มเฉลี่ย 7% ต่อปี คาดว่า ภายในปี 2571 จะมีมูลค่าตลาดทั่วโลกกว่า 22,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผลผลิตโกโก้ทั่วโลกกลับลดลงจากปัญหาภัยแล้ง โรคระบาด ทำให้ราคาโกโก้ปรับตัวสูงขึ้น จูงใจให้เกษตรกรไทยหันมาปลูกโกโก้เพิ่มขึ้นมากขึ้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรไทยปลูกโกโก้เป็นพืชเศรษฐกิจใหม่แห่งอนาคต (Future Crop) ที่มีมูลค่าสูง จากจุดแข็งของไทยที่มีภูมิประเทศและภูมิอากาศที่เหมาะสม สามารถปลูกโกโก้ได้ทุกภูมิภาค เนื่องจากโกโก้เป็นพืชเขตร้อน ทนทานต่อภาวะความชื้นและความแห้งแล้งได้ดีแล้ว ยังเป็นพืชอายุยาว 70 ปี ให้ผลผลิตทั้งปี โรคและแมลงน้อย
ปัจจุบันปัญหาด้านการเกษตรทวีความรุนแรงและมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านการปลูกพืช ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน กระทบกับวงจรการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งส่งผลต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพื่อให้เกษตรกรมีอาชีพและรายได้ที่มั่นคง มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จึงได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรม AI และ IoT มาใช้เพื่อพัฒนางานด้านการเกษตร เช่น การพัฒนาระบบรายงานการระบาดศัตรูพืชผ่านแอพพลิเคชั่น “DOAE Pest Forecast” ซึ่งจะเป็นระบบที่ช่วยในการสำรวจข้อมูลการระบาดศัตรูพืชให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว สามารถประมวลผลและพยากรณ์การระบาดของศัตรูพืชล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ รวมทั้งสามารถวางแผนควบคุมการระบาดได้รวดเร็วและติดตามผลการดำเนินการได้อย่างใกล้ชิด ช่วยลดอัตราการสูญเสียของผลผลิตได้ ตอบสนองนโยบายเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) หรือเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร ได้ติดตั้งอุปกรณ์วัดสภาพอากาศร
“ครั่ง” เป็นยางหรือชันที่ได้จากแมลงครั่ง จัดเป็นแมลงเศรษฐกิจที่มีอนาคตไกลชนิดหนึ่ง เนื่องจากในการเลี้ยงครั่งเกษตรกรไม่ต้องดูแลมาก ลงทุนน้อย ให้ผลผลิตดี ใช้เวลาในการเลี้ยงประมาณ 12 เดือน ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตครั่งดิบได้ ที่ผ่านมา เกษตรกรไทยเลี้ยงครั่งขายส่งออกไม่ต่ำกว่าปีละ 100 กว่าล้านบาท ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรเลี้ยงครั่งเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในครัวเรือน โดยครั่งจะเจริญเติบโตได้ดีบนต้นไม้ที่มีลักษณะเป็นทรงพุ่ม มีเรือนยอดแผ่กว้าง โปร่งมีอากาศถ่ายเทดี และอายุของกิ่งต้องไม่แก่และไม่อ่อนจนเกินไป ได้แก่ ต้นจามจุรี (ฉำฉา หรือก้ามปู) พุทราป่า ลิ้นจี่ สะแก ปันแถ มะแฮะนก สีเสียดออสเตรเลีย ไทร และต้นมะเดื่ออุทุมพร โดยทั่วไป พื้นที่ปลูกต้นไม้เลี้ยงครั่ง ควรมีสภาพแวดล้อมและมีอุณหภูมิที่เหมาะสม และควรจะตั้งอยู่ใกล้กับโรงงานรับซื้อครั่งดิบ ซึ่งประเทศไทยมีการเลี้ยงครั่งมากในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทั้งนี้ คุณภาพของครั่งจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ชนิดของต้นไม้ อายุของต้นไม้ และอายุของกิ่ง จำนวนที่ปล่อย พันธุ์ ฤดูที่เลี้ยง และศัตรูของครั่ง
ผักกวางตุ้ง…หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง เมื่อนำมานึ่งหรือลวกกินกับน้ำพริก ผัดกับหมู ผัดใส่ปลากระป๋อง หรือแกงส้มผักกวางตุ้งกับเนื้อปลานิล จะได้รสแซบอร่อยและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง การปลูกผักกวางตุ้งหมุนเวียนกับผักชนิดอื่นๆ ที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด แต่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง หรือสารสมุนไพร มีน้ำสะอาดใช้พอเพียง ควบคุมศัตรูพืชโดยชีววิธี หรือแหล่งปลูกผักใกล้เคียงไม่ใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากปลูก 45 วัน ก็มีผักกวางตุ้งอินทรีย์คุณภาพให้เกษตรกรได้ตัดเก็บไปขาย ทำให้มีรายได้และมีความมั่นคงในการยังชีพ คุณกวิลยุทธ รากทอง เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน เล่าให้ฟังว่า ผักกวางตุ้ง หรือผักกาดเขียวกวางตุ้ง และผักอื่นๆ เป็นผักอินทรีย์ที่ตลาดมีความต้องการปริมาณมาก จึงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชผักแบบเกษตรอินทรีย์ที่ทำให้ทั้งผู้ปลูก ผู้บริโภค หรือสภาพแวดล้อมปลอดภัย และทำให้เกษตรกรมีรายได้เพื่อก้าวสู่วิถีที่มั่นคง การเกษตรอินทรีย์เป็นกระบวนการปลูกพืชผักที่ไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ทั้งปุ๋ยเคมี หรือสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช แต่ได้ทดแทนด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอกแห้ง ปุ๋ยอินทรีย์ หรือใช้สารสมุนไพร พื้นที่ปลูกไ
กรมส่งเสริมการเกษตรประกาศผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2568 ยกย่อง 6 วิสาหกิจชุมชนที่มีการบริหารจัดการเข้มแข็ง สามารถพึ่งพาตนเองได้ และพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบ พร้อมมุ่งผลักดันให้วิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศยกระดับศักยภาพการประกอบการ ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชน นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประกวดครั้งนี้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งจากฐานราก ส่งเสริมการรวมกลุ่มของเกษตรกรและชุมชน เพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง มีการบริหารจัดการที่ดี และสามารถแข่งขันได้ในตลาดที่เปลี่ยนแปลง โดยกรมฯ จัดการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่นเป็นประจำทุกปี สำหรับปีนี้ ได้มีพิธีมอบโล่และใบประกาศเกียรติบัตรให้แก่วิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 เพื่อยกย่องเกียรติคุณ กระตุ้นให้วิสาหกิจชุมชนพัฒนาศักยภาพต่อเนื่อง และเป็นแรงบันดาลใจแก่ชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ สำหรับผลการประกวดวิสาหกิจชุมชนดีเด่น ระดับประเทศ ปี 2568 มีดังนี้ รางวัลชนะเลิศ: วิสาหกิจชุมชนก
ภายหลังจากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 เห็นชอบโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรัง ปี 2568 เกษตรกรเป้าหมาย 0.861 ล้านครัวเรือน งบประมาณ 7,286.77 ล้านบาท และโครงการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและส่งเสริมการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ ปีการผลิต 2568/69 เกษตรกรเป้าหมาย 4.63 ล้านครัวเรือน งบประมาณ 37,917.23 ล้านบาท ซึ่งจะมีการจ่ายเงินไร่ละ 1,000 บาท กำหนดไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือไม่เกินครัวเรือนละ 10,000 บาท ดังนั้น เกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกมากกว่า 10 ไร่ จะได้สิทธิสูงสุด 10 ไร่ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ขอแจ้งความคืบหน้าการส่งข้อมูลเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ให้ ธ.ก.ส. ตามข้อมูล ณ 12 กันยายน 2568 ดังนี้ 1. การส่งข้อมูลตามโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปรังฯ ได้จัดส่งข้อมูลให้ ธ.ก.ส. แล้วจำนวน 845,122 ครัวเรือน เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 โดย ธ.ก.ส. ได้เริ่มทยอยจ่ายเงินตามรอบการโอนเงินแล้ว และในวันที่ 15 กันยายน 2568 จะส่งเพิ่มเติมอีก จำนวน 4,779 ครัวเรือนสำหรับข้
การเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจและแมลงผสมเกสร กำลังกลายเป็นกระแสสำคัญของเกษตรยุคใหม่ เพราะไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ยังมีบทบาทสำคัญต่อการรักษาสมดุลของระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของโลก ในมุมมองของ นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร การส่งเสริมการเลี้ยงแมลงผสมเกสรถือเป็นหนึ่งในวิธีอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับภาคเกษตรกรรมไทยและโลก การส่งเสริมการเกษตรในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญกับการสนับสนุนเกษตรกรให้เลี้ยงแมลงเศรษฐกิจ เช่น ผึ้ง เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของการทำเกษตรแบบยั่งยืน และส่งเสริมให้การเลี้ยงได้รับมาตรฐาน GAP “ประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงแมลงเศรษฐกิจหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผึ้งพันธุ์ ผึ้งโพรง ชันโรง จิ้งหรีด และครั่ง ซึ่งล้วนมีคุณค่าทั้งในเชิงเกษตรและเชิงเศรษฐกิจ ผลผลิตจากแมลงเหล่านี้สามารถแปรรูปเป็นสินค้ามูลค่าเพิ่ม และมีโอกาสเติบโตได้ดีในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ” นายพีรพันธ์ กล่าว นายพีรพันธ์ ยังกล่าวต่ออีกว่า ผลิตภัณฑ์อย่างเช่น “น้ำผึ้ง” ยังเป็นที่ต้องการอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรสามารถเลี้ยงเพื่อสร้างรายได้เสริม ห
กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเตือน ตั้งแต่เดือนสิงหาคม2568 นี้ไปจนถึงช่วงเดือนกันยายน 2568 พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศไทยจะมีฝนตกชุกหนาแน่น และมีฝนตกมากที่สุดในรอบปี จากอิทธิพลของร่องมรสุมที่พาดผ่านบริเวณตอนกลางของประเทศและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมประเทศไทย นอกจากนี้อาจได้รับอิทธิพลจากพายุเขตร้อนเคลื่อนเข้ามาสลายตัวใกล้หรือเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณทางด้านตะวันออกของประเทศ จึงขอให้ประชาชนติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาไว้ด้วย กรณีจะมีฝนตกต่อเนื่องไปจนถึงเดือนกันยายน 2568 จะทำให้มีปริมาณน้ำมากและความชื้นในอากาศสูง อาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ หากเกษตรกรวางแผนการผลิตและดูแลรักษาไม่ดี ดังนั้นเกษตรกรจึงควรวางแผนการปลูกและรักษาพืชผัก ตามคำแนะนำของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยใช้ 7 เทคนิคการปลูกพืชผักให้เหมาะกับช่วงฤดูฝน ดังนี้ 1.การเลือกชนิดพืชผักที่เหมาะสม เป็นการเริ่มต้นที่สำคัญ พืชผักที่เหมาะสมสำหรับปลูกในฤดูฝน ได้แก่ ผักที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นจำพวกผักใบ เช่น กวางตุ้ง ผักบุ้งจีน ผักกาดหอม ผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี คะน้า ผักเถาเลื้อย เช่น ตำลึง ถั่วลันเตา
กรมส่งเสริมการเกษตร ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนในเขตกรุงเทพฯ และจังหวัดใกล้เคียงมาร่วมชมพันธุ์ไม้สายพันธุ์ต่างๆ ซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพ และเยี่ยมชมนิทรรศการของกรมส่งเสริมการเกษตรได้ภายในงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนจากภูผาสู่มหานที ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 09.00 เป็นต้นไป นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้กำหนดจัดงาน “สีสรรพรรณไม้ เทิดไท้บรมราชินีนาถ” ระหว่างวันที่ 8 – 13 สิงหาคม 2568 ณ สวนจากภูผา สู่มหานที ภายในสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม เป็นประจำทุกปี ซึ่งในปีนี้เป็นปีมหามงคล สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา โดยมูลนิธิสวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ได้กราบบังคมทูลเชิญ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพ
การดื่มชามีประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ อย่างเช่น “ชาร้อน” ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค ป้องกันโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ป้องกันฟันผุ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ช่วยผ่อนคลายระบบประสาท ทำให้รู้สึกกระชุ่มกระชวย กระปรี้กะเปร่า เนื่องจากประเทศไทยมีสภาพอากาศร้อนเกือบตลอดทั้งปี คนไทยส่วนใหญ่จึงนิยมดื่มชาในรูปแบบชาไข่มุก หรือชาเย็น เพื่อความสดชื่น ในประเทศไทย เกษตรกรนิยมปลูกชา 2 สายพันธุ์หลัก คือ 1. ชาสายพันธุ์จีน ที่นำเข้ามาจากประเทศไต้หวันและจีนแล้วนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสำหรับปลูกในประเทศไทย เช่น พันธุ์อู่หลงเบอร์ 17 หรือ อู่หลงก้านอ่อน อู่หลงเบอร์ 12 หรือชิงซินอู่หลง พันธุ์สี่ฤดู พันธุ์ถิกวนอิม เป็นต้น 2. “ชาไทย” หรือ ชาสายพันธุ์อัสสัม เป็นชาพื้นเมืองดั้งเดิมของไทยที่เติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ ป่าไม่ผลัดใบ ซึ่งเป็นต้นน้ำของแม่น้ำหลายสายในประเทศ ตามภูเขาสูงในแถบภาคเหนือ ชาไทยหรือชาอัสสัม เจริญเติบโตได้ดีภายใต้ร่มเงาของป่า ซึ่งป่าในประเทศไทยมีความชุ่มชื้นเหมาะแก่การเจริญเติบโตของชาชนิดนี้เป็นอย่างดี ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกชาไทยเป็นจำนวนมากในภาคเหนือ เช่น จังหวัดน่าน เ
