สมุนไพร
จากเหตุการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดในประเทศไทย ทำให้หลายท่านต้องอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ ลดการแพร่กระจายของเชื้อ จึงเป็นโอกาสที่ท่านผู้อ่านจะได้ใช้เวลาทำงานอดิเรกที่ชอบ ทำอาหาร ทำขนมรับประทานเอง ในบางครั้งก็อร่อยจนหยุดรับประทานไม่ได้ ส่งผลทำให้เกิดอาการแน่นท้อง คล้ายอาหารไม่ย่อยมีรายงานว่า มีคนประสบปัญหาอาการนี้ถึงหลักล้านคนทั่วโลก สาเหตุอาจเกิดได้จากแผลในกระเพาะอาหาร กรดไหลย้อน ลำไส้อักเสบยาสามัญประจำบ้านที่คุ้นเคยกันส่วนใหญ่ ได้แก่ ยาน้ำขับลม แก้จุกเสียด แน่นท้อง ที่มีส่วนผสมของ อะลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ (aluminium hydroxide) และแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (magnesium hydroxide) มีคุณสมบัติลดภาวะการเป็นกรดในกระเพาะอาหาร กลไกของยาน้ำชนิดนี้ปรับค่า pH ให้เป็นกลาง ข้อดีคือ ออกฤทธิ์เร็ว แต่มีผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้บ่อย เช่น คลื่นไส้ ปวดศีรษะ อาการท้องเสียจะเจอได้บ่อยกว่าท้องผูก เป็นต้น รวมทั้งมีข้อควรระวังเรื่องการใช้ยาลดกรดร่วมกับยาตัวอื่นหลายชนิด เพราะอาจส่งผลให้ยาดีกันหรือผู้ป่วยที่เป็นโรคไตและโรคประจำตัวอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาชนิดนี้ ขมิ้นชัน เป็นยาสามัญประจำบ้านที่ช่วยบรรเทา
“โรคเบาหวาน” เป็นโรคที่มีความผิดปกติในการควบคุมน้ำตาลของร่างกาย ซึ่งเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ เชื้อชาติ อายุ น้ำหนัก และทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ เช่น ทางตา หัวใจ ไต เป็นต้น โรคเบาหวาน เป็นสาเหตุที่สำคัญอย่างหนึ่งของโรคไต จนมีชื่อโรคไตชนิดนี้โดยเฉพาะว่า โรคไตจากเบาหวาน (Diabetic kidney disease หรือ DKA) ระดับน้ำตาลที่สูงกว่าปกติในผู้ป่วยเบาหวาน จะไปทำอันตรายต่อเซลล์ทั้งระบบ เพื่อให้เห็นภาพ ลองนึกถึงการทำเป็ดย่าง ที่จะใช้น้ำตาลทาหนังเป็ด เพื่อให้ไหม้เป็นสีน้ำตาลกรอบน่ากิน การมีกลูโคสสูงในเลือด ก็มีผลในทำนองเดียวกัน คือเป็นการทำลายผนังเซลล์ของหลอดเลือด รวมไปถึงตัวเซลล์เนื้อไต โรคเบาหวาน ยังทำให้เซลล์สามารถใช้น้ำตาลได้น้อยลง เนื่องจากไตทำหน้าที่กรองของเสียและดูดสารที่มีประโยชน์กลับคืน การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จึงทำให้ไตต้องทำงานหนัก จนค่อยๆ เสื่อมสภาพ นอกจากนี้ โรคเบาหวานกับความดันมักจะมาพร้อมๆ กัน จึงมาช่วยกันทำให้ไตเสียหายหนักขึ้นไปอีก เบาหวาน ยังเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะได้ง่าย อันเป็นปัจจัยลบต่อสุขภาพไตด้วย วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันหรือชะลอกา
พอเข้าช่วงฝนชุกแบบนี้ กระผมจะเริ่มได้รับคำถามเกี่ยวกับผลไม้ชนิดหนึ่งมากกว่าปกติ ซึ่งก็คือ “มะนาวโห่” หรือต้นหนามแดง เพราะว่าออกผลเยอะเหลือเกิน หลายบ้านฟันกิ่งก้านทิ้ง เนื่องจากไม่กล้ารับประทาน บ้างก็ไม่ทราบถึงประโยชน์ บ้างก็กลัวว่ายางที่ผลจะมีพิษ มะนาวโห่ พบได้ตามท้องถิ่นทุกภาคของประเทศไทย ผลจะมีสีแดงเรียวเล็ก ให้รสเปรี้ยวมาก ฝาด และจะออกรสหวานเล็กน้อย หากผลสุกจัดจะเป็นสีดำ แต่มีเนื้อสัมผัสที่ให้ความกรอบ ผลไม้ชนิดนี้ถือว่าเป็นยาสมุนไพรที่สรรพคุณหลากหลาย ตามภูมิปัญญาดั้งเดิม ผล ใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ใบ แก้ท้องเสีย แก้เจ็บคอ เจ็บในปาก แก้ปวดหู แก้ไข้ ราก แก้คัน ทำให้เจริญอาหาร บำรุงธาตุ ขับพยาธิ บำรุงกระเพาะอาหาร ดับพิษร้อน แก้ไข้ สารเคมีที่พบในส่วนผล เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไตรเทอร์ปีน ฟลาโวนอยด์ ส่วนใบจะพบสารพวกไตรเทอร์ปีน สเตียรอยด์ โดยในปัจจุบันมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาฤทธิ์ของมะนาวโห่ไว้หลายประการศึกษาด้วยกัน เช่น ฤทธิ์ต้านเบาหวาน ของสารสกัดจากผลมะนาวโห่ดิบในหนูทดลอง เปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับยา metformin (ยาลดระดับน้ำตาลในเลือดแผนปัจจุบัน) และกลุ่มควบคุม พบว่า สาร
ชื่อสามัญ กัญชา (Cannabis) ชื่อวิทยาศาสตร์ Cannabis sativa L. ssp. Indica วงศ์ CANNABIDACEAE ณ เวลานี้ คงไม่มีพืชตัวไหนร้อนแรงเท่ากัญชาอีกแล้ว เส้นทางเดินของมันช่างยาวนานผ่านบทบาทอันโชกโชน…ในอดีต กัญชา เคยเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายมาก่อน จนกระทั่งองค์การสหประชาชาติได้รับเอาอนุสัญญาเดี่ยว ว่าด้วยยาเสพติดให้โทษ ค.ศ. 1961 และประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิกจึงเข้าลงนามผูกพันตามอนุสัญญาดังกล่าว ประเทศไทยนำกัญชามาใช้ในเชิงสันทนาการมานานแล้ว ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็ยังปรากฏหลักฐานในภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง เรื่อง “รามเกียรติ์” ของล้นเกล้ารัชกาลที่ 1 ที่กองทัพลิงสูบกัญชาอย่างสนุกสนาน และบทละครเรื่อง “ระเด่นลันได” ของพระมหาเทพ (ทรัพย์) ซึ่งอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็มีการกล่าวถึงกัญชาอยู่บ่อยๆ เมื่อนั้น… นางประแดะหูกลวงดวงสมร ครั้นรุ่งเช้าท้าวประดู่ภูธร เสด็จจรจากเวียงไปเลี้ยงวัว โฉมเฉลาเนาในที่ไสยา บรรจงหั่นกัญชาไว้ท่าผัว แล้วอาบน้ำทาแป้งแต่งตัว หวีหัวหาเหาเกล้าผมมวย… ———- …แล้วเชิญหม้อตุ้งก่าออกมาตั้ง นางนั่งเ
ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum Spp. ชื่อวงศ์ LAURACEAE ชื่อสามัญ Cinnamon ชื่ออื่นๆ อบเชย สะวง (ปราจีนบุรี) ฝักดาบ (พิษณุโลก) กระเจียด (ยะลา) พญาปราบ (นครราชสีมา) บอกคอก (ลำปาง) โมงหอม กระแจงโมง (ชลบุรี) มหาปราบ (ภาคกลาง) อบเชยไทย ดิฉันไม่ใช่คนโลกสวย แต่ก็คิดมากในเรื่องชื่อที่คนเรียกแต่ละภาค แต่ละจังหวัด จึงมีชื่อแปลกๆ มากมาย แต่ชื่อที่คนเรียกและรู้จักมากที่สุดคือ “อบเชย” ซึ่งผู้คนที่เป็นพ่อบ้านแม่บ้านหรือคนปรุงอาหารต้องรู้จักแน่นอน แต่ถามวัยรุ่นที่อายุไม่เกินยี่สิบ จะตอบว่าเคยได้ยินชื่อ แต่ไม่เคยเห็นตัวจริง ถ้าใครเคยกินพะโล้ ก็คงได้กลิ่นตัวดิฉัน หรือกินพริกแกงกะหรี่ก็ได้กลิ่นเครื่องเทศ นั่นแหละ มีดิฉันอยู่ในเครื่องปรุงนั้นด้วย แม้จะไม่เคยเห็นดิฉันเป็นชิ้นเป็นแท่ง เพราะเดี๋ยวนี้ในเชิงการค้าอุตสาหกรรมอาหาร เขาเอาเปลือกต้นดิฉันไปผ่านกรรมวิธีแล้วบดเป็นผงผสมเครื่องปรุงอาหาร ผสมยา ผสมเครื่องสำอาง เนื่องจากในเปลือก ต้น เนื้อ ดิฉัน มีสารเคมีและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นเฉพาะตัว และมีสรรพคุณ มีประโยชน์ต่อร่างกายคนมากมาย ดิฉันเป็นต้นไม้ที่มีคนรู้จัก และเป็นไม้โบราณโดยมีประวัติมีชื่ออยู่ในมหาชาติคำหลวง ส
สมุนไพรไทยที่เอามาเล่าสู่กันฟังเรื่อง “ชะลอวัย ไกลโรค” เพื่อต้อนรับ “สังคมผู้สูงอายุ” ของไทย ถ้าจะเรียกให้เท่ๆ ต้องบอกว่า “สังคมอายุวัฒนะ” เหมือนสังคมที่เจริญแล้วในตะวันตก ในที่นี้ขอประเดิมด้วย “เพชรสังฆาต” สมุนไพรใช้รุกฆาตโรคกระดูกเสื่อม กระดูกพรุน อันเป็นโรคประจำสังขารของคนวัยชราทั้งชายและหญิง ในคัมภีร์แพทย์แผนไทยให้ความสำคัญกับ “อัฐิธาตุ” หรือ “ธาตุกระดูก” ในฐานะที่เป็น “ปฐวีธาตุ” หรือ “ธาตุดิน” ซึ่งเป็นธาตุโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งที่สุดที่ช่วยพยุงร่างกายให้มีรูปทรงตั้งอยู่ได้ ในทางกระดูกวิทยา (Osteology) กล่าวว่า การสะสมแคลเซียมเพื่อเสริมสร้างกระดูกสูงสุดอยู่ในช่วงวัย 14 ปี สำหรับผู้หญิง และวัย 16 ปี สำหรับผู้ชาย ซึ่งตรงกับช่วงสิ้นสุดปฐมวัยตามทฤษฎีการแพทย์แผนไทย แต่กระดูกยังสามารถเสริมความหนาตัวได้อีกจนถึงอายุ 30 ปี จากนั้นจึงค่อยๆ เสื่อมลงโดยจะสูญเสียมวลกระดูกไปประมาณปีละ 0.5-1% ทั้งชายและหญิง นี่กระมังเป็นเหตุให้คัมภีร์แพทย์แผนไทยกล่าวไว้ใน “วัยสมุฏฐาน” ว่าเมื่อคนเราอายุราว 30-32 ปีก็เข้าสู่แดนปัจฉิมวัย อันเป็นวัยที่กระดูกเริ่มเสื่อมนั่นเอง “เพชรสังฆาต” เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุง
“ลูกใต้ใบ” เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นมากมายในฤดูฝน และพบทั่วทุกภาคของเมืองไทย เดินไปในเขตเมืองหรือท้องไร่ท้องนาก็หาลูกใต้ใบมาทำยาได้ง่าย ขอให้เหลียวมองหาในที่ว่างรกร้างหรือในสนามก็จะพบได้แน่นอน ลูกใต้ใบ เคยเป็นสมุนไพรที่นิยมใช้ในหมู่ประชาชน เป็นชาสมุนไพรที่พระธุดงค์มักจะพกติดกายยามเดินธุดงค์ เพราะมีสรรพคุณ แก้ไข้ แก้ท้องเสียได้ดีนัก คนจีนเชื่อว่าถ้ากินลูกใต้ใบติดต่อกัน 1 สัปดาห์ จะช่วยกำจัดพิษออกจากตับ มีผลทำให้สายตาดี แต่กาลเวลาผ่านไปไม่ถึง 20 ปี ลูกใต้ใบที่เคยส่งเสริมให้ความรู้ในการใช้ประโยชน์กลับไม่ค่อยมีใครรู้จักเสียแล้ว ทั้งๆ ที่สรรพคุณมิได้เจือจางไปตามกาลเวลา มีแต่ความนิยมที่เลือนหายไปตามกระแสแฟชั่นของสมุนไพรที่มักเชื่อกันตามแรงมาร์เก็ตติ้ง ลูกใต้ใบมีรสขมจัด สรรพคุณในตำรายาไทยบอกว่ามีสรรพคุณในการช่วยลดไข้ทุกชนิด (ไข้หวัด ไข้ทับระดู ไข้จับสั่น) ช่วยแก้หวัด แก้ไอ แก้ร้อนในกระหายน้ำได้ด้วย และใช้ขับระดูขาว แก้น้ำดีพิการ แก้ดีซ่าน แก้ขัดเบา ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้บวม แก้กามโรค แก้ปวดฝี แก้ท้องเสีย บำรุงธาตุ ผู้ที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ และสนใจดูพืชพันธุ์ต่างๆ จะพบเห็นลูก
จากคอลัมน์พืชใกล้ตัว โดย ภก.ณัฐดนัย มุสิกวงศ์ ระบุถึงอาการปวดเมื่อยกับสมุนไพรใกล้ตัว ว่า กลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือ Myofascial Pain Syndrome (MPS) นั้นเป็นกลุ่มอาการที่พบในผู้ป่วยเรื้อรังมาก โดยจะมีจุดกดเจ็บหรือจุดปวด ที่กล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่อพังผืด ในบางรายมีการพัฒนาการปวดร้าวไปบริเวณอื่น สาเหตุอาจเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก หรือเอ็นกล้ามเนื้อมากเกินไป และใช้กล้ามเนื้อกลุ่มนั้นซ้ำๆ เป็นระยะเวลานาน ทำให้เกิดภาวะที่กล้ามเนื้อหดตัว นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดจากกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ การใช้ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือการที่ไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อเป็นเวลานาน เช่น เวลาใส่เฝือก เป็นต้น โดยอาการของการปวดก็จะมีหลากหลาย เช่น ปวดลึกๆ ปวดร้าว ในผู้ป่วยบางรายก็เป็นเฉพาะเวลาใช้กล้ามเนื้อ บางรายก็ปวดตลอดเวลา การรักษาปัจจุบันจะมีทั้งการฉีดยาเฉพาะจุดที่ปวด การรับประทานยาแก้ปวด ยาคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ การนวดก็สามารถรักษาอาการปวดได้ การทำกายภาพบำบัด การทำ Stretch and spray (การพ่นด้วยความเย็นในจุดที่ปวดแล้วค่อยๆ ยืดกล้ามเนื้อ) นอกเหนือจากยาแก้ปวดหรือวิธีบรรเทาปวดแล้ว สิ่งที่ควรพิจารณาในการรักษาอี
(3 ธ.ค. 2563) ศ.นพ. สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ นายกลินท์ สารสิน ประธานหอการค้าไทย ร่วมเป็นเกียรติและสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือว่าด้วย “การใช้เทคโนโลยี ผลงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตการเกษตรและพืชอัตลักษ์ของจังหวัดน่าน” ระหว่าง ดร. ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นายนิวรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน นายศรีรุ่ง รัตนศิลา ประธานหอการค้าจังหวัดน่าน และ นายชูศิลป์ สารรัตนะ ประธานวิสาหกิจชุมชนชีววิถี โอกาสนี้ปลัดกระทรวง อว. ได้ร่วมฟังการเสวนาการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากเพื่อพัฒนาอัตลักษณ์จังหวัดน่าน ซึ่งได้รับเกียรติจาก นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานร่วมคณะกรรมการดำเนินงานพื้นที่จังหวัดน่าน ดร. สีลาภรณ์ บัวสาย คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ร่วมแสดงความคิดเห็นในการเสวนา พร้อมเยี่ยมชมอาคาร “น่านปันสุข” และ Shared service เครื่องสกัดสารสมุนไพรระดับชุมชนผลงานพัฒนาของ วว. โดยมีคณะทำงานโครงการ Thai Cosmetopoeia
คุณสมัย คูณสุข อายุ 55 ปี บ้านเลขที่ 34 หมู่ที่ 6 บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรในแปลงอินทรีย์ เพื่ออบแห้งส่งขายให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ก่อนหน้านี้ ชาวบ้านบ้านดงบัง ทำอาชีพเกษตรกรรม ทำนา ทำสวนเป็นหลัก ประมาณปี 2537 เริ่มปรับเปลี่ยนมาทำไม้ดอกไม้ประดับ เริ่มต้นไปได้สวย รายได้มีขึ้นลงบ้างตามธรรมชาติของตลาด ต่อมาปี 2540 ไม้ดอกไม้ประดับราคาตกต่ำอย่างมาก ชาวบ้านจึงมองหาทางเลือกใหม่ ด้วยการปลูกพืชสมุนไพร เริ่มจากปลูกเพื่อเป็นรายได้เสริมส่งให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร คุณสมัย เริ่มมีความสนใจที่จะปลูกสมุนไพร จึงได้ไปสอบถามทางโรงพยาบาลอภัยภูเบศร ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผลิตยาสมุนไพรควบคู่กับการรักษาแผนปัจจุบันอยู่แล้ว มีการตกลงระหว่างกันว่า บ้านดงบังจะเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรเพื่อป้อนให้กับโรงพยาบาลอภัยภูเบศร มีการคุยกันและตกลงว่าจะซื้อ จึงจะเริ่มปลูก วัตถุดิบที่โรงพยาบาลต้องการในช่วงนั้นคือ หญ้าปักกิ่ง เพราะฉะนั้นสมุนไพรตัวแรกที่ปลูกคือ หญ้าปักกิ่ง โดยโรงพยาบาลอภัยภูเบศรได้นำพันธุ์มาให้ทดลองปลูก เมื่อปลูกสำเร็จมีความเจริญงอกงาม นำมาสู่การขยาย มีการปล
