ลำไย
นายสมพล แสนคำ เกษตรจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ดำเนินการโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ตามนโยบายหลัก 15 ด้าน ของกรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นการดำเนินการรูปแบบบูรณาการทั้งภาค รัฐและเอกชน เพื่อเป็นการจัดการทรัพยากรทุกด้านในระบบการผลิต โดยอาศัยการรวมกลุ่มเกษตรกรที่ผลิตพืชคล้ายกันบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งเชียงใหม่เริ่มดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559 -2561 รวมทั้งสิ้น 71 แปลง ครอบคลุมกว่า15 ชนิดทั้งพืชและสัตว์ ทั้งนี้ ลำไยถือเป็นผลไม้ที่มีการผลิตแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งในปีนี้ (2561) จะมีผลผลิตลำไยในฤดูที่กำลังจะออกราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม จำนวนประมาณ 138,000 ตัน จากจำนวนพื้นที่ปลูกรวมทั้งจังหวัดประมาณ 220,000 ไร่ ขณะที่ลำไยนอกฤดูมีพื้นที่ปลูกประมาณ 94,000 ไร่ โดยมีแนวทางการบริหารจัดการด้านการผลิตให้เกษตรกรในช่วงที่ผ่านมาคือ การเน้นผลผลิตที่มีคุณภาพ เพื่อที่จะสามารถทำเป็นลำไยสดช่อส่งออกไปยังตลาดจีน อินเดีย และประเทศในกลุ่มอาเซียน คือ เวียดนาม และอินโดนิเซีย ที่มีความต้องการลำไยคุณภาพในรูปแบบลำไยสดเป็นช่อ โดยเมื่อวันที่
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ระบุ ข้อมูลเอกภาพไม้ผลภาคเหนือ คาดว่า ลำไย ปีนี้ ให้ผลผลิต 659,173 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 7.46 ในขณะนี้ที่ลิ้นจี่ ให้ผลผลิต 41,661 ตัน ลดลง ร้อยละ 3.43 ระบุ พฤษภาคมนี้ ลิ้นจี่พาเหรดออกตลาดมากสุด ส่วนแฟนคลับลำไย เตรียมจับจ่ายลิ้มลองรสชาติตามฤดูกาลได้ สิงหาคมนี้ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงข้อมูลไม้ผลเอกภาพ ลำไย และ ลิ้นจี่ ของภาคเหนือ ในปี 2561 (ข้อมูล 30 เมษายน 2561) พบว่า ลำไย พื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน พะเยา แพร่ น่าน เชียงราย ลำปาง และตาก ปี 2561 มีเนื้อที่ยืนต้น 862,220 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปีก่อน ร้อยละ 0.49 เนื่องจากการปลูกใหม่แทนลิ้นจี่ เนื้อที่ให้ผล 839,985 ไร่ เพิ่มขึ้น ร้อยละ 1.33 จากต้นลำไยที่ปลูก ในปี 2558 ในภาคเหนือ ซึ่งปลูกเพิ่มแทนต้นลำไยที่อายุมากให้ผลผลิตต่ำ ผลผลิตรวม 659,173 ตัน (ลำไยในฤดู 386,342 ตัน ลำไยนอกฤดู 272,831 ตัน) เพิ่มขึ้น ร้อยละ 7.46 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเพียงพอต่อการออกดอกติดผล และเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาผลิตลำไยนอกฤด
วิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผักสมุนไพรและผลไม้ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน นำนวัตกรรมเทคโนโลยีฟรีซดราย (Freeze dried technology) มาใช้ในการแปรรูปผลผลิตลำไย สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพ ตลาดต่างประเทศยอมรับและมีความต้องการสูง จากปัญหาราคาลำไยตกต่ำและไม่แน่นอนเพราะผลผลิตลำไยส่วนใหญ่จำหน่ายให้กับล้งรับซื้อและพ่อค้าคนจีนเป็นผู้กำหนดราคา ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกลำไยต้องอยู่ในสภาพจำยอม ไม่สามารถต่อรองได้ ทาง ร.ต. ชนะ ไชยชนะ เกษตรกรผู้นำที่คลุกคลีอยู่กับการผลิตลำไยและรวบรวมผลผลิตจัดจำหน่ายให้กับบริษัทเอกชนและล้งต่างๆ มาเป็นระยะเวลายาวนาน ได้หาแนวทางการพัฒนาเพื่อยกระดับราคาลำไยมาโดยตลอด และสุดท้ายได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชผักสมุนไพรและผลไม้ เพื่อรวมกลุ่มเกษตรกรแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยนำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีฟรีซดราย (Freeze dried technology) มาใช้ในการแปรรูปผลผลิตลำไย จนประสบความสำเร็จ ขั้นตอนการผลิตแปรรูปลำไยฟรีซดราย นำลำไยสดมาล้างน้ำทำความสะอาด คว้านเอาเมล็ดลำไยออก นำเนื้อลำไยมาล้างน้ำสะอาดอีก 3 ครั้ง ตักลำไยออกให้สะเด็ดน้ำ เรียงลำไยใส่ถาดให้เต็มถาดและนำเข้าตู้แช่แข็ง
เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 1 ก.พ. 2561 นายกฤษฎา บุญราช รมว.เกษตรและสหกรณ์ สอบถามนายสมิท ธรรมเชื้อ อัคราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ผ่านเว็บคอนเฟอร์เรน (Web Conferrence) ถึงกรณีที่มีข่าวว่าอินโดนีเซียมีข้อกีดกันทางการค้าต่อผลไม้ที่ส่งเข้าอินโดนีเซียจริงเท็จประการใด โดยนายสมิท กล่าวว่า เมื่อปลายเดือนธ.ค. 2560 รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกประกาศห้ามนำเข้าพืชสวน ที่ส่งผลกระทบกับลำไยของประเทศไทยโดยตรง เพราะกฏหมายนี้กำหนดขึ้นตามนโยบายของประธานาธิบดี และสร้างความกังวลให้กับประเทศไทยเป็นอย่างมาก เพราะกฏหมายดังกล่าวห้ามนำเข้าลำไยในช่วงเดือนส.ค. และ ก.ค. ปี 2561 ซึ่งเป็นเดือนที่ลำไยไทยออกสู่คตลาดมากที่สุด ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกที่อินโดนีเซีย ออกกฏหมายกีดกันทางการค้ากับไทย เพราะก่อนหน้านี้ลำไยไทยสามารถส่งเข้าไปขายในอินโดนีเซียได้ตลอดปี “กฏหมายระงับการนำเข้าลำไยในเดือนส.ค.-ก.ค. ถือว่ากระทบกับผลผลิตลำไยไทยเป็นอย่างมาก ทางทูตเกษตรจึงประสานไปยังกระทรวงการค้าของอินโดนีเซีย และได้หารือเบื้องต้นว่า กฏเกณฑ์การไม่ให้นำเข้าลำไยไทย ในเวลาดังกล่า
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศได้เชิญผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ สมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมการค้าต่างประเทศ ประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหากรณีที่กระทรวงเกษตรอินโดนีเซียได้ออกตารางการนำเข้าสินค้าพืชสวนปี 2561 กำหนดพืชสวนที่สามารถนำเข้าอินโดนีเซียได้ในเดือนต่างๆ จะต้องไม่ตรงกับฤดูกาลผลไม้ของอินโดนีเซีย ส่งผลให้อินโดนีเซียห้ามนำเข้าลำไยในเดือนก.ค.และส.ค. ซึ่งตรงกับช่วงที่ไทยมีผลผลิตลำไยออกมาก และอินโดนีเซียเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมฯ ได้ข้อสรุปในเบื้องต้นถึงแนวทางการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศจะเร่งหยิบยกข้อกังวลของไทยขึ้นหารือกับอินโดนีเซียในโอกาสต่างๆ เพื่อขอให้อินโดนีเซียพิจารณาทบทวนมาตรการเหล่านี้ ขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมกันพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรไทยเพื่อรับมือปัญหาลำไยที่อาจล้นตลาดในช่วงเดือนที่อินโดนีเซียห้ามนำ
ข้อมูลจากสำนักงานเกษตรจันทบุรี ปี 2560 ประมาณการผลผลิตลำไย จำนวน 328,458 ตัน เพิ่มขึ้น 32,183 ตัน จากปี 2559 มีจำนวน 296,275 ตัน หรือประมาณ 10% แต่ภาคเกษตรกรประมาณว่าน่าจะเพิ่มถึง 25% หากรวมเกษตรกรที่ไม่ได้จดทะเบียนด้วย ทำให้ปีนี้ลำไยมีวิกฤตกาลเรื่องตลาดและราคาให้เห็นเช่นเดียวกับ ผลไม้ ทุเรียน มังคุด ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน ที่ปริมาณลำไยมากถึง 70% ออกสู่ตลาด จึงทำให้เกิดปัญหาตลาดตัน ราคาลำไยตกต่ำ ขณะเดียวกันเกษตรกรเห็นว่ามีปรากฏการณ์ใหม่ “ปัญหาการส่งลำไยร่วงออกตลาดต่างประเทศ” โดยซื้อลำไยลูกร่วง ราคาต่ำ เพื่อแข่งขันตีตลาดลำไยคุณภาพ ซึ่งเป็นการทำลายกลไกตลาด ทำให้ลำไยคุณภาพราคาตกต่ำหรือตลาดตัน หรือถูกลดราคาเป็นลำไยลูกร่วง และในอนาคตตลาดจีนอาจจะไม่ซื้อลำไยจากไทย เพราะเห็นว่าลำไยลูกร่วงไม่มีคุณภาพ จึงควรหาทางออกเร่งด่วนหยุดการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ รวมกลุ่มเกษตรกรสวนลำไย หาทางออก จากปัญหาลำไยลูกร่วง ส่งออกตลาดต่างประเทศมีผลกระทบเป็นวงจรลงสู่เกษตรกรนี้เอง เมื่อ วันที่ 4 ธันวาคมนี้ ที่หอประชุมโรงเรียนสอยดาววิทยา อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี ได้มีการจัดประชุมกลุ่ม
ปัญหาเรื่องการผลิตและซื้อขายลำไย ถือเป็นปัญหาที่เกษตรกรชาวไทยแทบทุกรายต้องเคยประสบ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคา คุณภาพ รวมไปถึงเรื่องของตลาดและการส่งออกด้วย อย่างที่ทราบดีว่าประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีการปลูกและส่งออกลำไยเป็นลำดับที่ 2 รองจากประเทศจีน ที่มีพื้นที่การเพาะปลูกกว่า 2.7 ล้านไร่ แต่ถึงอย่างนั้นเกษตรกรก็ยังคงต้องรับมือกับปัญหาดังกล่าวแทบทุกปี ผศ.พาวิน มะโนชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้กล่าวว่า ปัญหาเรื่องลำไยนั้นไม่ได้มีเพียงแค่เรื่องราคา คุณภาพ หรือการส่งออกเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งปัญหาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เกษตรกรผลิตลำไยในระยะเวลาเดียวกัน ทำให้ผลผลิตที่ได้ออกสู่ตลาดพร้อมกัน ซึ่งยังมีส่วนทำให้ต้องขายผลผลิตในราคาที่ต่ำอีกด้วย สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหานั้น ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตัวเกษตรกร โดยกระทรวงเกษตรฯควรเริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนการผลิต และเพิ่มในส่วนของศูนย์ข้อมูลกลางด้วย เพื่อให้สามารถกำหนดได้ว่าควรให้เกษตรกรแต่ละรายเริ่มปลูกลำไยในช่วงไหน และจะมีผลผลิตออกมาในช่วงใด เพื่อนำมาใช้ใน
“ล้งลำไย-ทุเรียน” ก่อปัญหาใหม่ทำลายตลาด แอบขายลำไยลูกร่วงด้อยคุณภาพโกยกำไรอื้อ กดราคาซื้อชาวสวน 3-4 บาท แอบส่งขายตลาดจีนโลละ 100 บาท เกษตรกรจี้ผู้เกี่ยวข้องตรวจเข้มส่งออก หวั่นจีนปิดตลาดหากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนด ด้านชาวสวนทุเรียนหลังสวน ชุมพรป่วน เจอล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทุบราคาฮวบ ขาดทุนระนาว ตลาดลำไยและทุเรียนของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก นับเป็นความเสี่ยงทางการค้าและเกษตรกรผู้ปลูก ที่ผ่านมาการส่งออกตกอยู่ในมือพ่อค้าจีนแบบเบ็ดเสร็จ โดยรุกคืบเข้ามาตั้งจุดรวบรวมผลผลิตรับซื้อเองโดยตรงในสวน กระทั่งเกิดปัญหาผิดสัญญา ทิ้งสวน จึงมีการออกมาจัดระเบียบล้งและนอมินี โดยให้ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ล้งลำไยยังมีปัญหาใหม่ ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น การผิดสัญญาไม่รับซื้อตามราคาและทิ้งสวน การจ่ายเช็คเด้ง และกรณีล่าสุดก็คือการแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายในเมืองจีน ลำไยลูกร่วงทุบตลาดคุณภาพ แหล่งข่าวจากกลุ่มเครือข่ายลำไยส่งออก 4.0 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้งจีนที่มารับซื้อผลไ
“ล้งลำไย-ทุเรียน” ก่อปัญหาใหม่ทำลายตลาด แอบขายลำไยลูกร่วงด้อยคุณภาพโกยกำไรอื้อ กดราคาซื้อชาวสวน 3-4 บาท แอบส่งขายตลาดจีนโลละ 100 บาท เกษตรกรจี้ผู้เกี่ยวข้องตรวจเข้มส่งออก หวั่นจีนปิดตลาดหากตรวจพบสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เกินกำหนด ด้านชาวสวนทุเรียนหลังสวน ชุมพรป่วน เจอล้งตัดทุเรียนอ่อนส่งออก ทุบราคาฮวบ ขาดทุนระนาว ตลาดลำไยและทุเรียนของประเทศไทย ที่พึ่งพาการส่งออกไปยังจีนเป็นหลัก นับเป็นความเสี่ยงทางการค้าและเกษตรกรผู้ปลูก ที่ผ่านมาการส่งออกตกอยู่ในมือพ่อค้าจีนแบบเบ็ดเสร็จ โดยรุกคืบเข้ามาตั้งจุดรวบรวมผลผลิตรับซื้อเองโดยตรงในสวน กระทั่งเกิดปัญหาผิดสัญญา ทิ้งสวน จึงมีการออกมาจัดระเบียบล้งและนอมินี โดยให้ยื่นจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่ปัญหาไม่ได้จบลงเพียงเท่านี้ ล้งลำไยยังมีปัญหาใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา เช่น การผิดสัญญาไม่รับซื้อตามราคาและทิ้งสวน การจ่ายเช็คเด้ง และกรณีล่าสุดก็คือการแอบส่งลำไยลูกร่วงที่ไม่มีคุณภาพไปจำหน่ายในเมืองจีน ลำไยลูกร่วงทุบตลาดคุณภาพ แหล่งข่าวจากกลุ่มเครือข่ายลำไยส่งออก 4.0 อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ล้งจีนที่มารับซื้อผลไม
ลำไยนอกฤดูจันทบุรีเจอ 2 เด้ง ผลผลิตล้นราคาดิ่ง-ล้งเช็คเด้ง ทิ้งสัญญาเลือกเก็บเบอร์ 1, 2 ป้อนตลาดจีน อ้างตลาดตาย ลำไยไร้คุณภาพ ชาวสวนกว่า 300 ราย บุกทวงเงิน “หงษ์จิ่ว ไท้จง เม๊ายี่” ลุ้น 3 สัปดาห์จ่ายเงินครบ นายคมศักดิ์ หลิวทวีศรีประกาย นายกสมาคมชาวสวนลำไยจังหวัดจันทบุรี เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ลำไยนอกฤดูผลิตเพื่อส่งออกลำไยผลสดป้อนตลาดจีนทั้งหมด ซึ่งจำหน่ายได้ราคาสูงมาตลอด แต่ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยนอกฤดูกำลังได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาราคาลำไยตกต่ำ และไม่มีตลาดระบาย เนื่องจากปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นมากและออกมาประดังในช่วงปลายเดือนตุลาคม-ธันวาคม อีกทั้งเจอปัญหาคุณภาพลำไย เนื่องจากฝนตกทำให้ผิวลำไยไม่สวย ตกเกรด ราคาต่ำ บางสวนปล่อยทิ้ง หรือขายเป็นลำไยร่วงกิโลกรัมละ 6-7 บาท ล่าสุดยังประสบปัญหาล้งขอลดราคาและทิ้งสวน โดยอ้างว่าต้องการซื้อเฉพาะลำไยคุณภาพเบอร์ 1 และ 2 ตามความต้องการของตลาดจีนเท่านั้น สร้างความเสียหายให้เกษตรกรชาวสวนลำไยอย่างหนัก นายชรัตน์ เนรัญชร ผู้ช่วยเลขาธิการหอการค้าจังหวัดจันทบุรี เจ้าของสวนลำไย อ.สอยดาว จ.จันทบุรี กล่าวว่า ปีนี้ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 25% ทำให้ล
