มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
“ขยะพลาสติก” เป็นปัญหาระดับโลกที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในสังคม ในแต่ละปีทั่วโลกมีการใช้ถุงพลาสติกมากถึง 5 แสนล้านใบ และครึ่งหนึ่งเป็นพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single – use Plastics) สำหรับในประเทศไทยแต่ละปีมีการก่อขยะพลาสติกปริมาณกว่า 2 ล้านตัน โดยมีการใช้ถุงพลาสติกประมาณ 4.5 หมื่นล้านใบต่อปี และมากกว่าร้อยละ 50 เป็นขยะพลาสติกที่มาจากธุรกิจจัดส่งอาหาร ปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทยเริ่มหนักขึ้นและกำลังเข้าสู่ขั้นวิกฤต ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม คณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้มีการ ลด-เลิกใช้พลาสติก (ถุงพลาสติกหูหิ้ว กล่องโฟมบรรจุอาหาร แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก ฟิล์มพลาสติก ฯ ) โดยใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือพลาสติกชีวภาพแบบ “ร้อยเปอร์เซ็นต์” หรือหมายถึงการยกเลิกใช้อย่างสิ้นเชิง ภายในปี 2565 แต่เนื่องจากการใช้ถุงพลาสติกเป็นภาพสะท้อนความเคยชินในชีวิตประจำวันของคนในสังคม ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งในส่วนของผู้ผลิ
รู้หรือไม่ ข้าวโพดที่เราซื้อรับประทานตามท้องตลาด ไม่ว่าจะต้ม ปิ้งย่าง ข้าวโพดอบเนย ข้าวโพดทรงเครื่อง จะข้าวโพดเหนียวหรือข้าวโพดหวาน นั่นมันธรรมดาไปซะแล้ว เมื่อคุณได้รู้จักกับข้าวโพดราชินีทับทับทิมสยาม (Siam Ruby Queen) ข้าวโพดหวานที่สามารถรับประทานสดๆ ได้ โดยไม่ต้องนำไปต้ม แถมคุณประโยชน์ที่บอกได้เลยว่า นอกจากชื่อจะไพเราะแล้ว คุณค่าทางสารอาหารก็มีมากเช่นกัน ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม เป็นสายพันธุ์ที่ถูกพัฒนาโดย ดร. ทวีศักดิ์ ภู่หลำ อดีตอาจารย์คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือ สามารถรับประทานสดได้ รสชาติหวานเหมือนทานผลไม้สุก มีกลิ่นหอมเฉพาะที่ไม่เหมือนกับข้าวโพดทั่วไป สีของผิวเมล็ดจะออกสีแดงสดเหมือนทับทิม ไหมข้าวโพดและซังข้าวโพดสีแดงทับทิมเช่นกัน ส่วนเนื้อของเมล็ดสีจะออกเหลืองนวลเหมือนข้าวโพดหวานทั่วไป ลำต้นของข้าวโพดจะมีสีม่วงออกแดง ประมาณ 30% หลายคนเข้าใจผิดว่า ข้าวโพดราชินีทับทิมสยาม กับข้าวโพดเหนียวสีแดงเป็นชนิดเดียวกัน ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นคนละชนิด ต่างกันตรงที่ข้าวโพดราชินีทับทิมสยามทานสดได้ และมีความหวานมากกว่า จากงานวิจัยพบว่า ข้าวโพดราชินีทับทิมสยามมีปริมาณ
17 สิงหาคม 2564 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยประชาคมวิจัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการ “ขยะทะเล…สู่…การเพิ่มรายได้ชุมชนระยอง” ร่วมกับกลุ่มชุมชน จ.ระยอง ประกอบด้วย วิสาหกิจชุมชนส่งเสริมอาชีพชุมชนเกาะกก และ หมู่บ้านเอื้ออาทรจังหวัดระยอง (วังหว้า) เพื่อถ่ายทอดนวัตกรรมการผลิตวัสดุก่อสร้างจากพลาสติกใช้แล้วให้กับชุมชน หวังสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และลดปัญหาขยะในทะเลไทยอย่างยั่งยืน ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ออนไลน์ ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า “วช. ในฐานะหน่วยบริหารจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรม ในประเด็นการจัดการกับปัญหาเร่งด่วนสำคัญของประเทศ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร่วมมือ โครงการ“ขยะทะเล…สู่…การเพิ่มรายได้ชุมชนระยอง” ในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการนำผลงานการวิจัยและนวัตกรรมของ“แผนงานวิจัยท้าทายไทย : ทะเล
ผศ.ดร. รัตนาวรรณ มั่งคั่ง ผู้อำนวยการ VGREEN, KU หรือ ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยตรวจสอบก๊าซเรือนกระจก มาตรฐาน มอก.14065-2560 (ISO 14065 : 2013) เปิดเผยว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. (EGATT) ในฐานะผู้ให้การรับรอง (local issuer) ตามมาตรฐาน International Renewable Energy Certificate Standard (I-REC) ได้รับรองให้ VGREEN, KU หรือศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านกลยุทธ์ธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คณะสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หน่วยตรวจสอบก๊าซเรือนกระจก มาตรฐาน มอก.14065-2560 (ISO 14065 : 2013) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น ผู้ประเมินภายนอก (3rd party verifier) สำหรับการรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (REC, Renewable Energy Certificate) ตั้งแต่วันที่ 18 มิถุนายน 2564 ซึ่งถือเป็นรายแรกของประเทศไทย และเป็นรายเดียว ณ ขณะนี้ โดยมีผู้ทวนสอบขึ้นทะเบียน จำนวน 5 คน และพร้อมให้บริการประเมินเพื่อรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียนแล้วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สำหรับความสำคัญของใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน หรือ REC ผ
รศ.ดร.เฉลิมพล สุวรรณภักดี ผู้เชี่ยวชาญพืชสกุลหนามแน่ (Thunbergia) อาจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ดร.สมราน สุดดี นักวิทยาศาสตร์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ดร.ขวัญใจ รอสูงเนิน นักวิชาการป่าไม้ปฏิบัติการ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติภูลังกา และ Dr.David Middleton ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์แห่งสวนพฤกษศาสตร์สิงคโปร์ ร่วมกันตีพิมพ์พืชชนิดใหม่ของโลก “หนามแน่ขาวอัมไพ” ในวารสารนานาชาติ Thai Forest Bulletin (Botany) เล่มที่ 49(1) หน้าที่ 57-62 ปี พ.ศ. 2564 รศ.ดร.เฉลิมพล เปิดเผยว่า “หนามแน่ขาวอัมไพ” พืชชนิดใหม่นี้ ค้นพบโดยเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม ซึ่งทำการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ (smart patrol) ในพื้นที่อุทยานฯ ได้พบไม้พุ่มกึ่งเลื้อยดอกสวยงามไม่ทราบชนิดบริเวณป่าดิบแล้งริมลำธาร ความสูงจากระดับทะเลปานกลางประมาณ 200 เมตร และได้ประสานส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่กลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช ติดตามเก็บตัวอย่างเพื่
รายงานข่าว จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย ดร. กรอร วงษ์กำแหง ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยถึงข่าวดีของการค้นพบหอยทากจิ๋วปากแตรชนิดใหม่ของโลก ว่าทีมผู้วิจัยเกี่ยวกับความหลากชนิดของหอยทากจิ๋วบริเวณเขาหินปูน ประกอบด้วย ผศ. พงษ์รัตน์ ดำรงโรจน์วัฒนา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับ ดร. กรอร วงษ์กำแหง ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นางสาวศิริลันธน์ เชื้อนิตย์ นิสิตภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ค้นพบหอยจิ๋วปากแตรชนิด Angustopila pallgergelyi จากถ้ำเพชรโพธิ์ทอง จังหวัดสระแก้ว โดยมีขนาด 0.64 มิลลิเมตร โดยหอยชนิดนี้ตั้งชื่อให้เป็นเกียรติกับ Dr. Barna Páll-Gergely นักสังขวิทยาชาวฮังการี การค้นพบครั้งนี้นอกจากจะเป็นรายงานหอยชนิดใหม่ของโลกแล้ว ยังเป็นรายงานหอยที่เล็กที่สุดในโลกอีกด้วย โดยได้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร RAFFLES BULLETIN OF ZOOLOGY ฉบับที่ 69 เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา หอยจิ๋วชนิดนี้ พบอาศัยอยู่เฉพาะภายในถ้ำที่เป็นเขาหินปูน และมีเขตการกระจายแคบ หอยกลุ่มนี้มีขนาดเล็ก จึงมีความสามารถในการ
ซุกิ กับคนไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะ ซุกิ คือ ปลาช่อนทะเล ที่นำมาอัพเวอร์ชั่นใหม่ให้เป็นปลาช่อนทะเลคุณภาพสูงที่มีความอร่อยขึ้น เป็นปลาช่อนทะเลที่แข็งแรง ทนต่อโรค เลี้ยงง่าย โตไว ได้รับอาหารดี คนกินก็ได้กินเนื้อปลาที่อร่อยมากขึ้นกว่าปลาช่อนทะเลทั่วไป โดยคงคุณสมบัติที่ดีเลิศไว้ เป็นปลาที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด ด้วยคุณสมบัติโปรตีนสูง มีโอเมก้า 3 และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว DHA สูง และมีไขมันดีแทรกตัวอยู่ เมื่อกัดเข้าไปแล้วจะมีความชุ่มฉ่ำ Juicy เพิ่มอรรถรสในการกินเมนูนั้นมากขึ้น อีกทั้งเนื้อปลายังมีความขาว แน่น ทรงตัวและคงรูป จึงเป็นที่สนใจของเชฟ ร้านอาหาร คนที่รักในการทำอาหารและรักสุขภาพอย่างมาก ความต้องการที่จะผลักดันให้ปลาช่อนทะเล ของดีจากทะเลไทยเป็นหนึ่งในใจผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น ทำให้โครงการ Booster โดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งภูเก็ต กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านการวิจัยเพาะเลี้ยงกระชังน้ำลึกจากรัฐบาลนอร์เวย์ หลังจากเหตุการณ์สึนามิ เพื่อฟื้นฟูความเป็นอยู่ของชาวภูเก็ต มาจับมือร่วมกัน
สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ทั่วโลก เป็นตัวกระตุ้นให้ประชาชนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะการเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ และรักษาความสะอาดมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าหากมีภูมิคุ้มกันที่ดี ก็จะลดความเสี่ยงการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัณย์ พรหมสาย อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน และทีมวิจัย ได้พลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำการศึกษาวิจัย “ผลิตภัณฑ์ SYNBIO TOTAL RICE” ขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส COVID-19 และเมื่อวันที่ 15 – 17 เมษายน 2564 ที่ผ่านมา สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เข้าร่วมการประกวดในเวทีนานาชาติ งาน “The 5th China (Shanghai) International Invention & Innovation Expo” ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในรูปแบบออนไลน์ จนคว้ารางวัลเหรียญทองมาครอง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ศรัณย์ พรหมสาย อาจารย์ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เชิดชูผลงานวิจัย มอบรางวัลการวิจัยแห่งชาติ ปี 2564 ระดับดีมาก ประจำปี 2564 สาขาวิศวกรรมศาสตร์และอุตสาหกรรมวิจัย เกี่ยวกับการศึกษาและพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาสำหรับเปลี่ยนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ให้เป็นสารเคมีมูลค่าเพิ่ม เพื่อช่วยลดการเกิดภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ พร้อมทั้งสร้างเสถียรภาพด้านวัตถุดิบ เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในประเทศไทย คณะผู้วิจัย นำโดย รศ.ดร.ธงไทย วิฑูรย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดำเนินงานวิจัย โดยมีแนวคิดในการแปรรูปก๊าซ CO2 ที่เป็นเพียงก๊าซเหลือทิ้งจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมให้เป็นสารเคมีมูลค่าเพิ่มหลายชนิด ได้แก่ เมทานอล ไดเมทิลอีเทอร์ และโอเลฟินส์ แทนกระบวนการดักจับและกักเก็บก๊าซ CO2 ที่มีต้นทุนสูง โดยเฉพาะการพัฒนาตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะออกไซด์ผสม สำหรับเปลี่ยนก๊าซ CO2 ให้เป็นโอเลฟินส์ที่สามารถต่อยอดและเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย โอเลฟินส์ ได้แก่ เอทิลีนและโพรพิลีน เป็นวัตถุดิบตั้งต้นสำคัญในการผลิตเม็ดพลาสติกจำพวกพอลิเอทิลีนและ
โคเนื้อพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ เป็นวัวที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์จากประเทศฝรั่งเศส นิยมเลี้ยงกันในฝรั่งเศสเอง ที่สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ชาร์โรเล่ส์เป็นโคพันธุ์เนื้อที่มีขนาดใหญ่พันธุ์หนึ่ง รูปร่างยาว เพรียว แต่มีคอสั้นและไม่มีเขา ผิวสีครีมทั้งตัว เพศผู้ตัวเต็มวัยมีน้ำหนักเฉลี่ย 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม ส่วนเพศเมียมีน้ำหนักเฉลี่ยเพียง 800-850 กิโลกรัม ข้อด้อยของพันธุ์คือ เปอร์เซ็นต์ซากหลังชำแหละยังไม่ถึงดีเยี่ยม เพราะมีรูปร่างยาวตามที่อธิบายมาแล้ว อีกทั้งขาดความหนา มีกล้ามเนื้อมาก หลังชำแหละเนื้อจึงไม่เรียบ และมีโครงกระดูกใหญ่ หลายปีก่อนมีผู้นำมาเลี้ยงเพื่อชำแหละเนื้อที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ด้วยข้อด้อยที่พบ ทำให้การเลี้ยงโคพันธุ์นี้จึงแผ่วไป ส่วนรายละเอียดการนำเข้าพ่อ-แม่พันธุ์ หรือเฉพาะนำน้ำเชื้อเข้ามาในประเทศ ให้ติดต่อสอบถามที่กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โคพันธุ์กำแพงแสน พัฒนาโดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ที่อยู่ในความสนใจของเกษตรกร โดยได้เลือดจากโคพันธุ์บรามันห์ โคไทยพื้นบ้านและและโคพันธุ์ชาโรเล่ส์ ในสัดส่วน 25, 25 และ 50 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ต้องการซื้อพันธุ์ หรือรายละเอี
