กรมส่งเสริมการเกษตร
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ารับมอบรางวัลเลิศรัฐประจำปี 2567 รวม 18 ผลงาน โดยแบ่งเป็น รางวัลการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 1 ผลงาน และรางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ระดับดีเด่น 12 ผลงาน ระดับดี 5 ผลงาน เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ณ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยรางวัลดังกล่าว เป็นรางวัลที่คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) มีมติมอบรางวัล ให้กับหน่วยงานที่มีผลการดำเนินการเป็นเลิศ ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐ การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐและเปิดระบบราชการให้ภาคส่วนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า สำหรับ 18 ผลงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ประกอบด้วย รางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ รายหมวด จำนวน 1 ผลงาน ได้แก่ หมวด 1 ด้านการนำองค์การและความรับผิดชอบต่อสังคม รางวัลการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประเภทเลื่องลือขยายผล ระดับดีเด่น จำนวน 1 ผลงาน ได้แก่ การบริหารจัดการศัตรูพืชชุมชนตำบลแม่ตื่นอย่างยั่งยืนด้วยโรงพยาบาลพืชชุมชน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน และศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จังหว
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการประชุมเชื่อมโยงการดำเนินงานของคณะกรรมการเครือข่ายศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และแปลงใหญ่ระดับประเทศ ครั้งที่ 4/2567 ณ จังหวัดสุโขทัย คณะกรรมการฯ มุ่งเน้นการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยจะค้นหาปัญหา อุปสรรค โอกาส และแนวทางการพัฒนา สินค้าเกษตรใน 4 กลุ่มสินค้า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ 1. ข้าว (เมล็ดพันธุ์ GAP) 2. มันสำปะหลัง 3. โค 4. พืชผัก ผลไม้ พืชสวน (การผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อจำหน่าย) เพื่อแก้ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง การขาดแคลนแรงงาน การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ โรค สภาพอากาศแปรปรวน โดยนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาประยุกต์ใช้ และหาตลาดที่เหมาะสมให้เกษตรกร ด้านคณะกรรมการเครือข่ายแปลงใหญ่ ระดับประเทศ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาให้เกษตรกรใน 3 ประเด็นหลัก คือ ลดการเผา มาตรฐาน GAP และการขาดแคลนน้ำ ดังนี้ 1. ผลักดันให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้จากภาคการเกษตรมาทำปุ๋ย/ชีวมวลมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม 2. ขับเคลื่อนมาตรฐาน GAP ข
สยามคูโบต้า เดินหน้าจัดงาน INNO SHOWCASE ร่วมกับ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความรู้บันทึกปฏิทินการเพาะปลูก หรือ KAS Crop Calendar on LINE พร้อมต่อยอดแรงบันดาลใจในการทำนาจากเกษตรกรต้นแบบ ตลอดจนเคล็ดลับความสำเร็จของ Young Smart Farmer ผู้ชนะจากโครงการปีแรก เพื่อเตรียมความพร้อมรับสมัครเกษตรกรรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” ปีที่ 2 นางวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า สยามคูโบต้า พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมและผลักดันด้านเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตร องค์ความรู้ในด้านการเกษตร รวมไปถึงนวัตกรรมและโซลูชันต่างๆ พร้อมกันนี้ยังต้องการสร้างแรงบันดาลใจในการทำเกษตรโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer สยามคูโบต้าจึงได้มีการส่งเสริมให้เกิดการใช้ “บันทึกปฏิทินการเพาะปลูก หรือ KAS Crop Calendar on LINE” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่ครอบคลุมการเพาะปลูกในแต่ละพืชตลอดทั้งกระบวนการ พร้อมต่อยอดความสำเร็จโครงการ “คูโบต้า กล้า | ท้า | ปลูก” ปีที่ 2 จัดเดินสาย 5 จุดทั่วไทย ได้แก่ จังหวัดสุพรรณบุรี จังหวัดน
จากปัญหาที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพ สินค้ามีปริมาณมากเกินความต้องการของตลาด และได้ผลตอบแทนต่ำ สาเหตุหนึ่งเกิดจากเกษตรกรปลูกพืชในพื้นที่เหมาะสมน้อยหรือไม่เหมาะสม จึงต้องใช้ปัจจัยการผลิตในปริมาณมากกว่าที่ควรจะเป็น ทำให้มีต้นทุนการผลิตสูง ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แถมส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและทางสังคม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงดำเนินโครงการบริหารจัดการการผลิตสินค้าเกษตรตามแผนที่เกษตรเพื่อการบริหารจัดการเชิงรุก (Agri – Map) ให้เกษตรกรมีองค์ความรู้ด้านการเกษตร เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ รู้จักวางแผนการผลิตสินค้าเกษตรได้เหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ และปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่น ๆ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า หลังจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชให้เหมาะสมกับศักยภาพพื้นที่ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น มีรายได้เพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว ตัวอย่างเช่น นางสาวสมเกียรติ์ ลานอก เกษตรกรผู้ปลูกข้าว บ้านหัวสะพาน หมู่ที่ 6 ตำบลวังตะเฆ่ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ แต่พื้นที่ดังกล่าวไม่เหมาะสำหรับการปลูกข้าว
ในปีนี้ ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยในวงกว้าง สร้างความเสียหายต่อพื้นที่การเกษตรหลายจังหวัด ขณะนี้หลายพื้นที่น้ำท่วมลดลงเข้าสู่ภาวะปกติ สามารถเริ่มต้นเพาะปลูกพืชได้อีกครั้ง กรมส่งเสริมการเกษตรมีคำแนะนำสำหรับการปลูกผักหลังจากน้ำลด รวมทั้งวิธีปรับปรุงดินอย่างไรให้ผักที่ปลูกปลอดโรค นอกจากนี้ ชนิดของผักที่จะปลูกหลังจากน้ำลด ควรเป็นผักที่มีอายุสั้น เก็บผลผลิตได้เร็ว และตลาดนิยมบริโภค และพันธุ์พืชที่ใช้ควรเลือกให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ควรเป็นพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี การเตรียมดิน ระยะแรกที่ดินยังเปียกอยู่ ไม่ควรให้คน สัตว์เลี้ยง และเครื่องจักร เข้าไปในพื้นที่ จะทำให้โครงสร้างของดินจับตัวกันแน่น ทำให้ยากต่อการปรับปรุงดิน กรณีที่มีน้ำขังควรหาทางระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด ให้ขุดดินและตากดินไว้ 2-3 วัน และควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่าคลุกเคล้าดินเพื่อให้ดินมีคุณสมบัติทางกายภาพในการปลูกพืชดีขึ้น หรือใช้ปูนขาวหรือโดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดินด้วย เพื่อป้องกันปัญหาโรครากเน่า วิธีการปลูกผัก หากสภาพพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่หรือสภาพดินยังแฉะมาก ควรใช้วิธีการปลูกด้วยต้นกล้า จะทำให้ผักเจริญเติบ
กรมส่งเสริมการเกษตร เข้าพัฒนาศักยภาพวิสาหกิจชุมชนกาแฟบ้านมณีพฤกษ์ สู่แปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ และมุ่งเป้าพัฒนาสู่เกษตรมูลค่าสูง ภายใต้แนวคิด ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ จึงได้คัดเลือกเลือกแปลงใหญ่กาแฟบ้านมณีพฤกษ์ เป็นต้นแบบพัฒนาให้พี่น้องเกษตรกรมีรายได้ เพิ่มขึ้น 3 เท่าใน 4 ปี นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การส่งเสริมสินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยการวิเคราะห์และประเมินความเหมาะสมทางกายภาพและชีวภาพ เพื่อวางแผนการผลิต ดำเนินการส่งเสริมการยกระดับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกาแฟให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสินค้าเกษตรการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับกาแฟ (GAP) และมาตรฐานกาแฟ โดยสมาคมกาแฟพิเศษ (SCA หรือ Specialty Coffee Association) นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงตลาดกาแฟพิเศษที่มีมูลค่าตลาดภายในประเทศประมาณ 5,000 ล้านบาทต่อปีนั้น ซึ่งจะต้องมีระบบการควบคุมคุณภาพมาตรฐานและมีข้อมูลที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่กระบวนการคัดสรรสายพันธุ์ จนถึงกระบวนการแปรรูปกาแฟ ส่งเสริมการปลูกกาแฟสายพันธุ์พิเศษให้เหมาะสมกับพื้นที่ ปัจจุบันมุ่งขับเคลื่อนผ่านการส่งเสริมความรู้ควา
นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่ากรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน หรือ GIZ ได้วางเป้าหมายร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีความตกลงปารีส มีเป้าหมายที่จะบรรลุการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยแผนการมีส่วนร่วมได้กำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ไว้ที่ร้อยละ 20-25 ภายในปี พ.ศ. 2573 ซึ่งภาคเกษตรกรรมถูกกำหนดให้เป็นภาคส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้จากความร่วมมือที่เกิดขึ้นกรมส่งเสริมการเกษตรได้วางแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ด้วยวิธีการเกษตรกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและเกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู (Climate Smart and Regenerative Agriculture) ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีหมุนเวียนและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการปรับตัวและบรรเทาผลกระทบจากต้นทุนต่าง ๆ เช่น ต้นทุนเอกชน ที่เกิดขึ้นกับผู้ผลิตจากการใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ในการผลิต และต้นทุนสัง
มะพร้าว ยังคงเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกโดยรวมทั้งประเทศ 862,718 ไร่ โดยให้ผลผลิตแล้วเนื้อที่ 834,000 ไร่ ผลผลิตออกสู่ตลาด 842,306 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,010 กิโลกรัมต่อไร่ สร้างมูลค่ากว่า 6,887 ล้านบาท ซึ่งจังหวัดชุมพรเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวที่สำคัญของประเทศ มีพื้นที่เป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ พื้นที่ปลูกของจังหวัดชุมพร 97,155 ไร่ ผลผลิต 113,635 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,246 กิโลกรัมต่อไร่ มีแหล่งปลูกที่สำคัญ ได้แก่ อำเภอเมืองชุมพร อำเภอสวี อำเภอหลังสวน นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า การผลิตมะพร้าวให้มีคุณภาพ เป็นที่ยอมรับของตลาด จะต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตและเสริมสร้างภาพลักษณ์คุณภาพมะพร้าวชุมพรให้ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และเพิ่มมูลค่าทางการตลาดให้เกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร ร่วมกับหน่วยงานภาคีระดับท้องถิ่น ร่วมผลักดันให้เกษตรกรในโครงการระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ สร้างมาตรฐานให้กับแปลงตนเอง ตั้งแต่การใช้ต้นพันธุ์ดี การดูแลบำรุงรักษา ตลอดจนการเก็บเกี่ยวให้ได้ผลผลิตที่มี
ลำไย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกมากในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เป็นพืชที่ส่งออกโดยเฉพาะประเทศจีน เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อว่าลำไยเป็นผลไม้มงคล ตรงกับคำในภาษาจีน หลงเหยียน ที่หมายถึง ตามังกร จึงทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน ปัจจุบันลำไยไทย เผชิญความท้าทายในหลายรูปแบบ ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ แต่ยังมี ‘โอกาส’ ที่สดใสที่ตลาดจีน โจทย์ที่สร้างความท้าทายให้กับลำไยไทยในตลาดจีนคือ เราจะครองการส่งออกอย่างไรให้ยั่งยืน สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 เกษตรมูลค่าสูง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานเชิงรุก นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาลำไยแปลงใหญ่สู่แปลงเกษตรมูลค่าสูง กรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางให้แปลงวิเคราะห์และประเมินความเหมาะสมทางกายภาพและชีวภาพเพื่อวางแผนการผลิต ศึกษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการเก็บตัวอย่างดินก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตจากแปลงลำไย ที่อายุต้นไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อนำไปวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการธาตุอาหา
ลำไย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ มีพื้นที่ปลูกมากในจังหวัดลำพูน เชียงใหม่ เป็นพืชที่ส่งออกโดยเฉพาะประเทศจีน เนื่องจากชาวจีนมีความเชื่อว่าลำไยเป็นผลไม้มงคล ตรงกับคำในภาษาจีน หลงเหยียน ที่หมายถึง ตามังกร จึงทำให้ชาวจีนส่วนใหญ่นิยมรับประทาน ปัจจุบันลำไยไทย เผชิญความท้าทายในหลายรูปแบบ ทั้งสภาพการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ แต่ยังมี ‘โอกาส’ ที่สดใสที่ตลาดจีน โจทย์ที่สร้างความท้าทายให้กับลำไยไทยในตลาดจีนคือ เราจะครองการส่งออกอย่างไรให้ยั่งยืน สอดคล้องกับการขับเคลื่อนแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับโครงการ 1 ท้องถิ่น 1 เกษตรมูลค่าสูง โดยกรมส่งเสริมการเกษตร วางแนวทางให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือในการดำเนินงานเชิงรุก นายวีรศักดิ์ บุญเชิญ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาลำไยแปลงใหญ่สู่แปลงเกษตรมูลค่าสูง กรมส่งเสริมการเกษตร มีแนวทางให้แปลงวิเคราะห์และประเมินความเหมาะสมทางกายภาพและชีวภาพเพื่อวางแผนการผลิต ศึกษาสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยการเก็บตัวอย่างดินก่อนเริ่มฤดูกาลผลิตจากแปลงลำไย ที่อายุต้นไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อนำไปวิเคราะห์ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และความต้องการธาตุอาหา
