กรมส่งเสริมการเกษตร
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา ณ บริเวณหน้าร้านค้าสวัสดิการ กรมส่งเสริมการเกษตร กรุงเทพมหานคร มีการจัดโครงการกระจายมังคุดคุณภาพออกนอกแหล่งผลิต ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยมี นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานส่งมอบมังคุดให้แก่ผู้สั่งซื้อมังคุดที่ Pre order ล่วงหน้า ที่เดินทางมารับมังคุด และ นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมมอบมังคุดแก่ผู้บริโภคอีกด้วย ประเทศไทยส่งออกมังคุดมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก สู่หลายๆ ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ญี่ปุ่น และเนเธอร์แลนด์ มีมูลค่ามากกว่า 1,500 ล้านบาทต่อปี ด้วยมังคุดเป็นผลไม้ที่มีเอกลักษณ์ทั้งรูปร่างของผลที่สวยงาม มีรสชาติที่หวานอมเปรี้ยว เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภค จนได้รับฉายาว่า “Queen of Fruits” ทั้งนี้ ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมังคุดหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกซึ่งมีสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกผลไม้เขตร้อน แหล่งผลิตผลไม้คุณภาพที่สำคัญ ส่วนใหญ่อยู่ที่จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี และจังหวัดตราด ในปี 2567 ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ผลไม้ภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริ
ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของจังหวัดยะลา ในปี 2566 มีพื้นที่ปลูก 96,234 ไร่ ผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวน 89,661 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 6,600 ล้านบาท ในจำนวนนี้แบ่งเป็นมูลค่าส่งออก 54% จำหน่ายในประเทศ 46% ในปี 2567 มีพื้นที่ปลูกเพิ่มเป็น 105,400 ไร่ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ในปีที่ผ่านมาทุเรียนยะลาถูกตรวจพบการระบาดของหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน ทำให้ผู้ส่งออกถูกตีกลับสินค้า ส่งผลให้ทุเรียนจังหวัดยะลา ราคาตกต่ำ ทำให้เกษตรกรเสียโอกาสสร้างรายได้จากการจำหน่ายทุเรียน กรมส่งเสริมการเกษตร โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดยะลา จึงดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับทุเรียนจังหวัดยะลา ให้เป็นที่ยอมรับ จัดทำแปลงต้นแบบการใช้แสงไฟไล่และล่อแมลงในสวนทุเรียน ครอบคลุมพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ ของจังหวัดยะลา รวม 377 แปลง และปี 2567 ได้ขยายผลแปลงต้นแบบเพิ่มในพื้นที่กลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ซึ่งมีการปลูกทุเรียน ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดปัตตานี นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อให้การป้องกันหนอนเจาะเมล็ดทุเรียนเห็นผลเป็นรูปธรรม เกษตร
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยเฉพาะภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรของประเทศรุนแรงขึ้น สร้างความเสียหายต่อผลิตผลทางการเกษตร เศรษฐกิจระดับครัวเรือนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างต่อเนื่อง การให้ความรู้แก่เกษตรกร สร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้ง จะช่วยลดความสูญเสียได้อย่างมาก กรมส่งเสริมการเกษตรจึงร่วมกับ 6 หน่วยงานภาคี ได้แก่ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) สำนักปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ดำเนินการจัดทำโครงการวิจัย ประเมินพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยพัฒนาต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มติดตามพืชเกษตรรายแปลงจากภัยแล้ง ด้วยเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ หรือ แอปพลิเคชัน “เช็คแล้ง” ที่เกษตรกรสามารถติดตาม 1. สถานการณ์ภัยแล้ง ความเสียหายของพืช และความชื้นผิวดินรายแปลง และคาดการณ์สภาพอากาศล่วงหน้า 7 วัน 2. พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรายจังหวัด รายลุ่มน้ำ และรายพื้นที่ชลประทาน 3. พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งรายเดือน และ 4. คาดการณ์ฝน/เสี่ยงภัยแล้งล
มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะเป็นผลไม้เขตร้อนที่เติบโตได้ดีในบริเวณพื้นที่ราบจนถึงบนภูเขาสูง ปลูกได้ทุกสภาพดิน ทนแล้ง ให้ผลดก ฝักใหญ่เนื้อหนา น้ำหนักดี รสเปรี้ยวสูง ขายดีทั้งมะขามฝักสดและมะขามเปียก แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า มะขามเปรี้ยวฝักใหญ่ เป็นพืชทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ ทั้งปลูกไว้สำหรับบริโภคในครัวเรือนและจำหน่ายผลหรือแปรรูปเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร เนื่องจากฝักจะมีขนาดใหญ่ น้ำหนักเยอะ เป็นพืชที่ปลูกง่าย สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด รวมทั้งทุกส่วนของต้นยังสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ใบ ยอด ฝักดิบ ฝักสุก นำมาบริโภค ส่วนลำต้นหรือเนื้อไม้ นำมาทำเขียง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ปัจจุบันมีความนิยมนำผลสดมาแปรรูปเป็นมะขามแช่อิ่ม ผลสุกนำมาทำเป็นมะขามเปียก รวมถึงการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น มะขามแก้ว มะขามกวน น้ำพริกมะขาม สบู่มะขาม เป็นต้น การเตรียมหลุมสำหรับปลูก เตรียมหลุมสำหรับปลูกในดินที่มีความแน่นหรือแห้งแข
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำคณะรัฐมนตรี พร้อมด้วยร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้องลงพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อหารือแผนการพัฒนาพื้นที่เป็นสนามบินจังหวัดพะเยา ติดตามสถานการณ์การค้าชายแดนและการพัฒนาพื้นที่ก่อสร้างที่ทำการด่านชายแดน CIQ ณ จุดผ่านแดนถาวรบ้านฮวก อำเภอภูซาง และรับฟังการนำเสนอแผนพัฒนาอุทยานการเรียนรู้พะเยา (TK Park) อำเภอเมืองพะเยา พร้อมชมนิทรรศการและผลิตภัณฑ์ชุมชนของจังหวัดพะเยา รวมทั้งการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการที่จังหวัดพะเยา โดยได้เยี่ยมชมนิทรรศการการพัฒนากาแฟพะเยา ภายใต้โครงการพะเยาโมเดลสู่การพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ โดยกาแฟเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของจังหวัดพะเยาและสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ปัจจุบันมีพื้นที่ผลิตกาแฟ 1,934 ไร่ จำหน่ายผลผลิตในรูปผลสด (เชอร์รี่) กาแฟกะลา เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์แปรรูป โดยเกษตรกรและผู้ประกอบการทั้งในและนอกพื้นที่ ด้าน นายพีรพันธ์ คอทอง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากนโยบายด้านการพัฒนาสินค้าเกษต
นายรพีทัศน์ อุ่นจิตตพันธ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีแนวทางในการพัฒนาสินค้าไม้ผลผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนาสินค้าเกษตรอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นบรรจุอยู่ในแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี (2566-2570) มุ่งเน้นให้เกษตรกรส่งเสริมการผลิตไม้ผลเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านเรื่องราวที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ครอบคลุมสินค้าไม้ผลมากกว่า 50 ชนิด และในปี 2567 กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ทำการถอดบทเรียนแปลงใหญ่ไม้ผลจัดทำโครงการย่อยการสร้างแปลงต้นแบบครบวงจรขึ้น เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาไม้ผลครบวงจร และเกิดการทำงานเป็นเครือข่ายไม้ผล นำร่องใน 4 สินค้าที่มีจำนวนแปลงใหญ่มากที่สุด ได้แก่ ทุเรียน ลำไย มังคุด และมะม่วง ตอบโจทย์ได้ใน 3 มิติการพัฒนา คือ แปลงใหญ่ยกระดับด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด BCG Model และมีความเป็นอัตลักษณ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวอีกว่า สำหรับแปลงต้นแบบนำร่องนั้น ประกอบไปด้วย แปลงใหญ่ไม้ผล 4 แปลง ที่เคยผ่านการดำเนินการโครงการแปลงใหญ่ยกระดับด้วยเกษตรสมัยใหม่มาแล้วในปี 2564 เคยเข้าร่วมโครงการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรอัตลักษณ์และภูมิปัญ
นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาให้เกษตรกรมีความรู้ทักษะและความชำนาญ สามารถผลิตสินค้าเกษตรมีคุณภาพ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจึงหันมาเลือกซื้อสินค้าเกษตรที่มีความปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้ดำเนินการส่งเสริม ให้คำปรึกษาแนะนำแก่เกษตรกรและองค์กรเกษตรกรในการยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรให้ปลอดภัย มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ทำเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถตอบสนองความต้องการของตลาด ตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน กรมส่งเสริมการเกษตรได้ประสานความร่วมมือกับบริษัท ไทย แอ็กโกร เอ็กซเซนจ์ จำกัด (ตลาดไท) ส่งเสริม พัฒนา และดูแลในการวางแผนการผลิตสินค้าปลอดภัย มีปริมาณคุณภาพต่อเนื่อง สอดคล้องกับข้อมูลด้านการตลาด มีตลาดจำหน่ายผักผลไม้ที่แน่นอน เกษตรกรจำหน่ายสินค้าได้ราคาที่เหมาะสมเป็นธรรม ผ่านโครงการผักร่วมใจผั
ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ความรู้” เปรียบเสมือนเมล็ดพันธุ์ที่สามารถงอกเงยให้ผลผลิตอันล้ำค่า และกลายเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนชีวิตของผู้คนในทุกมิติ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร ซึ่งเห็นได้จากแนวโน้มการเกิดขึ้นของเกษตรสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญต่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำเกษตร อาทิ การช่วยให้เกษตรกรเลือกวิธีการเตรียมดินให้เหมาะสมต่อการปลูกพืชแต่ละชนิด ช่วยลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น นำมาสู่การเพิ่มคุณภาพเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันนี้รัฐบาลไทยต่างให้ความสำคัญ ต่อการพัฒนาส่งเสริมเกษตรกรให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและมีความรู้เสมอมา โดยเฉพาะการนำทัพของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งเน้นเรื่อง “เกษตรต้องอยู่ดี สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน” ผ่านการทำงานภายใต้หลักการ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยต้องดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดผลสำเร็จ อาทิ ผลักดันสินค้าเกษตรมูลค่าสูง 1 ท้องถิ่น 1 สินค้าเกษตรมูลค่าสูง เป็นต้น ซึ่งหนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่จะทำให้เป้าประสงค์นี้สัมฤทธิผลคือ “กรมส
ปัจจุบันประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งแล้ว (1 พฤศจิกายน 2566 ถึง 30 เมษายน 2567) ผลกระทบจากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (climate change) และปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจส่งผลให้ในบางพื้นที่จะประสบกับสภาวะขาดแคลนน้ำและปริมาณน้ำต้นทุนอาจจะมีไม่เพียงพอให้ใช้ในระยะยาว โดยช่วงฤดูแล้งปี 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ประเมินพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำการเกษตรนอกเขตชลประทาน จำนวน 924,438 ไร่ ใน 13 จังหวัด 35 อำเภอ 76 ตำบล ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอความร่วมมือให้เกษตรกรและประชาชนเตรียมการรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยขอให้พี่น้องเกษตรกรปรับตัวตระหนักถึงเรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด ไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตร โดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน เป็นต้น เนื่องจากปีนี้ สภาพภูมิอากาศของประเทศไทยโดยทั่วไปอาจประสบภาวะอากาศร้อนและแห้งแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ไม้ผลนอกเขตชลประทาน ในพื้นที่ภาคตะวันออกและภาคเหนือ ซึ่งเป็นแหล่งป
กรมส่งเสริมการเกษตร ตระหนักถึงความสำคัญในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาใช้ในการพัฒนาภาคเกษตรกรรมและชุมชน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านกระบวนการผลิตและการจัดการที่ทันสมัย มีความสะดวก รวดเร็ว ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิต การลดต้นทุน เกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพ และรายได้ที่มั่นคง กรมส่งเสริมการเกษตร จึงร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ดำเนินการ โครงการส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลสำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการ ภายใต้มาตรการคูปองดิจิทัลเพื่อการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (depa mini Transformation Voucher) เพื่อสนับสนุนเกษตรกรสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัล (Digital Transformation) ได้อย่างกระจายตัวและทั่วถึงในวงกว้าง ซึ่งเป็นแนวทางส่งเสริม ผลักดันให้ภาคเกษตรไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการลดต้นทุน การผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนพัฒนาไปสู่การแข่งขันเชิงธุรกิจในรูปแบบใหม่ในระยะยาวต่อไป กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดรับสมัครเกษตรกรเข้าร่วมรับการสนับสนุนคูปองดิจิทัล “depa mini Transformation Voucher” ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม
