ผักพื้นบ้าน
เห็ดตับเต่า ได้พึ่งพาต้นโสนเป็นพืชอาศัยเพื่อทำให้เชื้อเห็ดเดินและเจริญเติบโตได้ดี เห็ดตับเต่าเป็นอาหารโปรตีนชั้นยอดที่มีผู้นิยมบริโภคกันอย่างแพร่หลายในทุกภูมิภาคของไทย ปัจจุบันความก้าวหน้าทางด้านการศึกษาวิจัยเห็ดและผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงมีผู้สนใจได้นำผลงานมาต่อยอดด้วยการเพาะเห็ดตับเต่าขายในเชิงการค้า เห็ดตับเต่าเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญที่จะผลิตสร้างรายได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตในแบบวิถีพอเพียง มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่อง เห็ดตับเต่า…พืชเศรษฐกิจในดงโสน ผลิตเพื่อการค้าด้วยวิถีพอเพียง มาบอกเล่าสู่กัน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในช่วงฤดูฝนมักจะมีเห็ดตับเต่าและเห็ดอีกหลายชนิดเจริญเติบโตในป่าธรรมชาติ และเห็ดตับเต่าเป็นชนิดหนึ่งที่มีผู้นิยมบริโภคกันแพร่หลายในทั่วทุกภูมิภาคของไทย โดยเฉพาะหมู่คนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เห็ดตับเต่ามีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ บำรุงตับ บำรุงปอด บำรุงกำลัง หรือดับพิษร้อนภายในร่างกาย นอกจากนี้ ยังช่วยบำบัดอาการปวดข้อ ปวดเส้นเอ็น หรือปวดหลัง เห็ดตับเต่า มีชื่อเรียกต่างกัน ภาคเหนือ เรียกว่า เห็ดห้า เนื่องจากพบอยู่ใต้ต้นหว้า ภาคตะวันออกเฉียงเห
เมื่อก่อน บ้านเราเป็นเมืองธรรมชาติ ที่ชาวบ้านคลุกคลีใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร พืชพรรณไม้ป่า ผักหญ้าริมทางเดิน ปลูกถั่วงาธัญญาหารเลี้ยงชีพ โรคภัยไข้เจ็บ เกิดจากธรรมชาติ บำบัดรักษาด้วยธรรมชาติ แบบภูมิปัญญาพื้นบ้าน พืชเกือบทุกชนิดเป็นยารักษาโรค เรียกกันว่า “สมุนไพร” วันนี้ บ้านเราเมืองเรา เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย หลายสิ่งที่เคยมีได้สูญหายไป แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ยังคงอยู่ คงเป็นเพราะยังคงไว้ซึ่งคุณภาพและเป็นของดี ที่ยังฝังใจคนบ้านเราอยู่มิคลาย เช่น พืชเก่าแก่พื้นบ้านย่านชนบท พืชผักพื้นเมือง สมุนไพร อย่างเช่นผักชื่อนี้ “ผักฮ้วนหมู” “ผักฮ้วนหมู” เป็นชื่อเรียกของคนทางภาคเหนือ “ฮ้วน” หมายถึง ขดลำไส้ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dregea Volubilis stapf วงศ์ ASCLEPIADACEAE พบในป่าดงดิบ ป่าโปร่ง ชายป่า ป่าละเมาะ และสวนหลังบ้าน มีพบกระจายพันธุ์ในต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีนตอนใต้ ไต้หวัน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และหลายประเทศในแถบอินโดจีน ขยายพันธุ์โดยการตัดชำกิ่งเถา ชอบพื้นที่ชื้น ขึ้นได้กับดินทุกชนิดที่ระบายน้ำดี ทนแล้งได้ดี อายุยืนหลายปี มีชื่อเรียกตามภูมิภาคต่างๆ ของบ้านเรา ภาคเหนือ เรี
ผักชี ผักที่มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว เป็นที่นิยมในการนำมาใช้ปรุงและประกอบอาหาร เพื่อทำให้อาหารมีกลิ่นหอมน่ากินมากยิ่งขึ้น และด้วยสีเขียวสดของผักชีอีกทั้งรูปร่างของใบที่สวยงาม รวมถึงมีความเป็นเอกลักษณ์ เราจึงคุ้นชินกับการจัดแต่งจานอาหารให้สวยงามด้วยผักชี นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “ผักชีโรยหน้า” นั่นเอง (ทำอะไรให้ดูดีแค่ภายนอก หรือการทำความดีอย่างผิวเผิน เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง) ทำให้ผักชีถูกนำมาใช้กับความหมายในเชิงลบ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผักชีนั้นมีคุณความดีอีกมากมาย แล้วเรารู้จักผักชีไทยแค่ไหน ผักชี เป็นพืชสมุนไพร มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า ผักชีไทย มีชื่อพื้นบ้านเรียกหลายชนิดแตกต่างกันไปตามพื้นที่ปลูก เช่น ภาคเหนือเรียก หอมป้อม ผักป้อม ภาคอีสานเรียก หอมป้อม ผักหอมน้อย ผักหอม ผักชีหอม ส่วนภาคกลาง และภาคใต้เรียก ผักชี ผักชี เป็นผักที่ปลูกง่าย และไม่ค่อยพบโรคหรือแมลงศัตรูพืชมากนัก เนื่องจากมีกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยไล่แมลงได้ในตัว ผักชี เป็นผักประวัติศาสตร์ มีถิ่นกำเนิดอยู่ในแถบเมดิเตอร์เรเนียน พบในหลุมฝังศพของชาวอียิปต์ กรีกและโรมัน ที่เขาใช้เพื่อแต่งกลิ่นเหล้า ไวน์ และใช้เป็นยาด้วย ซึ่งชาว
หลายคนที่เคยพบผักเสี้ยว แล้วสับสนงุนงงว่ามันเป็นผักอะไร ผักอะไร กินได้หรือ เห็นชาวบ้านเอามาวางขายในตลาดสดท้องถิ่น จับดูใบอ่อนที่วางขายแล้วสากๆ มือ แต่สีเขียวอ่อนสดใสน่ากิน เขาเด็ดมาเป็นยอดเล็กๆ มีใบยอดละ 3-4 ใบ รูปทรงใบสวยเหมือนปีกผีเสื้อ โคนใบและปลายเว้าลึกมองเห็นลวดลายเส้นใบชัดเจน ยิ่งตอนรับแสงสว่างจะแลดูอ่อนช้อย โปร่งสว่าง น่าเชยชม และก็จะสับสนเมื่อเห็นยอดอ่อนของต้นไม้อีกอย่างคือ ชงโค ใบยอดเพิ่งแตกยอดใหม่ เหมือนกันมาก เพียงแต่ชงโคจะใบใหญ่หนาแข็ง นำมาปลูกเป็นต้นไม้ประดับเอาร่มเงาในสวนหย่อมขนาดใหญ่ใกล้สระน้ำเป็นพืชชนิดเดียวกัน ผักเสี้ยว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bauhinia Purpurea Linn. อยู่ในวงศ์ LEGUMINOSAE มีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น เสี้ยวดอกแดง เสี้ยวหวาน เป็นต้น ลักษณะของผักเสี้ยวหรือเสี้ยวดอกแดง เดิมทีรู้ว่าเป็นไม้ต่างประเทศ นำเข้ามาปลูกเป็นไม้ประดับ มีลำต้นชูกิ่งขึ้นสูงหลายเมตรแต่ถ้าตัดแต่งให้เป็นพุ่มเอาไว้เด็ดยอดอ่อนสูงประมาณ 1 เมตรเศษๆ กำลังเป็นพุ่มพอเหมาะ แต่ถ้าปล่อยให้ต้นสูงจะเด็ดยอดอ่อนกินลำบากหน่อย ใบสีเขียวเข้มแต่ใบอ่อนยอดอ่อนจะมีสีเขียวอ่อนสว่าง โคนใบ ปลายเว้าเข้าหากัน ใบกว้างปร
คนตะวันออกเชื่อว่าการรับประทานอาหารอย่างสอดคล้องกับฤดูกาลเป็นผลดีต่อสุขภาพ ทำให้สุขภาพสมดุลและปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ สำหรับในสังคมไทย ทัศนะการแพทย์แผนไทย แผนดั้งเดิมเชื่อว่า ร่างกายของมนุษย์ประกอบไปด้วยธาตุ 4 (มหาภูติรูป 4) ประกอบด้วย ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุแต่ละอย่างมีลักษณะและธรรมชาติที่แตกต่างกัน และธาตุทั้ง 4 ยังเป็นแหล่งกำเนิดของโรค โรคจะบังเกิดกับธาตุใดธาตุหนึ่งจะต้องมีธรรมชาติภายนอกมากระทบหรือมูลเหตุอื่นๆ เช่น อาหาร อิริยาบถ อารมณ์ ฯลฯ ทำให้เสียสมดุล จึงเกิดโรคธรรมชาติภายนอกที่สำคัญคือ ธรรมชาติของความร้อน ความเย็น ความหนาว เมื่อธรรมชาติภายนอก มากระทบธาตุ 4 ภายใน หากร่างกายต้านทานไม่ไหวจะทำให้เจ็บป่วยได้หรือธรรมชาติภายนอกเปลี่ยนแปลงรวดเร็วหรือรุนแรงมากไป จนธรรมชาติภายในเปลี่ยนแปลงไม่ทัน ก็จะเจ็บป่วยได้ เมื่อเข้าใจกฎเกณฑ์ดังนี้ เราควรปฏิบัติตนให้สอดคล้องกับธรรมชาติ จะทำให้หลีกเลี่ยงหรือบรรเทาอาการเจ็บป่วย การเลือกรับประทานอาหารหรือผักพื้นบ้าน ควรคำนึงถึงกฎเกณฑ์ดังกล่าว การรับประทานผักพื้นบ้านควรพิจารณาให้สอดคล้องกับฤดูกาลใน 3 ฤดูกาล ฤดูร้อน (เดือนกุมภาพันธ์-พฤษภาคม) ในฤด
เราทราบกันดีว่า ทั่วทุกภาคของประเทศไทย มีทรัพยากรที่เป็นสมบัติของผืนถิ่น ในกลุ่มประเภทอาหาร นอกจากข้าวแล้ว เห็นจะมีก็แต่พืชผักที่เป็นของดี หาได้ในทุกพื้นที่ และผักต่างๆ ยังจำแนกได้เป็นหลายร้อยชนิด มีทั้งล้มลุก ยืนต้น ใต้ดิน บนดิน กินราก ต้น หัว ดอก ใบ ผล และเถาเลื้อย เช่นผักชนิดนี้ ที่พบเห็นได้มากในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยเรา มีหลายชื่อเรียก แต่ที่รู้จักกันแพร่หลาย รู้จักกันมานาน และนิยมใช้เป็นผักประกอบอาหาร เราเรียกเขาว่า “ผักเชียงดา” มีผู้รู้มากมายหลายท่านได้เผยแพร่สรรพคุณกันมามากแล้ว ที่ขอเอามาเล่าถึงตอนนี้ เพราะเกรงว่าจะถูกนำไปเป็นลิขสิทธิ์ของคนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาได้ “ผักเชียงดา” มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ผักเจียงดา ผักเซ่งดา ผักม้วนไก่ ผักเซ็ง ผักฮ้วนไก่ ผักอีฮ้วน ผักจันปา หรือ เชียงดา เจียงดา จินดา ก็เรียกกันแต่ละพื้นถิ่น มีชนิดหนึ่งเรียก “ผักวุ้น” หรือ “ผักว้น” ต่างกันที่ลวดลายบนใบ คุณสมบัติอื่นๆ เหมือนกัน ซึ่งผักเชียงดานี้ เป็นไม้เถาเลื้อยยาว พาดพันขึ้นต้นไม้ กิ่งไม้ หรือค้าง เถามีสีเขียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.5-5 เซนติเมตร ยาว 5-10 เมตร ทุกส่วนของต้นเมื่อทำให้เกิดแผล จะพบ
ไม่ได้ล้อเล่นนะ ที่จะเอ่ยว่า มีน้อยคนนักที่จะรู้จักผักชนิดนี้ หรืออาจจะเคยพบเห็นแต่ไม่รู้จัก หรือรู้จักแต่ไม่เคยกิน เคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมมันถึงเหมือนพืชพวกลูกผสม หรือไม่ก็พวกที่ได้รับการดัดแปลงพันธุกรรม และบางทีดูเหมือนเป็นพืชโบราณ ส่งต่อภาพสัญลักษณ์ของการดิ้นรน ไขว่คว้า หาจุดหมายปลายทาง และมองเห็นเป็นศิลปะการดำเนินเดินเส้นสายลายศิลป์ที่งดงาม พบเห็นสีสันเด่นชัด สว่างข้างรั้วบ้าน ทางภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคอื่นๆ ก็มี บางทีเราอาจจะไม่รู้ถ่องแท้ชัดเจนนัก ว่ามันมีที่ไหน ประเทศไหน ขอบมุมโลกที่ใดมั่ง “ผักฮาก” ชื่อนี้ตีความได้หลายทาง เป็นคำเรียกของคนภาคเหนือ “ฮาก” หมายถึง รากพืช หรืออาจจะแปลว่า อาเจียน หรืออาจจะเพี้ยนมาจากคำเรียกของคนภาคอีสาน ว่า “ผักขี้นาค” ทางภาคกลาง เรียก “ผักรด” กะเหรี่ยงเมืองกาญจนบุรี เรียก “ออซะนาดุ” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Erythropalum scandens Blume วงศ์ OLACACEAE เป็นไม้ประเภทเถาเลื้อย เกี่ยวเกาะขึ้นตามต้นไม้ กิ่งไม้ รั้ว ค้าง มีมือเกาะที่ยาว แข็งแรง ออกตามซอกก้านใบ ใบเป็นประเภทใบเดี่ยว คล้ายใบพลู หรือรูปใบหอก ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบเกลี้ยงไม่มีขน เห็นเส้นใบชัด
คุณโสภา สุขแสนโชติ หรือ พี่ต้อย ของน้องๆ ลาออกจากราชการ หันมาประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำหลายอย่าง และหนึ่งในนั้นคือ ผักเชียงดา พี่ต้อยจบการศึกษาทางด้านการเกษตรจากเกษตรน่าน รุ่นที่ 36 ก็เข้ารับราชการจนเมื่อ ปี 2556 ก็ตัดสินใจอำลาชีวิตราชการ มาทำการเกษตรร่วมกับครอบครัวทั้งสามีและลูกชาย โดยพี่ต้อยช่วยงานทุกคนมาตลอด จนกระทั่งเริ่มผลิตผักเชียงดาอย่างจริงจัง พี่ต้อย ชอบกินแกงผักเชียงดามาตั้งแต่เล็กๆ ถูกปลูกฝังให้กินผักพื้นบ้านทุกชนิด ที่บ้านเกิดบ้านป่าซาง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย คุณพ่อ คุณแม่ ได้ปลูกไว้ 4-5 ต้น ตอนเด็กๆ คุณแม่ใช้ให้ไปเก็บผักเชียงดามาประกอบอาหารอยู่เป็นประจำ เช่น แกงใส่ปลาแห้ง ใส่แกงแค เอามาผัดไข่ ลวกกินกับน้ำพริก และตำมะม่วง ทุกคนในครอบครัวจะชื่นชอบมากๆ ผักเชียงดายิ่งเด็ดยอดก็จะยิ่งแตกยอดอย่างรวดเร็ว ญาติๆ และเพื่อนบ้านต่างก็มาเด็ดยอดไปประกอบอาหาร ที่บ้านจะไม่หวงเผื่อแผ่กันไป เพราะบางบ้านเขาก็ไม่มีที่ดินกว้างพอจะปลูกผักกินได้ ที่บ้านสวนไร่แสนสุข มีต้นผักเชียงดาอยู่ต้นเดียวเพียงพอที่จะเด็ดยอดมาแกงสำหรับคนในครอบครัว 4 คน ต่อมาได้ตัดเถามาชำไว้ในโรงเรือนเพาะชำ 50 กิ่ง วันหนึ่งแม
หลายครั้งที่ได้เดินตลาดสด แม้แต่บนห้างสรรพสินค้าบางแห่ง ที่มุมอาหาร ผัก ผลไม้ ไม่คาดคิดเลยว่าจะเจอผักพื้นบ้านชนิดหนึ่ง เขาเล่าว่า แม้แต่ตลาดต่างประเทศ ยุโรป อเมริกา ก็มีวางขาย ขายให้ใคร? จึงเป็นคำถามที่ตามมา เขาว่าคนที่เสาะหาซื้อไปคือ คนไทย คนลาว คนเขมร คนเวียดนาม รวมถึงคนอินเดีย คนจีน ที่เขาไปอาศัยอยู่ หรือไปทำงานทำการอยู่แถบโน้น ซื้อไปทำอาหาร ไปรับประทาน ตามความนิยมที่ผูกกับตัว และเชื้อชาติดั้งเดิม เขาเรียกกันว่า “ผักแขยง” อ่านว่า ผัก-ขะ-แยง คงมีหลายท่านที่รู้จัก อาจจะรู้จักอย่างมาก ด้วยว่าเคยเก็บ เคยกิน เคยใช้ประโยชน์ เป็นยาบำรุงรักษาร่างกายมาเนิ่นนาน ผ่านการสัมผัสมาชั่วชีวิต ผักแขยง เป็นพืชในวงศ์ SCROPHULARIACEAE ชื่อวิทยาศาสตร์ Limnophila geoffrayi Bonati มีชื่อเรียกอื่นหลายชื่อ เช่น ภาคเหนือ เรียก ผักพา อีสาน เรียก มะออม แขยง กะแยง คะแยง บางที่เรียก ผักลืมผัว ผักอีผวยผาย เขมร เรียก มะออม มีชื่อภาษาจีน ว่า จุ้ยหู่โย่ง หรือ สุ่ยฝูโหยง แสดงว่าคนจีนก็รู้จักมักคุ้นกันดี เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ต้นยาว 20-40 เซนติเมตร ต้นสีเขียวเรียวยาว ตั้งตรง ต้นกลวง เห็นข้อชัด ทั้งต้นมีกลิ่นหอม หรือฉุน
ในช่วงภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ควรต้องระวังสุขภาพกันสักหน่อย เพราะทั้งหวัด ทั้งไข้ และไหนจะโรคภูมิแพ้หรือหอบหืดอีก อุบัติเหตุจากยวดยานก็เยอะ ก็คงต้องระมัดระวังกันนะค่ะ ทำร่างกายให้อบอุ่นไว้ หากไม่สบายแล้วจะเสียทั้งเวลาและเสียงานหมด หากท่านรู้สึกอึดอัด คัดจมูก หรือเป็นหวัด ก็ลองใช้ยาแก้หวัดแบบโบราณดู อาจได้ผลดีก็ได้ แถมไม่มีผลข้างเคียงแต่อย่างใด บวบงู มีลักษณะกลม ยาว ปลายแหลมและบิด สีผลเขียวลายขาว มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียอาคเนย์และจีน นิยมปลูกทั่วไปโดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือ วิธีไล่หวัดแบบโบราณ ผู้เฒ่าผู้แก่ ท่านบอกว่า เอาหัวหอมหรือหอมแดง มาปอกสัก 4-5 หัว ทุบให้พอแตก แล้วเอาน้ำตั้งไฟให้เดือด จากนั้นเอาหัวหอมใส่แล้วยกลง ให้เอาผ้าขาวม้าหรือผ้าขนหนูเช็ดตัวก็ได้ คลุมหัวแล้วก้มหน้าไปที่หัวหอมที่เราทำไว้ทันที ระวังอย่าเอาหน้าไปใกล้มาก เพราะไอน้ำที่ยังร้อนอยู่จะลวกหน้าเอา สูดเอากลิ่นหัวหอมเข้าช้าๆ ลึกๆ เรื่อยๆ จนหมดกลิ่น หรือจนน้ำนั้นเย็น จะทำให้ท่านโล่งจมูก อาหารโบราณอีกอย่างหนึ่งตอนหน้าฝนที่ทำง่ายๆ และอร่อยด้วย และรับรองว่าหาคนเคยกินยาก จะเป็นขนมหวานก็ไม่เชิง กินกับข้าวก็อร่อย กินเปล่าๆ ก็อร่อย
