กรมส่งเสริมการเกษตร
กรมส่งเสริมการเกษตรแนะปลูกอัญชัน พืชใช้น้ำน้อย ร้อยสรรพคุณ ต้นทุนต่ำช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการทำนาปรัง อัญชันเป็นพืชที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้เกษตรกรปลูกในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการทำนาปรัง ใช้น้ำน้อย ดูแลรักษาง่าย ใช้พื้นที่น้อย การขยายพันธุ์และการดูแลรักษาที่ไม่ยุ่งยาก มากสรรพคุณ เพิ่มการไหลเวียนเลือด บำรุงรากผม อัญชัน มีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดอกมีทั้งชนิดที่เป็นดอกชั้นเดียวซึ่งมีสีน้ำเงินคราม ออกดอกเกือบตลอดปี อัญชันที่ ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นอัญชันดอกสีม่วง ซึ่งสามารถใช้ได้หลายส่วน ทั้งดอก เมล็ด และราก ในดอกอัญชันมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารสีม่วง มีคุณสมบัติเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็กๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้เลือดไปเลี้ยงรากผมมากขึ้น ทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ดอกอัญชันยังนำไปคั้นเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร ผสมในอาหารหรือขนมเพื่อให้สีสันสวยงาม ใช้เป็นส่วนผสมในอุตสาหกรรมการผลิตแชมพูสระผม เพื่อช่วยป้องกันและหยุดผมร่วง ช่วยให้ผมดกดำ เมล็ดอัญชันมีสรรพคุณเป็นยาระบายอ่อน ๆ รากอัญชันชนิดดอกขาวใช้เป็นยาขับปัสสาวะ และยาระบายได้อีกด้วย ต้นทุนการ
กรมส่งเสริมการเกษตรขยายเวลาให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรปี 2563 ได้ถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 เพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2562-2563 งวดที่ 6 – 8 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เพื่อสอดคล้องกับมาตรการของรัฐบาลและข้อกำหนดของกระทรวงสาธารณสุข กรมส่งเสริมการเกษตรจึงจำเป็นต้องชะลอกิจกรรมที่ประชาชนจะมารวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น การขึ้นทะเบียนเกษตรกร เพื่อลดความเสี่ยงการแพร่ระบาดของโรคออกไป ซึ่งการปฏิบัติตามมาตรการและการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดจะขึ้นอยู่กับแนวทางของแต่ละจังหวัด โดย กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขอขยายเวลาให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันสามารถแจ้งขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2563 ให้เป็นปัจจุบันได้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2563 นี้ เพื่อรับสิทธิเข้าร่วมโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันปี 2562-2563 งวดที่ 6 – 8 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เกษตรกรมาขึ้นและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรนี้ ก
กรมส่งเสริมการเกษตรห่วงพื้นที่ปลูกข้าวรอบ 2 และไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งหนักในรอบ 40 ปี พร้อมสร้างการรับรู้แนะเกษตรกรดูแลพืชผลอย่างถูกวิธี นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรเกี่ยวกับสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ โดยในรอบปี 2562 ที่ผ่านมาประเทศไทยมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปีที่แล้วมีฝนตกทั้งปี 1,342.6 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับปีที่แล้งมากคือ ปี 2558 มีฝนตก 1,419.6 มิลลิเมตร จะเห็นได้ว่าปี 2562 ฝนตกน้อยกว่า ปี 2558 และจากข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยานับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ยังพบว่า ปี 2562 มีฝนตกน้อยที่สุดในรอบ 40 ปี โดยเฉพาะฤดูฝนในช่วงเดือนพฤษภาคม – เดือนตุลาคม ปีที่ผ่านมา มีฝนตกทั้งประเทศเพียง 1,114 มิลลิเมตร น้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หลายแห่งมีน้ำใช้การเหลือน้อยไม่เกินร้อยละ 30 ของความจุอ่าง จำนวน 14 แห่ง เมื่อฝนตกน้อยน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติก็มีเหลืออยู่น้อยเช่นกัน จึงไม่สามารถส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกตามปกติได้ แม้ระยะนี้จะมีฝนตกลงมาบ้างก็ตามแต่ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ยังคงอยู่ในเกณฑ์น้อย
กรมส่งเสริมการเกษตร กำชับเจ้าหน้าที่ทุกระดับเร่งติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรอย่างเร่งด่วน พร้อมตั้ง WARROOM เฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด สร้างการรับรู้ในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมทั้งการปฏิบัติดูแลรักษาพืช โดยเฉพาะช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2563 พื้นที่อาจได้รับผลกระทบทวีความรุนแรงขึ้น นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ได้รับมอบหมายจาก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ให้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ในสังกัดผ่าน VDO Conference ประกอบด้วย สำนัก/กองต่างๆ ในส่วนกลาง สำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตร 6 เขต และสำนักงานเกษตรจังหวัด กำชับให้เร่งติดตามสถานการณ์ภัยแล้งอย่างเข้มข้นในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม 2563 ซึ่งคาดการณ์ว่าสถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้น เนื่องจากฤดูฝนที่ผ่านมามีฝนตกน้อยกว่า ค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 จึงทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อย ประกอบกับปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 4 มี.ค. 2563) ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำมีเพียง ร้อยละ 55 ซึ่งเป็นน้ำใช้การได้เพียง ร้อยละ 22 ทำให้พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ
สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออก ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 โดยคัดเลือกคณะกรรมการสมาพันธ์ฯ จากเกษตรกรชาวสวนทุเรียน 6 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จันทบุรี ตราด ระยอง ชลบุรี ปราจีนบุรี โดยกำหนดเป้าหมายในการขับเคลื่อนเพื่อให้สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกเข้มแข็ง จนสามารถเป็นที่พึ่งพาและเป็นฐานการขับเคลื่อนให้การพัฒนาทุเรียนเป็นไปอย่างมีระบบ อีกทั้งทำหน้าที่เป็นตัวแทนภาคเกษตรกรในการเป็นสื่อกลางประสานงานกับภาครัฐสำหรับให้การสนับสนุนการบริหารจัดทุเรียนอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตั้งแต่การจัดการสวน การจัดการเก็บเกี่ยว การรักษาคุณภาพและมาตรฐานผลผลิตทุเรียน การจัดการตลาดที่สามารถกำหนดราคาได้อย่างยุติธรรม การสร้างมูลค่าเพิ่มและผลักดันผลผลิตสู่กระบวนการแปรรูปให้มากขึ้น และการพัฒนาเกษตรกรชาวสวนสมาชิกให้มีความรู้และนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ที่สอดคล้องและเท่าเทียม ดังนั้น เพื่อการพัฒนาวงการทุเรียนของภาคตะวันออกให้ก้าวเดินอย่างเข้มแข็ง เมื่อเร็วๆ นี้ สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคตะวันออกได้จัดงาน “Durain to Go” by ภายใต้คอนเซ็ปต์ “พัฒนาทุเรียนไทย ก้าวไกลสู่สากล” ณ อาคา
นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ในช่วงเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคมของทุกปีจะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะราคาขายทุเรียนในจังหวัดจันทบุรีขณะนี้ ตามที่ได้รับแจ้งจากสำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ราคาเริ่มต้นอยู่ กิโลกรัมละ 120-150 บาท และยังมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายนนี้ ถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงแต่จะต้องรักษาคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ ด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูง ขายได้ราคาดี เพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล จึงทำให้ชาวสวนและพ่อค้าบางรายตัดทุเรียนอ่อนออกมาขาย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงขอประกาศเตือนให้เจ้าของสวนและพ่อค้าทุเรียนอย่าขายทุเรียนอ่อน เพราะการตัดทุเรียนอ่อนออกมาขายถือว่าผิดกฎหมาย เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษปรับและจำ และจะทำให้ราคาทุเรียนตกต่ำ สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อน นอกจากจะเป็นปัญหาของตลาดภายในประเทศแล้ว ยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออก โดยในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตลาดส่งออกทุเรียนไทยจะลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งของไทยไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม และกัมพูชา มีการผลิตทุเรียนค
กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานส่งเสริมละพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ยึดพื้นที่เป็นหลัก ขับเคลื่อนตามความต้องการของเกษตรกร ชู…แปลงผักสามโคก จุดนำร่องปี 62 สำเร็จเห็นผลเป็นรูปธรรม ชี้เป้าอีก 9 จังหวัด 9 จุด ดำเนินการปี 63 เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี จัดงานแถลงข่าวการขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ระดับเขตที่ 1 ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารงานส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2563 ณ แปลงใหญ่หมากเหลือง ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ นายสมโชค ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมด้วย นายสมเดช คงกระพันธุ์ เกษตรจังหวัดปทุมธานี และนายสุขุม ไตลังคะ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักปลอกภัยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เ
คุณอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ลักษณะอากาศประเทศไทยจะเผชิญกับฝนแล้งตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน 2563 โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3-5% ดังนั้น จึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนเตรียมการรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยขอให้พี่น้องเกษตรกรปรับตัวตระหนักถึงเรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตร โดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เป็นต้น โดยเฉพาะขณะนี้สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยโดยทั่วไปร้อนและแห้งแล้ง กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ได้สำรวจและประเมินเบื้องต้น คาดว่าพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงนอกเขตชลประทานมี 30 จังหวัด 207 อำเภอ 1,068 ตำบล พื้นที่รวมทั้งสิ้น 374,978 ไร่ ซึ่งตรงกับฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกและภาคเหนือ คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย หากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตมีขน
นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านส่งเสริมการผลิต เป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการโครงการพัฒนาเกษตรกรเป็นผู้จัดการแปลงใหญ่ รุ่นที่ 2 ณ โรงแรมไมด้า แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ (MIDA AIRPORT HOTEL BANGKOK) เพื่อพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ผลิตไม้ผลแบบแปลงใหญ่ให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้จัดการแปลงได้ ส่งผลให้เกิดความสามารถในการวิเคราะห์ วางแผน บริหารจัดการกลุ่ม การผลิต การตลาด และทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยนำความรู้และเทคนิคต่างๆ ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาแปลงใหญ่ไม้ผลของตนเอง เกิดเป็นเครือข่ายผู้จัดการแปลงใหญ่ในการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และพัฒนาแปลงได้อย่างเหมาะสม กรมส่งเสริมการเกษตร มีภารกิจในการส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร ส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกรให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเพิ่มรายได้ของเกษตรกร ตลอดจนดูแลคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยดำเนินการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลักในการดำเนินงานในลักษณะบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควบคู่ไปกับการร่วมมือร่วมใจของเกษตรกรที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มการผลิต มีผู้จัดการแปลงเป็นผู้บริหารจัด
ในระยะนี้เป็นช่วงที่มะม่วงเริ่มออกดอก กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยจักจั่น ซึ่งระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุด คือระยะที่มะม่วงกำลังออกดอก โดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งและดอกร่วง ติดผลน้อย หรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบ ช่อดอก ผล และรอบๆ ทรงพุ่ม ทำให้ใบมะม่วงเปียก ต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของมะม่วงได้ กรมส่งเสริมการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วง โดยช่วงที่มะม่วงกำลังออกดอก ให้หมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบแมลงขนาดเล็กคล้ายจักจั่น กระโดดไป-มา เวลาเดินเข้าใกล้ต้นมะม่วง หรือพบน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบ ช่อดอก ผล และมีราดำขึ้นปกคลุม สามารถจัดการเบื้องต้น โดยในระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การฉีดพ่นน้ำเปล่าในตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น และยังช่วยลดปัญหาช่อดอกและใบดำจากราดำด้วย ใช้กับดักแสงไฟดัก จับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อช่วยลดความความเสียหาย นอกจากนี้ เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วง
