ปลาหมอคางดำ
ที่อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม พื้นที่กว่าร้อยไร่ของ สุเชษฐ บุญลือ กลายเป็นบทเรียนชั้นดีให้เกษตรกรไทยรุ่นใหม่ เรื่องราวของเขาเริ่มต้นจากความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อปลาหมอคางดำสัตว์ต่างถิ่นที่ไม่พึงประสงค์เข้ามาเยือนบ่อกุ้งของเขา “เลี้ยงกุ้งมามากกว่า 30 ปี พื้นที่เกือบร้อยไร่ เคยเจอช่วงที่ปลาหมอคางดำทำให้เสียหายหนัก ตอนแรกก็ท้อใจเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นสู้” สุเชษฐเล่าด้วยน้ำเสียงมั่นใจและเลือกมุมมองใหม่ โดยเริ่มศึกษาและสังเกตพฤติกรรมของปลาหมอคางดำอย่างละเอียด เพื่อหาวิธีให้กุ้งและปลาต่างถิ่นอยู่ร่วมกันได้ วิธีการของเขาไม่ซับซ้อน แต่ต้องใช้ความอดทนและความเข้าใจธรรมชาติของสัตว์แต่ละชนิด ขั้นแรกคือการโรยกากชาลงในบ่อเพื่อกำจัดปลาหมอคางดำบางส่วน จากนั้นสูบน้ำออกจนแห้งและจับปลาที่เหลือออกให้หมด ตอนนี้อาจจะเหลือไข่ปลาหมอคางดำบ้างบางส่วนที่แฝงอยู่ในบ่อ ขั้นตอนสำคัญต่อมาคือการเติมน้ำเข้าบ่อให้เต็ม แล้วรีบปล่อยลูกกุ้งลงไปทันที เพราะลูกกุ้งจะเติบโตเร็วกว่าที่ไข่ปลาหมอคางดำจะฟักเป็นตัว เมื่อกุ้งโตพอปลาหมอคางดำที่ฟักขึ้นมาก็ไม่สามารถกินกุ้งได้ วิธีการนี้ทำให้อัตราการรอดชีวิตของกุ้งสูง
จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยสำนักงานประมงจังหวัด ร่วมกับอำเภอบางปะกง องค์การบริหารส่วนตำบลสองคลอง ชุมชนในพื้นที่ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการจัดการ “ปลาหมอคางดำ” อย่างจริงจัง ภายใต้โมเดล “กิน คุม ฟื้น” ผ่านกิจกรรมปล่อยลูกปลากะพงขาวขนาด 4–5 นิ้ว จำนวนกว่า 10,000 ตัว ลงในแม่น้ำบริเวณท่าน้ำวัดไตรสรณาคม ใช้ “ปลานักล่า” เป็นกลไกทางธรรมชาติในการควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นที่แพร่พันธุ์รวดเร็ว นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า โมเดล “กิน คุม ฟื้น” เป็นแนวทางที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถแก้ปัญหาได้จริงและสร้างคุณค่าได้ โดยไม่เพียงช่วยลดประชากรปลาหมอคางดำในพื้นที่ 4 อำเภอ แต่ยังส่งผลเชิงบวกต่อการฟื้นฟูสมดุลระบบนิเวศ ขณะเดียวกันยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนและสร้างรายได้ให้กับประชาชนผ่านการจับปลาขึ้นมาบริโภคและจำหน่าย การปล่อยปลานักล่า เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเชิงรุกที่ดำเนินควบคู่กับกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” ด้วยการระดมพลังชุมชนร่วมจับปลาหมอคางดำในคลองสายต่างๆ อย่างเป็นระบบ ผลลัพธ์ที่ได้เริ่มเห็นชัดเจน ลูกปลาหมอคางดำตัวเล็กลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง ขณะเ
อัปสร พรสวรรค์ นักวิชาการอิสระ วีดีโอ คลิป ที่โพสต์ในโซเชียลมีเดียช่องทาง Tiktok และเฟสบุ๊ค (Facebook) นำเสนอการตกปลาหมอบัตเตอร์ (Heterotilapia buttikoferi) ขนาดใหญ่น้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม ในหลายเขื่อน และฟาร์มเลี้ยงปลานิลประกาศแจกฟรีปลาซัคเกอร์ (Hypostomus Plecostomus) จำนวนมาก ที่สำคัญยังพบปลาทั้งสองชนิดนี้คือสวนสาธารณะในจังหวัดนนทบุรี ทำให้คิดว่าสังคมไทยควรใช้วิจารณาญาณในการเสพสื่อและย้อนตรวจสอบความจริง ก่อนหน้านี้ มีการพบปลาทั้งสองชนิดนี้แพร่ระบาดในแหล่งน้ำไทย เช่น พบปลาหมอบัตเตอร์ ในเขื่อนสิริกิต์ จังหวัดอุตรดิตถ์, เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ์ จังหวัดกาญจนบุรี และอีกหลายเขื่อนในประเทศไทยก็พบปลาชนิดนี้ได้ ขณะที่ปลาซัคเกอร์จับได้จากแม่น้ำเจ้าพระยา บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (ปลานิล) และสวนสาธารณะหลายแห่งในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะปลาหมอบัตเตอร์เป็นปลาเอเลี่ยนสปีชีส์ที่ประเทศไทยห้ามนำเข้าและห้ามเพาะเลี้ยงเด็ดขาด นี่เป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่ามีการลักลอบนำเข้าสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมายมาต่อเนื่องยาวนานมากกว่าสิบปี แต่ยังไม่เคยมีผู้กระทำผิดถูกนำตัวมารับโทษ ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนชัดเจนว่า การป
การจัดการควบคุมปลาหมอคางดำในจังหวัดเพชรบุรี เป็น “วาระร่วมของชุมชน” ที่ทุกฝ่ายร่วมแรงขับเคลื่อน ภายใต้กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ-จบ” ช่วยลดและกำจัดประชากรปลาหมอคางดำใน 21 สายคลองทั่วจังหวัด พร้อมทั้งสร้างคุณค่าใหม่ เพิ่มรายได้ให้กับท้องถิ่น นายประจวบ เจี้ยงยี่ ประมงจังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า สำนักงานประมงจังหวัดได้เดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการแก้ไขปัญหาปลาต่างถิ่นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงพื้นที่จับปลาหมอคางดำออกจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ร่วมกับชุมชนและหน่วยงานพันธมิตร เพื่อให้เกิดการจัดการที่รวดเร็ว เป็นระบบ และยั่งยืน พร้อมทั้งส่งเสริมการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น ปลาร้า ปลาแดดเดียว น้ำปลา เพื่อให้กลายเป็นสินค้าที่สามารถสร้างรายได้ให้กับท้องถิ่น กลยุทธ์ “เจอ–แจ้ง–จับ-จบ” ถูกยกเป็นหัวใจของการทำงาน เมื่อชาวบ้าน “เจอ” ปลาในแหล่งน้ำ สามารถ “แจ้ง” ให้เจ้าหน้าที่เข้ามาบันทึกและวางแผน จากนั้นร่วมแรงกัน “จับ” ควบคุมปริมาณและนำไปใช้ประโยชน์ ช่วยตัดวงจรหรือ “จบ” ปัญหาปลาหมอคางดำอย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุด หน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน อาทิ เทศบาลเมืองชะอำ เรือนจำกลางเพชรบุรี สำนักงานจัดการน้ำเสียสาขา
ช่วงที่ผ่านมา “ปลาหมอคางดำ” ถูกพูดถึงในฐานะปลาต่างถิ่นที่รุกรานแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย สร้างความกังวลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ความจริงที่สังคมไทยควรรับรู้ด้วยการมองกลับด้านว่า ปลาหมอคางดำ คือ “โอกาส” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นประโยชน์ได้อย่างรอบด้าน ทั้งด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชุมชน กรมประมง ได้ออกมายืนยันอย่างชัดเจนว่า ปลาหมอคางดำสามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย โดยมีองค์ประกอบทางโภชนาการใกล้เคียงกับปลาน้ำจืดทั่วไป เช่น ปลานิลหรือปลาช่อน เนื้อปลามีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และยังมีโอเมก้า 3 ที่จำเป็นต่อร่างกาย และยังจัดแสดงเมนูอาหารจากปลาหมอคางดำมากกว่า 10 เมนู เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนสามารถนำไปปรุงอาหารได้ทันที นักวิชาการด้านอาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถาบันวิจัยอาหารต่างยืนยันว่า ปลาหมอคางดำมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายชนิด เช่น เนื้อปลาฟู น้ำพริกปลากรอบ หรือปลาร้าหมัก ซึ่งสามารถเก็บรักษาได้นานและผลิตได้ง่ายในระดับครัวเรือน ที่สำคัญ คือ ในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ประชาชนสามารถจับปลาหมอคางดำได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อ เป็น “แหล่งโปรตีนฟรี”
จังหวัดสมุทรสงคราม เมืองเล็กๆ ริมแม่กลองที่ผู้คนรู้จักกันดีในฐานะ “แหล่งน้ำปลาชั้นเลิศ” ของไทย น้ำปลาที่นี่ส่วนใหญ่ใช้ปลากะตักหรือปลาไส้ตันเป็นวัตถุดิบหลัก ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์สำคัญของครัวเรือนไทย แนวคิดใหม่จึงถือกำเนิดขึ้นจากความตั้งใจของตำรวจในพื้นที่ที่ต้องการสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคม และร่วมดูแลระบบนิเวศ พันตำรวจเอก สมชาย ขอค้า ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองสมุทรสงคราม มองเห็นการแพร่ระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ไม่ใช่ปัญหา ด้วยปลาชนิดนี้มีประโยชน์ บริโภคได้ จึงพลิกให้เป็น “โอกาส” โดยนำปลาชนิดนี้มาหมักเป็นน้ำปลา เครื่องปรุงรส คู่ครัวไทย ช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน ด้วยความร่วมมือจากประมงจังหวัดสมุทรสงครามและบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ที่มาถ่ายทอดความรู้และทักษะวิธีการหมักน้ำปลาให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจและแม่บ้านตำรวจ โดยใช้ปลาหมอคางดำเป็นวัตถุดิบ ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับมาตรฐานการผลิตที่ถูกหลักสุขอนามัย ใช้ปลาหมอคางดำหมักกับเกลือสมุทรคุณภาพในท้องถิ่น ด้วยอัตราส่วน 4 ต่อ 1 บรรจุในโอ่งดินเผา หมักไว้ราว 12 เดือน ก่อนจะได้น้ำปลาสีน้ำตาลใส
ฉะเชิงเทราโชว์โมเดล “กิน–คุม–ฟื้น” จัดการปลาหมอคางดำอย่างได้ผล ด้วยพลังความร่วมมือของคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ช่วยจับปลาหมอคางดำขึ้นมาบริโภคหรือจำหน่ายทุกวัน พร้อมปล่อยปลานักล่าเพื่อควบคุมประชากรปลาไม่ให้เกินสมดุลธรรมชาติ ลูกปลาหมอคางดำในพื้นที่เหลือน้อย ผลสำรวจล่าสุดชี้ชัดแหล่งน้ำฉะเชิงเทรามีความหลากหลายของพันธุ์สัตว์น้ำในระดับที่ดี นายคนึง คมขำ ประมงจังหวัดฉะเชิงเทรา กล่าวว่า ความสำเร็จนี้เกิดจาก 2 ปัจจัย ได้แก่ การมีส่วนร่วมของชุมชนที่ช่วยกันจับปลาหมอคางดำขึ้นมาบริโภคในครัวเรือนทุกวัน มีส่วนช่วยจำนวนปลาตัวเต็มวัยลดลง ปัจจัยที่สอง คือ การปล่อยปลานักล่าเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ ทั้งปลากะพงขาว และปลาอีกง ส่งผลให้แหล่งน้ำหลายแห่งมีจำนวนลูกปลาหมอคางดำลดลงอย่างชัดเจน ทั้งสองแนวทางช่วยควบคุมประชากรปลาต่างถิ่นได้ผล อยู่ในปริมาณที่สามารถควบคุมได้ ฉะเชิงเทราได้พัฒนาโมเดล “กิน–คุม–ฟื้น” เป็นต้นแบบการจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นอย่างยั่งยืน ด้วยพลังความร่วมมือจากคนในชุมชน หน่วยงานรัฐ และภาคเอกชน เป้าหมายไม่ใช่เพียงการกำจัด แต่คือการ “อยู่ร่วม” ภายใต้ความสมดุลของระบบนิเวศ การผนึกกำลังของทุกภาค
สำนักงานประมงจังหวัดระยอง เดินหน้ายกระดับการจัดการปัญหา “ปลาหมอคางดำ” ในแหล่งน้ำธรรมชาติ ด้วยกลยุทธ์ “จับขึ้นมาใช้ประโยชน์” มุ่งสร้างแรงจูงใจให้ชาวประมงและเกษตรกรร่วมมือกันควบคุมปริมาณปลาชนิดนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมผนึกกำลังทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน จัดกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” และปล่อยปลากะพงขาวซึ่งทำหน้าที่เป็นปลานักล่า ช่วยสร้างสมดุลให้ระบบนิเวศทางน้ำของจังหวัด นายประพล อิสโร ประมงจังหวัดระยอง เปิดเผยว่า ขณะนี้ระดับความหนาแน่นของปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติของจังหวัดยังอยู่ในระดับปานกลาง โดยยังต้องดำเนินมาตรการควบคุมอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว ประมงจังหวัดระยองเดินหน้ามาตรการควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำอย่างจริงจัง สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชุมชนด้วยแนวทางที่ลดการพึ่งพาเพียงกิจกรรมของรัฐ เน้นสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน สร้างแรงจูงใจประชาชนโดยเฉพาะชาวประมงและเกษตรกรต้องการจับปลาเหล่านี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์อย่างต่อเนื่อง อาทิ แปรรูปเป็นอาหาร สร้างผลิตภัณฑ์ในชุมชน หรือใช้เป็นปลาเหยื่อทดแทนการซื้อปลาเหยื่อทะเล ซึ่งเป็นการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ไปใน
ประมงสมุทรสาคร จับมือร่วมกับสำนักงานพัฒนาที่ดิน และซีพีเอฟ เปิดตัว น้ำหมักชีวภาพสูตรปลาหมอคางดำ ตั้งเป้าช่วยลดจำนวนปลาหมอคางดำเดือนละ 6,000 กิโลกรัม พร้อมแบ่งปันสูตรให้วิสาหกิจชุมชน ต่อยอดเป็นสินค้าสร้างรายได้ แบรนด์ Waste, Not Wasted ของเสียที่ไม่เสียของ ช่วยเกษตรกรประหยัดค่าปุ๋ยได้ถึงหมื่นบาทต่อไร่ เกษตรกรย้ำน้ำหมักชีวภาพช่วยให้ฝรั่งมีผลโตขึ้น และยังมีรสหวาน บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ สนับสนุนประมงจังหวัดสมุทรสาครในการนำปลาหมอคางดำมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บูรณาการกับ สถานีพัฒนาที่ดินสมุทรสาคร และศูนย์การเรียนรู้ของเสียที่ไม่เสียของ ต่อยอดนำปลาหมอคางดำที่จับได้จากกิจกรรม “ลงแขกลงคลอง” มาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพสูตรปลาหมอคางดำ ที่พัฒนาโดยสำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัด และซีพีเอฟสนับสนุนถังพลาสติกขนาดใหญ่สำหรับหมักปลาได้ 300 กิโลกรัมต่อถัง เผดิม รอดอินทร์ ประมงสมุทรสาคร กล่าวว่า โครงการน้ำหมักชีวภาพใช้เวลา 1 เดือน จะช่วยให้สมุทรสาครจับปลาหมอคางดำออกจากระบบได้ทุกเดือน เดือนละ 6,000 กิโลกรัมหรือปีละ 72,000 กิโลกรัม เพิ่มมูลค่าเป็นของดีมาแบ่งปันให
กรมประมง เดินหน้าบูรณาการทุกภาคส่วนภาครัฐ เอกชน ชุมชน ดำเนินการมาตรการกำจัดปลาหมอคางดำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการนำมาใช้ประโยชน์ แปรรูปเป็น “น้ำปลา” ที่ประมงสมุทรปราการ จับมือกับ เรือนจำกลางสมุทรปราการ และ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกัน หมักน้ำปลา ใช้ชื่อ “หับเผยสมุทรปราการ” เป็นเครื่องปรุงรสที่ทุกบ้านต้องมี พร้อมถ่ายทอดเป็นทักษะอาชีพให้กับผู้ต้องขัง เป็นแนวทางกำจัดปลาอย่างสร้างสรรค์ ฟื้นฟูระบบนิเวศ ช่วยชุมชน และสร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต สมพร เกื้อสกุล ประมงจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า ปลาหมอคางดำเป็นปลาที่บริโภคได้ สามารถแปรรูปได้หลากหลายเมนู การนำมาหมักเป็นน้ำปลาเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับปลาหมอคางดำ และช่วยกระตุ้นการบริโภคได้ทั่วประเทศ นอกจากนี้ “น้ำปลา” เป็นของที่อยู่ทุกครัวเรือน สามารถขยายผล สร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนได้ เป็นแนวทางการกำจัดปริมาณปลาหมอคางดำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งชุมชนและระบบนิเวศ สถานการณ์การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่สมุทรปราการลดลง จากการประเมินโดยหน่วยงานหลักของกรมประมงในปัจจุบันปลาหมอคางดำที่แพร่
