ข้าว
สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ดึงผู้นำเข้าฮ่องกง 20 รายลงพื้นที่ จ.อุบลฯ สำรวจข้าวเปลือกนาปี 60/61 มั่นใจดันส่งออกทั้งปีทะลุ 11 ล้านตัน ดึงราคาข้าวเปลือก พร้อมเทงบฯ 10 ล้านบาทช่วยลดต้นทุนชาวนา ร.ต.ท.เจริญ เหล่าธรรมทัศน์ นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยจะนำคณะลงพื้นที่สำรวจผลผลิตข้าวนาปี ปีการผลิต 2560/2561 ระหว่างวันที่ 1-3 พฤศจิกายนนี้ ที่ จ.อุบลราชธานี จะนำคณะผู้นำเข้าจากฮ่องกง 20 รายลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ผลผลิตข้าวนาปีด้วย เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้นำเข้า โดยคาดการณ์ว่าภาพรวมผลผลิตข้าวทั้งปี 2560 น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากผลผลิตในปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณฝนดี ทำให้ผลผลิตข้าวดี โดยเฉพาะผลผลิตข้าวหอมมะลิในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) ดีขึ้น แต่อาจจะเก็บเกี่ยวล่าช้าจากปกติ 1-2 สัปดาห์ “แนวโน้มราคาข้าวหอมมะลิปีนี้น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากปริมาณสต๊อกข้าวของโรงสีไม่มีเหลือแล้ว จึงน่าจะมีความต้องการซื้อข้าวมากขึ้น” ขณะที่ความต้องการข้าวในตลาดโลกมากขึ้น โดยเฉพาะตลาดข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) เช่น บังคลาเทศมีคำสั่งซื้อข้าวนึ่ง 1.5 แสนตัน และมีกา
ข้าวเป็นเมล็ดธัญพืชที่มีคุณค่าอเนกอนันต์คู่กับสังคมไทยมายาวนาน และพบว่าอุดมด้วยสารอาหาร ได้แก่ วิตามินอีในข้าวช่วยไขกระดูกในการสร้างเลือด ช่วยขยายเส้นเลือด ต้านการแข็งตัวของเลือด ลดความสามารถในการจับตัวเป็นลิ่มเลือด และลดอัตราเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวกับหลอดเลือด สมอง หัวใจ บำรุงตับ ช่วยระบบสืบพันธุ์เซลล์ประสาทและกล้ามเนื้อให้ทำงานได้ตามปกติ ทำให้ผิวพรรณสดใส ลดริ้วรอย และช่วยสมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวกให้หายเร็วขึ้น เป็นต้น ลูทีน ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ เบต้าแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ หลังจากดูดซึมเข้าสู่ร่างกายช่วยบำรุงสายตา ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ช่วยให้กระดูก ผม ฟัน และเหงือกแข็งแรง สร้างความต้านทานให้ระบบหายใจ มีมากในข้าวกล้องข้าวเหนียวก่ำเปลือกดำ ควรบริโภคข้าวก่ำร่วมกับผักพื้นบ้าน เช่น ยอดแค กระถิน ตำลึง ขี้เหล็ก ชะอม ช่วยเพิ่มวิตามินเอให้กับร่างกาย ธาตุเหล็ก พบมากในข้าวหอมมะลิแดง หอมมะลิทั่วไป ทองแดง มีมากในข้าวหอมมะลิแดง ช่วยในการสร้างพลังงานให้แก่ร่างกาย การกำจัดอนุมูลอิสระ การสร้างความยืดหยุ่นของผิวหนัง การขาดทองแดง ก่อให้เกิดภ
สมาคมอาหารสำเร็จรูป ปลื้มปิดบัญชีส่งออกอาหารปี 2560 พุ่ง 8% เกินคาดการณ์ อานิสงส์ส่งออกข้าวสารสต๊อกรัฐพุ่ง คาดปี 2561 เศรษฐกิจโลกฟื้นยอดส่งออกโตต่อเนื่อง 3% นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า การส่งออกในอุตสาหกรรมอาหารปี 2561 คาดการณ์เฉลี่ยจะขยายตัว 1-3% เป็นการขยายตัวที่ชะลอลงจากปี 2560 ที่คาดการณ์ขยายตัวเฉลี่ย 7-8% เนื่องจากปีนี้ยอดส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากการส่งออกข้าว โดยใช้ข้าวสารจากสต๊อกรัฐบาล แต่ในปี 2561 สต๊อกข้าวสารรัฐบาลคาดว่าจะระบายออกหมดแล้ว การส่งออกจึงกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะขยายตัวในระดับ 1-3% จากปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจโลกและประเทศผู้นำเข้ายังขยายตัวไปในทิศทางที่ดี รวมไปถึงปัจจัยเรื่องราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลต่อรายได้ของประเทศผู้นำเข้า อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมจะมีการประชุมหารือเพื่อประเมินภาพการส่งออกในปี 2561 อีกครั้งในเร็วนี้ๆ “ส่งออกเติบโตอยู่ที่ 7-8% จากช่วงต้นปีที่เคยประเมินว่าจะขยายตัวประมาณ 5% (มูลค่า 2.1 แสนล้านบาท) เนื่องจากหลายสินค้าขยายตัวจากปี 2559 อย่างมาก โดยเฉพาะการส่งออกข้าวที่ขยายตัวอย่างมากจากการ
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร รัชกาลที่ 8 และสมเด็จพระอนุชา ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรการทำนา ที่อำเภอบางเขน ทอดพระเนตรกิจการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และได้ทรงหว่านข้าวในแปลงนาหลังตึกขาว (ปัจจุบันคือตึกพืชพรรณของกรมวิชาการเกษตร) เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน พุทธศักราช 2489 อันเป็นพระราชกรณียกิจสุดท้ายในแผ่นดิน…จึงนับเป็นวันแห่งประวัติศาสตร์สำคัญต่อวงการเกษตร ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และด้วยความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งให้ความสำคัญต่อการเกษตรและชาวนาไทย สื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการปลูกข้าว และส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม ประเทศไทย มีภูมิปัญญาอันเนื่องมาจากการปลูกข้าวและมีข้าวเป็นอาหารหลัก สืบมาเป็นเวลาช้านาน…ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พุทธศักราช 2552 คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันที่ 5 มิถุนายน ของทุกปี เป็น “วันข้าวและชาวนาแห่งชาติ” เป็นความนำสรุปตัดตอนมาจาก ความเป็นมาในกำหนดการ “งานวันรำลึกพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอนันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ทรงหว่านข้าว ณ เกษตรกลาง บางเขน เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2489”
เกษตรฯ เจ้าภาพจัดใหญ่ ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านเกษตรและป่าไม้ หรือ AMAF ณ จังหวัดเชียงใหม่รุกยกระดับสินค้า แก้ปัญหาภาคเกษตร ด้าน สศก. เผย APTERR หนุนประเทศสมาชิกร่วมทำสัญญาซื้อขายข้าวล่วงหน้า ผลักดันแผนการเงินระยะ 5 ปี เพิ่มเงินทุนสำหรับดำเนินการช่วยเหลือประเทศสมาชิกกรณีประสบภัยพิบัติฉุกเฉินร่วมกัน นางสาวจริยา สุทธิไชยา เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ (AMAF) ระหว่างวันที่ 28 – 29 กันยายน 2560 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งประกอบด้วย การประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ ครั้งที่ 39 ซึ่งมีสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ และการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้ กับรัฐมนตรีประเทศบวกสาม (จีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี) ( AMAF +3 ) ครั้งที่ 17 โดยมีพลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน การประชุมครั้งนี้ มีการพิจารณาและให้ความเห็นชอบต่อการดำเนินโครงการต่าง ๆ ที่จะดำเนินการในปี 2561 ในด้านภาคเกษตร ประกอบด้วย 1) การกำ
นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ และที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2560 เห็นชอบที่กระทรวงพาณิชย์เสนอมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/61 ด้านการตลาด จำนวน 3 โครงการ รวมวงเงิน 8.72 หมื่นล้านบาท เป็นวงเงินสินเชื่อ 3.35 หมื่นล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 5.37 หมื่นล้านบาท โดยใช้เงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการ ทั้งนี้ ประกอบด้วย มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและรักษาเสถียรภาพราคาข้าว ปีการผลิต 2560/61 มีเป้าหมาย 12.5 ล้านตันข้าวเปลือก แบ่งเป็น โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ให้กับสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร เพื่อรวบรวมข้าวเปลือกเพื่อจำหน่ายหรือแปรรูป 2.5 ล้านตัน วงเงินสินเชื่อ 1.25 หมื่นล้านบาท และวงเงินจ่ายขาด 406 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ย MLR-1% โดยสถาบันการเกษตร รับภาระดอกเบี้ย 1% และรัฐรับ 3% ระยะเวลาโครงการ 1 ต.ค. 2560-30 ก.ย. 2561 โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยว และปร
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เจาะ 8 จังหวัดภาคเหนือ แจงผลวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปีและข้าวเหนียวนาปี ระบุ ในเขตพื้นที่เหมาะสม ข้าวเจ้านาปี มีต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก. ในขณะที่ข้าวเหนียวนาปี ต้นทุนการผลิต 5,529 บาทต่อไร่ ให้ผลผลิต 733 กก. นายคมสัน จำรูญพงษ์ รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการสำรวจวิเคราะห์ต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวเจ้านาปี และข้าวเหนียวนาปีของภาคเหนือ โดยจัดเก็บข้อมูลต้นทุนการผลิตตามความเหมาะสมทางกายภาพของพื้นที่ 2 กลุ่ม ได้แก่ พื้นที่เหมาะสม (S) และพื้นที่ไม่เหมาะสม (N) รวม 8 จังหวัด คือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา ลำปาง พิษณุโลก อุตรดิตถ์ ตาก และสุโขทัย เพื่อสนับสนุนโครงการบริหารจัดการเขตเกษตรเศรษฐกิจสำหรับสินค้าเกษตรที่สำคัญ ปี 2560 จากผลการวิเคราะห์ต้นทุนผลตอบแทนของ สศก. ที่ได้จากการจัดเก็บข้อมูลเกษตรกรในพื้นที่ พบว่า ข้าวเจ้านาปี เขตพื้นที่เหมาะสม (S) ต้นทุนการผลิต 4,920 บาทต่อไร่ ผลผลิต 736 กก.ต่อไร่ ต้นทุน 6,658 บาทต่อตัน รายได้ 5,567 บาทต่อไร่ ผลตอบแทน 664 บาทต่อไร่ ส่วนพื้นที่ไม
โซ่คุณค่าของข้าว : กำไรของกลุ่มเกษตรกรและอุตสาหกรรมข้าวไทย โดยผศ.ดร. เกรียงไกร แก้วตระกูลพงษ์ และคณะภาควิชาเกษตกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โครงการศึกษาระบบข้อมูลความต้องการของตลาดภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ ในอดีตที่ผ่านมา การค้าสินค้าเกษตรยังไม่มีความซับซ้อนมากนัก เกษตรกรไทยมักเลือกปลูกพืชที่ขายได้ราคาดี ณ ช่วงเวลาที่เริ่มทำการเพาะปลูก การขึ้นลงของราคาจะเป็นไปตามปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดในแต่ละฤดูกาลภายในประเทศ โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิตมีเพียงแค่ปัจจัยด้านภัยธรรมชาติและโรคระบาดเท่านั้น แต่ ณ ปัจจุบันการค้าสินค้าเกษตรมีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมโยงตลาดขยายออกไปนอกชุมชน ต่างจังหวัด และต่างประเทศ ทำให้ราคาสินค้าเกษตรผันแปรตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด ราคาสินค้าเกษตรของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยเรื่องฤดูกาล ภัยธรรมชาติ และโรคระบาดในประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจากทั่วโลกด้วย ปัญหาความขาดแคลนความรู้ด้านการตลาด สถานการณ์ และทิศทางการค้าสินค้าเกษตร รวมทั้งอุปสงค์ อุปท
ในยุคปัจจุบัน คนไทยเริ่มหันมาให้ความสำคัญในการดูแลสุขภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลือกรับประทานอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ กำลังได้รับความนิยมกับกลุ่มคนที่รักสุขภาพ และได้หันมาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหาร “ข้าวอินทรีย์” จึงเป็นทางเลือกทางหนึ่ง ในยุคนี้เวลานี้ คุณภาณุสิทธิ์ มั่นคง ชาวนาในตำบลชอนไพร อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าของรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติประจำปีนี้ สาขาอาชีพทำนา ได้เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการผลิตข้าวอินทรีย์ โดยเริ่มต้นใน ปี พ.ศ. 2553 จากการได้เห็นเกษตรกรรายอื่นในชุมชนที่ใช้สารเคมีทางการเกษตร และต่อมาเกษตรกรรายนั้นได้เสียชีวิตลง จึงเกิดความรู้สึกว่า อาชีพชาวนา นอกจากความยากลำบากแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการรับสารพิษสะสมเข้าสู่ร่างกาย เขาจึงศึกษาค้นคว้าและน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) มาปรับใช้ในการทำนา เพื่อต้องการให้ชาวนาหรือเกษตรกรมีศักยภาพความเป็นอยู่ที่ดี มีสุขภาพแข็งแรง และได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า การผลิตข้าวเกษตรอินทรีย์จึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่เขาเลือก โดยปรับเปลี่ยนการทำนาแบบเดิมมาเป็นนาเกษตรอิ
วันที่ 29 สิงหาคม 2560 จากสถานการณ์ฝนตกชุกต่อเนื่องมาตลอด 1 สัปดาห์ในพื้นที่ จ.ชัยนาท ทำให้ข้าวในนาของเกษตรกรได้รับความเสียหายจากแรงลมและปริมาณฝน ทำให้ต้นข้าวหักล้มเป็นบริเวณกว้าง ในหลายพื้นที่ของ อ.เมืองชัยนาท อ.สรรพยา อ.สรรคบุรี และ อ.วัดสิงห์ ซึ่งนายนครินทร์ ดีอ่อน ชาวนาในพื้นที่ ต.ธรรมามูล อ.เมืองชัยนาท เปิดเผยว่า ต้นข้าวที่ล้มจากพายุลมฝนแบบนี้ถือว่าชาวนาได้รับผลกระทบเสียหาย เพราะรวงข้าวจะโดนน้ำและน้ำค้างทำให้เกิดเชื้อรา เปลือกของเมล็ดข้าวจะมีสีดำ ทำให้เมื่อเกี่ยวไปขายจะถูกกดราคาจากโรงสีที่รับซื้อ โดยในสัปดาห์นี้ราคารับซื้อข้าวปกติความชื้นไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ จะอยู่ที่ตันละ 6,500 บาท แต่ถ้าเป็นข้าวล้มจะมีความชื้นสูงกว่าก็จะถูกกดราคาลงมาอยู่ที่ 6,100-6,200 บาทต่อตันเท่านั้น แต่ชาวนาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของธรรมชาติฟ้าฝน แต่ก็อยากวอนขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยเหลือพยุงราคาข้าวให้เพิ่มขึ้นจากปัจจุบัน เพราะชาวนาแทบไม่เหลือกำไรในการทำนาแต่ละรอบ เพราะราคาข้าวที่ตกต่ำต่อเนื่อง
