สมุนไพร
อายุที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้น้ำที่หล่อเลี้ยงตามชั้นผิวหนังเริ่มลดลง ผิวหนังก็จะแห้งมากขึ้น ตรงกับทฤษฎีธาตุของการแพทย์แผนไทย ที่เมื่อเข้าสู่ปัจฉิมวัยจะมีวาตะเป็นเจ้าเรือน ซึ่งมีความแห้งและเย็น จึงสะท้อนออกทางผิวหนัง น้ำลาย น้ำตา และน้ำหล่อลื่นต่างๆ ความชุ่มชื้นน้อยลง หากไม่ดูแลให้สมดุลก็จะก่อเกิดปัญหาความเสื่อมของผิวพรรณ ทำให้ดูแก่กว่าวัย เกิดผื่น แพ้ง่าย เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และเป็นช่องทางที่ทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย เพราะในผิวที่แห้งนั้น เชื้อโรคจะเข้าสู่ชั้นในของผิวหนังได้ง่าย เกิดการระคายเคือง การแพ้ได้ง่าย เกิดการกำเริบของโรคผิวหนัง ภูมิแพ้ และโรคเรื้อนกวาง เป็นต้น และนอกจากปัจจัยเรื่องของวัยตามที่กล่าวมาแล้วนั้น ปัจจัยภายนอกอย่าง “อากาศ” ก็มีผลเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวนั้น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศจะต่ำลง ทำให้น้ำระเหยจากผิว ทำให้ผิวแห้ง และอาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมา ดังนั้น เพื่อป้องกันผิวในหน้าหนาว ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จึงได้แนะนำสมุนไพรที่ช่วยในการดูแลและบำรุงผิวไว้ ดังนี้ ผักเบี้ยใหญ่ เป็นสมุนไพรมีฤทธิ์เย็น ช่วยลดการอักเสบ ช่วยบำรุงผิว ทำให้ใบหน้าผุดผ
เคยรู้สึกไม่สบายท้อง รับประทานอะไรเข้าไปก็แน่นท้อง เป็นๆ หายๆ บ้างไหม? ทราบหรือไม่ว่าอาการดังกล่าว คือ อาการหนึ่งของโรคกระเพาะอาหาร! ที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิดว่าโรคกระเพาะอาหาร คือ โรคที่เกิดจากกระเพาะโดนน้ำย่อยกัดจนเป็นแผล แต่ความจริงแล้วมีผู้ป่วย 60-90% เป็นโรคกระเพาะอาหารชนิดไม่มีแผล พบเพียงการอักเสบเล็กน้อยของกระเพาะอาหารเท่านั้น แต่ไม่ว่าจะเป็นโรคกระเพาะอาหารแบบมีแผลหรือไม่มีแผล อาการของโรคก็มีความคล้ายคลึงกัน คือ ผู้ป่วยจะรู้สึกปวดจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ หรือบริเวณเหนือสะดือ ท้องอืด อาการมักเป็นๆ หายๆ มักเป็นเวลาท้องว่างหรือเวลาหิว อาการปวดหรือแน่นท้องจะดีขึ้นหลังทานอาหาร หรือได้รับยาลดกรด บางรายจะไม่มีอาการปวดท้อง แต่จะมีอาการแน่นท้องหรือรู้สึกไม่สบายในท้อง มีลมมากในท้อง ต้องเรอหรือผายลมจะดีขึ้น หรืออาจมีคลื่นไส้อาเจียน หรืออาการแสบร้อนยอดอกร่วมด้วย เเล้วรู้หรือไม่ว่าโรคกระเพาะอาหารเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ? เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร มีการหลั่งกรดในกระเพาะมากเกินไป หรืออาจเกิดจากความเครียด การทานอาหารรสจัด การดื่มชา กาแฟ น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคา
ไมยราบใครๆ ก็รู้จักเพราะพ้องกับชื่อยักษ์หลานทศกัณฐ์ ที่อาสาสะกดทัพวานรแล้วจับตัวพระรามหมายจะเอาไป “ต้มกินต่างสุกรแกล้มสุรา” ในเมืองบาดาล ยักษ์ไมยราพมีฤทธิ์ต่างจากยักษ์ตนอื่นคือเป็นหมอยาสมุนไพรวิเศษ สามารถปรุงยานอนหลับแล้วใช้เป่าสะกดลิงให้หลับได้ทั้งกองทัพ ขนาดพญาวานรอย่างสุครีพ หนุมานก็ยังหลับไม่เป็นท่าเพราะฤทธิ์ยาสมุนไพรของไมยราพ อันที่จริงต้นไมยราบเองก็มีสรรพคุณช่วยระงับประสาท และแก้โรคนอนไม่หลับได้ด้วย ต้นไมยราบ ในที่นี้หมายถึงวัชพืชไม้เลื้อยแผ่ไปบนพื้นดินลำต้นมีหนามแหลมเล็กๆ พบเห็นได้ตามข้างถนนหรือที่รกร้างทั่วไป เอกลักษณ์ของไมยราบคือใบของมันจะหุบลงได้เมื่อถูกกระทบกระเทือน จึงมีชื่อในภาษาฝรั่งว่า Sensitive Plant (พืชอ่อนไหว) ไมยราบชนิดนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Mimosa pudica L. มีช่อฝักเล็กๆ เหมือนพืชตระกูลถั่วทั่วไป เป็นคนละพันธุ์กับ “ต้นหัวใจไมยราบ” หรือกระทืบยอบ ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Biophytum sensitive DC. ซึ่งสรรพคุณคล้ายกันและเป็นพืชอ่อนไหวเหมือนกัน หมอแผนโบราณและหมอพื้นบ้านรู้จักเอาไมยราบทั้งต้นมาล้างสับเป็นชิ้นเล็กๆ ตากให้แห้งสนิทแล้วนำมาต้มกินต่างน้ำ เพื่อแก้โรคกษัยไตพิการ
สมุนไพรจีนอย่าง “ถั่งเช่า” นั้นดังเป็นพลุแตก แต่ด้วยสนนราคากิโลกรัมละ 200,000-400,000 บาท จึงทำให้คนไทยเดินดินอย่างเราๆ ไม่มีปัญญาหาถั่งเช่ามารับประทาน อันที่จริง สมุนไพร 2 ชีวิตกึ่งหนอนกึ่งเห็ดตัวนี้ ก็ไม่ได้มีสรรพคุณอะไรมากไปกว่าการกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และช่วยควบคุมไขมันในเลือดให้สมดุล แต่เนื่องจากการไหลเวียนโลหิตกระจายไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดฝอยที่อวัยวะเพศเพิ่มขึ้นด้วย จึงช่วยให้เกิดอานิสงส์เหมือนกินไวอะกร้า ขณะนี้มีข่าวดีว่ากระทรวงสาธารณสุขไทยกำลังเพาะถั่งเช่าได้เอง โดยใช้ดักแด้ของตัวไหมไทยเลี้ยงสปอร์ของเห็ดถั่งเช่าจีนในอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ราคาน่าจะพอหยิบจับเข้าปากประชาชนทั่วไปได้ คราวนี้ขอนำเสนอสมุนไพรภูมิปัญญาอีสาน-ล้านนาขนานแท้คือ “ปูนา” คนส่วนใหญ่คุ้นเคยแต่สมุนไพรที่เป็นพืชวัตถุ จนลืมไปว่าสมุนไพรไทยที่เป็นสัตว์วัตถุก็มีอยู่มากมายที่รู้จักกันดีคือ สัตตเขา หรือเขาสัตว์ 7 อย่าง เช่น เขากวางอ่อน เป็นต้น หรือเนาวเขี้ยว คือ เขี้ยว 9 อย่าง เช่น เขี้ยวหมูป่า เป็นต้น และปูนา ก็เป็นสมุนไพรจำพวกสัตว์วัตถุอย่างหนึ่งซึ่งมีรสเย็น ดับพิษร้อน ลดการอักเสบเหมือนสัตต
ใบไม้ เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ทำเป็นอาหารได้ เมื่อได้ชิมรสชาติ ทำให้ผู้เขียนต้องถามหาสูตรทันทีว่ามาจากไหน และมีกรรมวิธีการทำอย่างไร จึงได้รับคำตอบจาก คุณกัญญารัตน์ คงบ้อ นักการแพทย์แผนไทย หัวหน้าศูนย์สุขภาพวิถีไทย โรงพยาบาลเขาพนม จังหวัดกระบี่ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชมรมหมอพื้นบ้านของอำเภอเขาพนมและยังเป็นผู้ คิดหาสูตร “ยำใบไม้” โดยผ่านฝีมือการปรุงเมนูนี้จาก คุณอมรรัตน์ หิรัญรุจี หมอพื้นบ้าน อสม. ชมรมหมอพื้นบ้าน อำเภอเขาพนม ทั้งสองท่านบอกว่า สูตรนี้เป็นภูมิปัญญาในการปรุงอาหารของชาวบ้านในสมัยโบราณ ต่อมาจึงได้ชื่อว่า “ยำใบไม้” สูตรโบราณ ซึ่งเป็นการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ จะเรียกว่าเป็นสูตรโบราณหรือสูตรคุณยายก็ได้ วิธีการทำ “ยำใบไม้” ไม่ยาก ด้วยการนำเอาใบพืชสมุนไพรต่างๆ ที่เตรียมไว้มาหั่นฝอย จากนั้นนำเครื่องยำที่เตรียมไว้ (จะเรียกว่าเครื่องแกงก็น่าจะใช่) มาผสมคลุกเคล้ากับใบไม้ ส่วนเครื่องคลุกจะมีโปรตีนจากปลา และกุ้งแห้งที่ตำหรือป่นละเอียดไว้แล้ว จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำปลา น้ำตาลและเกลือ ชิมรสชาติตามชอบใจ สำหรับวิธีการรับประทานจะนำมาคลุกกับข้าวสวย พอได้กินแล้วก็รู้สึกเหมือนได้รับการกระตุ้นต่อมต่างๆ ตามร
นางธัญธิตา บุญญมณีกุล รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามโครงการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้สามารถผลิตพืชสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและมีปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยมีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก และ สศก. รับผิดชอบติดตามโครงการ โดยในปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ได้ดำเนินการในพื้นที่ 56 จังหวัด พัฒนาองค์ความรู้และทักษะของเกษตรกรได้จำนวน 1,810 ราย ครบตามเป้าหมาย พัฒนาความรู้และทักษะของเกษตรกรในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นโครงการสำคัญในการสนับสนุนให้สินค้าเกษตรชีวภาพมีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามเป้าหมายของแผนแม่บทย่อยเกษตรชีวภาพ ภาพรวมจากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยศูนย์ประเมินผล ในพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ นครพนม พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ และสิงห์บุรี พบว่า เกษตรกรทุกรายได้รับการสนับสนุนองค์ความรู้จากโครงการในการผลิตสมุนไพรและแมลงเศรษฐกิจ อาทิ องค์ความรู้ในกา
นายนพดล ศรีพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 ขอนแก่น (สศท.4) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าเป้าหมายในการขับเคลื่อนการผลิตด้วยโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ เพิ่มขีดความสามารถในการผลิตพืชสมุนไพรให้ได้ผลผลิตที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของตลาด เกิดการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อประโยชน์ด้านการผลิต การตลาด ผ่านกลไกบริหารจัดการร่วมกัน จังหวัดมหาสารคามนับเป็นแหล่งผลิตสมุนไพรสำคัญที่มีศักยภาพของประเทศ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 14 “เมืองสมุนไพร” (Herbal City) ของประเทศ เพื่อมุ่งผลิตสมุนไพรให้ได้มาตรฐาน มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยม ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมสมุนไพรของประเทศให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ภายใต้โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่พืชผัก/สมุนไพร ที่สนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิตและจำหน่ายสินค้าโดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน ตลอดจนเพื่อให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต ผลผลิตมีคุณภาพและได้มาตรฐาน สศท.4 ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตของแปล
อาชีพการเกษตร มีความอ่อนไหวต่อสภาพ ดิน ฟ้า อากาศ โดยเฉพาะปีนี้ เกษตรกรไทยจำนวนมากเจอปัญหาฝนแล้งช่วงต้นปี ปลายปีกลับเจอน้ำท่วมซ้ำเติมอีกระลอก ทำให้ผลผลิตเสียหายและเสี่ยงเจอความไม่แน่นอนเรื่องราคาสินค้าเกษตรอีกต่างหาก นับเป็นเรื่องเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น หากเป็นไปได้ อยากชวนเกษตรกรนำพืชสมุนไพร ไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมนำมาแปรรูปในลักษณะ “ น้ำมันหอมระเหย” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการตลาด และขยายช่องทางการขายเพิ่มมากขึ้น น้ำมันหอมระเหย (Essential Oil) คือ น้ำมันที่พืชสร้างขึ้นและเก็บไว้ในส่วนต่างๆ ของพืช เช่น ดอก ใบ ผล ลำต้น ตลอดจนเมล็ด ซึ่งจะพบแตกต่างกันไปในพืชแต่ละชนิด คุณสมบัติที่เด่นชัดคือมีกลิ่นหอมและระเหยได้ง่ายที่อุณหภูมิปกติ ปริมาณและคุณภาพน้ำมันหอมระเหยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ เช่น ดิน ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ความสูงจากระดับน้ำทะเล การเก็บเกี่ยว ตลอดจนเทคนิค และวิธีการสกัดและการกลั่นใส ทุกวันนี้ “ น้ำมันหอมระเหย” เป็นที่ต้องการในวงการอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง ทั้งอุตสาหกรรมอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องสำอาง ผงซักฟอก ธุรกิจสปา ฯลฯ ล้วนต้องการใช้น้ำมันหอมระเหย มาช่วยปรุงแต่ง
สภาวะโลกร้อน ภัยคุกคามใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ ทั้งในด้านผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงที่ชั้นบรรยากาศ ภูมิอากาศ อุณหภูมิ ทำให้รังสียูวีรั่วเข้ามาได้มากขึ้น เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติถี่และรุนแรงขึ้น เกิดจากขาดแคลนอาหารและน้ำ ปัญหามลภาวะ นำมาซึ่งความเจ็บป่วย อาการแพ้ ผลกระทบต่อดวงตา ผิวหนัง โรคระบบทางเดินหายใจ ระบบทางเดินอาหาร โรคทางจิตประสาท โรคซาร์ส โรคเมอร์ส เป็นต้น และโรคปัจจุบันทันด่วนอย่างลมแดด (heat stroke) ที่เราคาดเดาไม่ออกว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร เป็นเรื่องที่เราต้องทำความรู้จัก สร้างความเข้าใจ ให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้สมุนไพรดูแลสุขภาพในสภาวะโลกร้อน วิธีการใช้สมุนไพรในสภาวะโลกร้อน สมุนไพรรสหอม ถนอมใจ เมื่อไฟกำเริบ ภาวะโลกร้อนอาจนำมาซึ่งอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ ความเครียด หงุดหงิดง่าย อาการเหล่านี้สามารถดีขึ้นได้ด้วยสมุนไพรรสหอมสุขุม โดยการกินยาหอมชนิดต่างๆ เป็นประจำ ลมแดด สามารถบรรเทาอาการได้โดย ค่อยๆ ลดความร้อนร่างกายลง ใช้ผ้าชุบน้ำประคบตามตัว ศีรษะ ข้อพับ รักแร้ พัดระบายความร้อน หรือใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น บัวบก ว่านกาบหอย อัญชัน ผักปลาบ ผักปลัง ตำกับน้ำสุมหัวหรือชโลมตามตัว แต่ต้องระวังอย่
ปัจจุบัน น้ำคลอโรฟิลล์ ได้รับความนิยมดื่มเพื่อรักษาสุขภาพกันอย่างกว้างขวาง ทั้งนี้ เพื่อช่วยล้างพิษตกค้างในร่างกายและสร้างพลังงานแก่ร่างกาย อีกทั้งยังป้องกันรักษาโรคบางชนิดได้ จึงมีให้เห็นแพร่หลายในรูปแบบต่างๆ คลอโรฟิลล์สกัดจากพืชหลายชนิด แม้แต่สมุนไพรของคนภาคเหนือ ก็สามารถนำมาสกัดเป็นน้ำคลอโรฟิลล์ได้เช่นกัน โดยกลุ่มเครือข่ายสุขภาพพึ่งตนเองในเขตภาคเหนือ (เชียงใหม่-ลำพูน) ได้นำสมุนไพรท้องถิ่นภาคเหนือ ได้แก่ ใบย่านางกับสมุนไพรที่ออกฤทธิ์เย็นมาสกัด ทำน้ำคลอโรฟิลล์เพื่อสุขภาพราคาประหยัดและหาได้ง่ายในชุมชน คุณสุเมธ พรหมรักษา วิทยากรเครือข่ายสุขภาพพึ่งตนเองตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ได้กล่าวว่า “ใบย่านาง” หรือที่คนภาคเหนือเรียกว่า “ผักจอยนาง” นิยมนำมาขยี้กับน้ำใส่แกงหรือห่อหมกหน่อไม้ เชื่อว่ามีฤทธิ์ลดพิษของหน่อไม้ จึงได้นำใบย่านางมาสกัดทำน้ำคลอโรฟิลล์ หรือน้ำเขียวเพื่อใช้ล้างพิษ และปรับสมดุลของร่างกาย เนื่องจากสาเหตุของการเจ็บป่วย อาหารเป็นพิษไม่สมดุล พิษจากการไม่ออกกำลังกายหรือออกกำลังกายอิริยาบถไม่ถูกต้อง พิษจากมลพิษต่างๆ “การสัมผัสเครื่องยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงการพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็อาจเป
