น้ำท่วม
เมื่อเวลา 07.30 น.วันที่ 14 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงาน จากศูนย์ควบคุมระบบป้องกันน้ำท่วม สำนักการระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ตั้งแต่เวลา 23.00 น.ของวันที่ 13 ตุลาคม เกิดฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง ก่อตัวในพื้นที่ตอนล่างเขตบางขุนเทียน ทำให้เวลา 23.30 น.เกิดฝนปานกลาง ก่อตัวในพื้นที่เขตทวีวัฒนา ตลิ่งชัน บางพลัด ต่อมากลุ่มฝนในพื้นที่ได้ขยายตัวปกคลุมพื้นที่แนวน้ำและฝั่งธนบุรีทั้งหมดในลักษณะกลางถึงหนักเคลื่อนตัวทางทิศใต้และมีแนวโน้มคงที่ ประกอบกับกลุ่มฝนที่ปกคลุมบริเวณ จ.ฉะเชิงเทรา เคลื่อนตัวเข้าเขตหนองจอกในเวลา 00.30 น.กลุ่มฝนขยายตัวและรวมกับฝนในพื้นที่ เพิ่มกำลังเป็นฝนปานกลางถึงหนัก ปกคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งหมด และค่อยๆ เคลื่อนตัวทางทิศทิศใต้ตอนบนฝั่งธนบุรี จนกำลังฝนสลายตัวและหยุดตกในเวลา 06.00 น. จากเหตุการณ์ฝนตกวัดปริมาณน้ำฝนสูงสุดได้ที่จุดวัดสำนักงานเขตพระนคร อยู่ที่ 203 มิลลิเมตร (มม.) สถานีสูบน้ำคลองมอญ เขตบางกอกน้อย 195 มม. สถานีสูบน้ำภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ 188 มม. จุดวัดคลองสนามชัย เขตจอมทอง 178 มม.และบึงมักกะสัน เขตราชเทวี 177.5 มม.ตามลำดับ เนื่องจากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก กระทั่
วันที่ 11 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในเขต อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง พบว่ายังคงน่าเป็นห่วง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเนื่องจากน้ำมีปริมาณมาก เพิ่มระดับสูง และไหลแรง ชาวบ้านต้องใช้เรือเป็นพาหนะเข้าออกบ้านกันเป็นส่วนใหญ่ นอกจากประชาชนจะเดือดร้อนจากน้ำท่วมบ้านและถนนหนทางแล้ว เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมในกระชังก็เดือดร้อนไปด้วย ต้องจนปลาใส่ตะกร้าออกชั่งขายริมถนนโดยที่บริเวณริมถนนทางเข้าหมู่บ้านหมู่ 5 ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมต่างใช้เรือขนปลาทับทิมใส่ตะกร้ามาชั่งขาย โดยมีพ่อค้ารับขับรถมารับซื้อและชั่งขายกันริมถนน ซึ่งทั้งคนซื้อและคนขายต่างช่วยกันคนละไม้ละมือ จากการสอบถามเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาทับทิมรายหนึ่งเผยว่า ตนได้เลี้ยงปลาทับทิมไว้ในกระชังที่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา โดยตอนนี้กระแสน้ำที่ไหลแรงส่งผลต่อปลาทับทิม เนื่องจากกระแสน้ำได้พัดกระชังปลาทำให้มาสีโดนกับตัวปลา จึงต้องจับปลาขึ้นมาขาย แต่การซื้อขายก็ลำบาก เนื่องจากถนนทางเข้าหมู่บ้านถูกน้ำท่วมหมด พวกเกษตรกรพ่อค้าปลาจึงได้ช่วยกันพายเรือเข้าไปยังกระชังปลาและจับปลาใส่ตะกร้าวางมาบนเรือครั้งละ 2-3 ตะกร้า ก่อนที่
วันนี้ (10 ต.ค.) เวลา 08.30 น. นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนางณัฏฐินีภรณ์ จันทรโณทัย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ นายอำเภอเมืองนครราชสีมา ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์น้ำภายในลำเชียงไกร ซึ่งอยู่ติดกับหมู่บ้านลำเชิงไกร หมู่ 9 ต.โคกสูง อ.เมือง จ.นครราชสีมา ภายหลังจากที่ช่วง 4-5 วันที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ในพื้นที่หลายอำเภอของจังหวัดนครราชสีมา ส่งผลให้น้ำในลำเชียงไกรเพิ่มระดับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนล้นตลิ่งเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านลำเชิงไกรไปแล้วกว่า 30 หลังคาเรือน และพื้นที่นาข้าวถูกน้ำท่วมได้รับความเสียหายแล้วกว่า 500 ไร่ โดยคณะทั้งหมดได้นำถุงยังชีพไปมอบให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาน้ำท่วมในหมู่บ้านลำเชิงไกร หมู่ 9 จำนวน 200 ชุด เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในเบื้องต้น นายไสว ทิพเวศาตร์ อายุ 53 ปี ผู้ใหญ่บ้านลำเชิงไกร หมู่ 9 ต.โคกสูง อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า สำหรับหมู่บ้านลำเชิงไกรนี้ มีบ้านเรือนประชาชนอยู่กว่า 300 หลังคาเรือน มีราษฎรอาศัยอยู่กว่า 800 คน และเป็นที่ลุ่มอยู่ติด
วันที่ 9 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่ฝนตกหนักในภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างต่อเนื่อง ทำให้เขื่อนในจ.ชัยภูมิ ขอนแก่น และกาฬสินธุ์ รับน้ำมากเกินปริมาณ ต้องระบายน้ำจำนวนมหาศาลลงลำน้ำชีสู่จ.ร้อยเอ็ด ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันระลอกสองที่บ้านเปลือยตาลหมู่ 5 หมู่ 6 ต.ดงสิงห์ อ.จังหาร จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเกิดน้ำท่วมขังหมู่บ้านอยู่แล้วตั้งแต่ ก.ค.60 น้ำยังไม่ลด ทำให้บ้านเรือนราษฎร ถนนหนทาง และนาข้าวจมน้ำมากขึ้นเป็นสองเท่า ระดับน้ำสูง 1-2 เมตร นาข้าวเสียหายสิ้นเชิงและเน่าแล้ว 5,000 ไร่ ต้องอพยพราษฎร ยวดยานพาหนะและสัตว์เลี้ยงขึ้นที่สูง โดยตั้งศูนย์พักพิงอยู่ที่โรงเรียนบ้านเปลือยตาล ขณะนี้ระดับน้ำยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กว่า 1 เมตรแล้ว นางทองหล่อ ทักขินัย ผู้ใหญ่บ้านบ้านเปลือยตาล หมู่ 16 กล่าวว่า บ้านเปลือยตาล มี 2 หมู่บ้าน คือหมู่ 5 และหมู่ 16 หมู่ 5 นำโดยผู้ใหญ่ธนวัฒน์ อ่อนสาคร มี 101 ครัวเรือน ส่วนหมู่ 16 ตนเป็นผู้ใหญ่ มี 125 หลังคาเรือน ขณะนี้น้ำท่วมบ้านเรือนราษฏรขยายตัวไปกว่า 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว คาดว่าน้ำจะท่วมนานเพราะรอบแรก น้ำก็ยังไม่ลด และยังมาท่วมเพิ่มอีก คราวนี้เป็นระลอกสอง แต่ท่วมหนักกว่าร
เวลา 06.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวได้เข้าสำรวจพื้นที่ อ.เถิน ซึ่งเป็นพื้นที่อำเภอตอนใต้ของ จ.ลำปาง หลังเกิดฝนตกหนักมาตลอดคืนที่ผ่านมา จนทำให้เกิดน้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมฉับพลันขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งใน ต.แม่ปะ ต.แม่วะ และ ต.ล้อมแรด อ.เถิน จ.ลำปาง ที่เกิดน้ำป่าที่ไหลหลาก มาจากยอดเขาสูงได้ไหลบ่ามาตามลำห้วยก่อนที่จะทะลักท่วมบ้านเรือนราษฎรในพื้นที่ไปกว่า 400 หลังคาเรือน โดยสถานการณ์พื้นที่ล่าสุด ที่เกิดน้ำป่าหลากลงมา คือ บ้านแม่ปะดอย บ้านแม่ปะหลวง และบ้านแม่ปะแพะ ต.แม่ปะ อ.เถิน จ.ลำปาง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่ หมู่บ้านแม่ปะดอย ต.แม่ปะ อ.เถิน ถือว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยหนักล่าสุด เนื่องจากมีน้ำป่าหลากเชี่ยวลงมาจากยอดเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย โดยได้หลากมาตามลำห้วยแม่ปะ ก่อนที่จะไหลท่วมบ้านเรือนราษฎรกว่า 60 หลังคาเรือน ระดับน้ำท่วมสูงกว่า 1 เมตร ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก โดยระดับน้ำบางจุดมีความเชี่ยว เด็ก และผู้สูงอายุออกมาจากบ้านไม่ได้ต้องติดอยู่ในบ้าน ทำให้ญาติได้เดินลุยน้ำลึกเข้าไปดูแลอยู่ตลอดเวลา และนำอาหารเข้าไปส่งกับเด็ก และผู้สูงอายุที่ติดอยู่ในบ้าน โด
วันที่ 6 ตุลาคม 2560 หลังเกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรีและมีน้ำป่าไหลหลากจากตอนล่างของ จ.อุทัยธานี ได้ทะลักเข้าท่วมพื้นที่ ต.หนองมะค่าโมง อ.ด่านช้าง ล่าสุดได้ทะลักเข้าท่วมในพื้นที่ ต.หัวเขา และ ต.วังศรีราช อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ทำให้เกิดความเสียหายบ้านเรือนประชาชนได้รับผลกระทบ และน้ำยังไหลเชี่ยวซัดถนนทันที ประชาชนไม่สามารถสัญจรไปมาได้ และยังท่วมบ้านเรือนประชาชนอีกกว่า 300 หลังคาเรือน โดยขณะนี้ได้มีหน่วยงาน อบจ.สุพรรณบุรี นำโดยนายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายก อบจ.สุพรรณบุรี และปลัดวิทยา บุญยพัชรินทร์ ผู้ประสานงาน อบจ. ได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือ พูดคุยกับชาวบ้านถึงปัญหาที่ได้รับผลกระทบและความช่วยเหลือเบื้องต้น โดยล่าสุดได้นำกระสอบกว่า 50,000 ใบวางสกัดกั้นน้ำในพื้นที่ ต.กระเสียว อ.สามชุก และ ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช พร้อมกับได้นำเครื่องสูบน้ำอีกกว่า 6 เครื่องใหญ่ กระจายในหลายจุดตามอำเภอที่ได้ผลกระทบ เพื่อเข้าช่วยเหลือชาวบ้านอย่างเร่งด่วน ทั้งนี้ ที่หมู่บ้าน ต.วังศรีราช อ.เดิมบางนางบวช จำนวน 2 หมู่บ้าน และ ต.หัวเขา ต.หนองกระทุ่ม อ.เดิมบางนางบวช ต.กระเสียว อ.สามชุก น้ำป่ายังได้ท
น้ำท่วมอีสานกระทบหนัก ภาคเอกชนชี้มาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอียังไม่โดน ติดเงื่อนไขเยอะ หากยังไม่แก้ไขเศรษฐกิจจะเรื้อรังข้ามปี ภาคเกษตรอ่วม ร้อยเอ็ดนาข้าวเสียหายประมาณ 7.2 แสนไร่ มูลค่ากว่า 3 พันล้าน คาดทำราคาข้าวสูงขึ้นไม่เกิน 10% ด้านนครพนมประเมินความเสียหายภาคเกษตร-ปศุสัตว์-ประมงกว่า 4-5 พันล้าน เตรียมมอบข้าวเหนียวช่วยเกษตรกรประทังช่วงไม่มีรายได้ พร้อมหารือสนับสนุนพันธุ์พืชอื่นทดแทน ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กระทรวงมหาดไทย ระบุความเสียหายจากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2560 ทำให้เกิดน้ำไหลหลากในพื้นที่ 44 จังหวัด 302 อำเภอ 1,724 ตำบล 14,105 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 609,425 ครัวเรือน 1,898,322 คน ผู้เสียชีวิต 37 ราย บ้านเรือนเสียหาย 2,931 หลัง ถนน 2,401 สาย คอสะพาน 111 แห่ง สะพาน 207 แห่ง ฝายและทำนบ 8,753 แห่ง พื้นที่การเกษตรเสียหาย 1,960,000 ไร่ บ่อปลา 7,797.23 ไร่ ปศุสัตว์ 43,137 ตัว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายแล้ว 39 จังหวัด ยังคงมีสถานการณ์ 5 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ยโสธร อุบลราชธานี และพระนครศรีอยุธยา สินเชื่อไม่โดน-เงื่
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม หลังสถานการณ์ น้ำก่ำที่เอ่อล้นมานานนับเดือน ส่งผลให้น้ำท่วมบ้านเรือนของชาวบ้าน รวมพื้นที่การเกษตรเสียหาย หลังน้ำลดชาวบ้านในพื้นที่ได้รับผลกระทบนาข้าวเสียหาย ต่างเร่งปรับเตรียมพื้นที่ เพื่อลงทุนใหม่ทำการปักดำนารอบสอง เนื่องจากนาข้าว ที่เพิ่งปักดำได้ประมาณ 2 เดือน ถูกน้ำท่วม เน่าเสียหายหมด สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านต้องประสบปัญหาขาดทุนหนัก บางรายต้องยอมไปกู้ยืมเงินนอกระบบ มาลงทุนทำนารอบสอง เนื่องจากเกรงว่าจะไม่มีผลผลิตข้าวไว้กินในระยะยาว ยอมเสียดอกเบี้ยนอกระบบ ดีกว่าไปซื้อข้าวกิน ส่วนการช่วยเหลือเยียวยาจากภาครัฐ ไม่เพียงพอ เนื่องจากมีการพิจารณาจ่ายเพียงไร่ละ ประมาณ 1,100 บาท แต่ต้นทุนที่ปักดำไป ตกไร่ละไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท นอกจากนี้ในส่วนของการช่วยเหลือด้านสินเชื่อจากธนาคาร พบว่า มีขั้นตอนยุ่งยาก และให้วงเงินต่ำ ไม่เพียงพอใช้จ่าย ต้องรอขั้นตอนการตรวจสอบ พิจารณา หลายขั้นตอน ทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่ยอมกู้เงินนอกระบบ รวมถึงนำทรัพย์สินบางส่วนไปขายมาลงทุน เช่นเดียวกับชาวบ้าน ในพื้นที่ บ้านพิมานท่า และบ้านปากบัง ต.พิมาน อ.นาแก จ.นคพ
กยท. ลงพื้นที่เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคอีสาน ผสานหน่วยทหารพัฒนาการเคลื่อนที่ 26 สำนักงานพัฒนาภาค 2 กองบัญชาการกองทัพไทย และ อสมท. MCOT โมเดิร์นไนน์ ลุยน้ำท่วมช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสกลนคร เมื่อเร็วๆ นี้ ดร. ธีธัช สุขสะอาด ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย ได้มอบหมายให้ นายวัฒนา คงแก้ว ผอ.กยท. เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน พร้อมพนักงาน กยท. เจ้าหน้าที่ทหาร และเครือข่ายสถาบันเกษตรกร ชาวสวนยาง ร่วมกันแจกถุงยังชีพ เครื่องอุปโภคบริโภค น้ำดื่มสะอาด ยารักษาโรค อุปกรณ์รองเท้ากันน้ำจากยางพารา รวมถึงอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ผลิตจากยางพารา จากนโยบายการส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ยางพาราในประเทศ มอบให้แก่พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางในพื้นที่โรงเรียนช้างมิ่งพิทยานุกูล และหมู่บ้านโนนสวรรค์ ต.นาใน อ.พรรณานิคม จ.สกลนคร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากพายุโซนร้อนเซินกา ผู้ว่าการ กยท. กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดจากพายุที่พัดผ่านมาในบริเวณพื้นที่ภาคอีสาน และมีปริมาณน้ำฝนตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมขังสร้างความเสียหายต่อสวนยางพาราและชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรชาวสวนยาง
ดร.บุญร่วม คำจันทราช เกษตรจังหวัดนครพนม พร้อมด้วยหน.กลุ่มฝ่ายฯพร้อมจนท.ประชุมตามระบบส่งเสริมการเกษตรT&V System เพื่อรายงานผล-แผนการปฏิบัติราชการ และฟังการประชุมถ่ายทอดระบบVDO Conference การแก้ไขปัญหาน้ำท่วม 38 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบ โดยการเยียวยาและให้การช่วยเหลือในระยะยาวการผู้ที่ประสบภัย มีหน.กลุ่ม/ฝ่ายฯเข้าประชุม 20 คน และมอบเงินให้นายสุจินต์ มูลแอด และครอบครัว ซึ่งเป็นขรก.สนง.กษจ.สน.ที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตเทศบาลสกลนคร..โดยรับเงินบริจาคของเกษตรอำเภอ 18 อำเภอ และเกษตรจังหวัด หน.กลุ่ม ฝ่ายไปในส่วนแรกก่อน..โดยทำพิธีมอบที่ห้องประชุมสนง.กษจ.สกลนคร
