สมุนไพร
มะกรูด ถือเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย ส่วนต่างของมะกรูดสามารถใช้ประโยชน์ได้หมด ไม่ว่า ใบมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหย และใช้เป็นเครื่องเทศประกอบอาหาร ผลมะกรูดใช้แต่งกลิ่น สระผม ผิวจากลูก บำรุงเป็นยาขับลมในลำไส้ แก้แน่น เป็นต้น สายพันธุ์มะกรูดแบ่งออกเป็น 2 สายพันธุ์หลัก คือสายพันธุ์ที่ให้ผลมะกรูดดกตลอดปี ผิวผลค่อนข้างเรียบ และผลมีขนาดเล็ก อีกสายพันธุ์หนึ่งเป็นพันธุ์ผลใหญ่ และติดผลเป็นพวง ในการปลูกนั้น ควรเลือกสภาพพื้นที่ต้องมีการระบายน้ำดี น้ำไม่ท่วมขัง มีระดับ pH 5.5-7.0 ดินมีอินทรียวัตถุสูง หรือปรับแต่งได้ด้วยการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสดได้ ควรมีการไถพรวนก่อนเพื่อช่วยไม่ให้ดินแน่นแข็งเกินไป ในการปลูกมะกรูดเพื่อเป็นการค้านั้น ส่วนใหญ่จะนิยมปลูกโดยการยกร่อง มีความกว้างของแปลง 1 เมตร ยกระดับความสูงของแปลง ประมาณ 20-25 เซนติเมตร ความห่างระหว่างจุดกึ่งกลางของแปลง 1.5 เมตร ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ดดยใช้วิธีปลูกแบบสลับฟันปลา การใช้ระยะปลูกที่ห่างกว่านี้ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากการผลิตใบมะกรูดต้องอาศัยกรรมวิธีในการตัดแต่ง ซึ่งเท่ากับเป็นการควบคุมขนาดพุ่มต้นพร้อมกันด้วย กิ่งพันธุ์
เป็นที่รู้กันว่าโรคที่คร่าชีวิตคนไทยเป็นจำนวนมากในแต่ละปีถ้าไม่นับโรคมะเร็งแล้ว ก็ต้องยกให้โรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันและโรคหลอดเลือดสมองตีบ แม้ยาแผนปัจจุบันที่ใช้รักษาโรคทั้งสองจะมีประสิทธิภาพดี แต่ก็มีผลข้างเคียงมากเช่นกัน ผู้ที่รักสุขภาพจึงหันมานิยมยาสมุนไพรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่ปลอดภัยหาง่าย และมีประสิทธิภาพในการรักษาไม่แพ้กัน สมุนไพรมีอยู่มากมายหลายตำรับ แต่ที่ตรงคำกล่าวที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” ยาสมุนไพรสูตรตำรับเดียว ที่ใช้ป้องกันได้ทั้งสองโรคนั้นมีอยู่ไม่กี่ตำรับ ในที่นี้ขอแนะนำตำรับหนึ่งที่มีผู้ใช้ได้ผล และบอกต่อกันมา คือตำรับกระเจี๊ยบแดง พุทราจีน และเตยหอม สมุนไพรชนิดแรก สีแดงและรสเปรี้ยวจี๊ดของกลีบเลี้ยงผลกระเจี๊ยบแดง นอกจากมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ขับนิ่วในไต และในระบบทางเดินปัสสาวะแล้ว ยังมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด และรักษาโรคความดันโลหิตสูง รวมทั้งลดความเหนียวข้นของเลือดลง ทำให้การไหลเวียนของโลหิตทั่วร่างกายดีขึ้น ซึ่งก็ช่วยรักษาเส้นเลือดขอดให้ทุเลาลงได้ด้วย กระเจี๊ยบแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่ออื่นว่า กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบเปรี้ยว ผักเก็งเค็ง ส้มเก็งเค็ง ส้มตะเลงเครง ส้
แม้จังหวัดกาญจนบุรี หรือ “เมืองกาญจน์” จะอยู่ในพื้นที่เขาหินปูน ที่ระบายน้ำได้ดี ไม่ท่วมขัง แต่อาจทำการเกษตรปลูกพืชไม่ได้ผลผลิตดีเท่าที่ควร หากขาดการออกแบบการทำการเกษตรที่เหมาะสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุช สังข์อยุทธ์ ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ด้านบริการสังคมและชุมชนสัมพันธ์ และอาจารย์ประจำสาขาวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตกาญจนบุรี ผู้ได้รับการยกย่องในฐานะ “คนดีศรีกาญจน์ศึกษา ประจำปี2564 จังหวัดกาญจนบุรี” เคยทำประโยชน์เพื่อการพัฒนาชุมชนตำบลวังกระแจะ และตำบลลุ่มสุ่ม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี จนได้รับการยกย่องเป็นหมู่บ้านต้นแบบ “หมู่บ้านสมุนไพรและเกษตรปลอดภัยไทรโยค” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นงนุช ได้ลงพื้นที่ “ใช้ชุมชนเป็นห้องแล็บ” เพื่อศึกษาโจทย์ปัญหาเร่งด่วนของชุมชนกลับมาสร้างสรรค์สู่งานวิจัยคุณภาพ โดยได้มีบทบาทหลักในฐานะผู้เชี่ยวชาญในการออกแบบการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะ “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานแห่งมหาวิทยาลัยมหิดล คือ การทำให้เ
“เพชรสังฆาต” เป็นสมุนไพรที่ใช้บำรุงกระดูกมาตั้งแต่สมัยโบราณ ในพระคัมภีร์สรรพลักษณะ สรรพคุณแลมหาพิกัดที่มีมาตั้งแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยากล่าวถึงสรรพคุณของ “เพชรสังฆาต” ไว้ว่า “เพชรสังฆาต แก้จุกเสียด แก้บิด แก้ปวดในข้อในกระดูก ชอบแก้ลมทั้งปวงแล” ปัจจุบัน ได้มีงานวิจัยพบว่า “เพชรสังฆาต” (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cissus guadrangularis L.) มีวิตามินซีสูงมาก ซึ่งยืนยันสรรพคุณรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน อุดมด้วยแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ที่สำคัญมีองค์ประกอบของแคลเซียมสูงมาก รวมทั้งสารอนาโบลิก สเตียรอยด์ (Anabolic Steroids) มีฤทธิ์เร่งปฏิกิริยาการสมานกระดูกที่แตกหักโดยกระตุ้นการสร้างเซลล์ออสเตโอบลาสต์ (Osteoblast) ซึ่งทำหน้าที่สร้างกระดูกและยังช่วยให้มีการสร้างสารมิวโคโพลีแซกคาไรด์ (Mucopolysaccharides) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสมานกระดูก ยิ่งกว่านั้นสารคอลลาเจน (Collagen) ในเพชรสังฆาตยังเป็นสารอินทรีย์โปรตีนที่มาจับตัวกับผลึกแคลเซียมฟอสเฟตจนกลายเป็นกระดูกแข็งที่สามารถรับน้ำหนักและมีความยืดหยุ่นในตัวเอง ผลการทดลองใช้เถาเพชรสังฆาตในสตรีวัยทองซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงท
คงปฏิเสธไม่ได้นะครับว่า สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ในประเทศไทยเข้าใกล้ขั้นวิกฤตแล้ว พฤติกรรมในชีวิตประจำวันของเราทุกคนจำต้องปรับเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้ คือหลังจากมาตรการห้ามนั่งกินอาหารในร้านพื้นที่สีแดง คนกลับไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดสดมากขึ้น คงเพราะจำต้องทำกับข้าวกินเองที่บ้าน เป็นการประหยัดรายจ่ายนั่นเองครับ ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้การซื้อขายบริโภคของสดของแห้งยังพอคงสภาพอยู่ได้บ้าง ก็เลยยังจะขอแบ่งปันทางเลือกในการเสาะหาวัตถุดิบอาหารที่เป็นผักหญ้ากินได้ริมทาง เท่าที่พอจะทำได้นะครับ ด้วยความเชื่อว่าคงเป็นประโยชน์สำหรับคนที่ไม่ใคร่อยากไปตลาดที่มีผู้คนพลุกพล่านบ่อยนัก แล้วก็เป็นความรู้ติดตัวในการหาเก็บหากินผัก “ทางเลือก” ปลอดสารพิษ ที่เสาะหาได้ง่ายๆ ในที่ที่คนส่วนใหญ่คิดไปไม่ถึง ผมนึกถึงผักข้างทางอีกชนิดหนึ่ง ที่บางแห่งก็ใช้ประโยชน์เป็นพืชอาหารกันอย่างเต็มที่ หากส่วนใหญ่แล้วก็มักมองว่าเป็นวัชพืชที่ต้องกำจัด นั่นก็คือ “พาโหม” (Skunk-vine) พาโหม เป็นไม้เถาเลื้อยพันหลัก มีทั้งแบบใบเรียวเล็กยาว และใบใหญ่หนา มีชื่ออื่นๆ ที่คนเรียกต่างๆ ไป เช่น เถาตดหมา ตูดหมูตูดหมา กะพังโหม เ
ตามปกติแล้ว เมื่อมีใครบอกข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่มีฤทธิ์ป้องกันการเป็นโรคไต ข้าพเจ้าจะฟังหูไว้หูเสียก่อน แต่หนักไปทางไม่ค่อยจะเชื่อสักเท่าไร เพราะว่าปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ใดที่บ่งชี้ว่าสมุนไพรป้องกันโรคไตได้จริง ที่ได้ฟังมาบ่อยๆ ก็จะเป็นการอวดอ้างสรรพคุณการรักษา หลอกผู้ป่วยที่สิ้นหวัง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไร้ซึ่งจริยธรรมและผิดกฎหมายอย่างยิ่ง มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงสงสัยแล้วว่า เกริ่นนำมาแบบนี้ แล้วจะนำเสนอสมุนไพรอะไรได้ สิ่งนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงปัจจัยหรือความเสี่ยงอันนำไปสู่การเกิดโรคไตได้ ในทางแบบแผนปัจจุบัน มีงานวิจัยระบุไว้ว่า ในคนไข้กลุ่มโรคเมแทบอลิกจะมีความเสี่ยงในการเกิดโรคไตเรื้อรังมากเป็น 2.65 เท่า ของคนปกติ ด้วยเหตุนี้เอง หากเราป้องกันกลุ่มโรคนี้ได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการลดความเสี่ยงในการเกิดโรคไตได้เช่นเดียวกัน สาเหตุหลักของโรคนี้คือ ความอ้วน ที่ทำให้ร่างกายดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลิน จนมีผลเกิดน้ำตาลในเลือดสูง ไขมันสะสมภายในเซลล์ต่างๆ ความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ รวมทั้งโรคไตด้วย ดังนั้น การรักษากลุ่มอากา
คอลัมน์ เก็บป่ามาฝากเมือง โดย กุมิสบ๊ะ รงโซะ ให้ข้อมูลว่า เมื่อพูดถึงต้นไมยราบ ทำให้ผู้เขียนนึกถึงตอนสมัยเด็กๆ ที่เคยวิ่งเล่นซนแข่งกันเขี่ยต้นไมยราบให้ใบหุบ ใครทำได้เยอะคนนั้นชนะ ซึ่งบางครั้งก็อาจเผลอไปเหยียบต้นจนหนามตำเท้าก็มี พอโตขึ้นมาหน่อยฟันก็เริ่มผุ ปวดฟันก็บ่อย คนเป็นแม่ก็พลอยเหนื่อยในการหาหยูกยามารักษา แต่ยาที่แม่หามานั้น บ่อยครั้งมากที่เป็นต้นไมยราบ ท่านมักจะนำใบมาขยี้กับน้ำปูนใส บางครั้งก็นำใบหญ้าก้นบึ้งมาขยี้ผสมลงไปด้วย แล้วนำมาทาที่แก้มบริเวณที่มีอาการปวด ส่วนรากของไมยราบนั้น ท่านจะนำไปต้มกับน้ำให้เดือดรอให้อุ่นแล้วนำมาอมประมาณ 3-5 นาที แล้วบ้วนทิ้ง ควรทำบ่อยๆ ประมาณ 4-5 ครั้งต่อวัน จนกว่าอาการจะหายเป็นปกติ นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ไปเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรจาก แม่หมอแมะ (นางตีเมาะ รงโซะ) หมอตำแย บ้านบันนังบารู ตำบลเปาะเส้ง อำเภอเมืองยะลา ท่านเล่าว่า เมื่อครั้งที่ท่านอยู่ไฟ (ช่วงที่ท่านคลอดบุตร) ท่านมักจะดื่มน้ำต้มที่มีสีแดงจากรากของไมยราบแทนน้ำ บางครั้งท่านก็ใส่น้ำตาลลงไปด้วย ชงเหมือนเครื่องดื่มทั่วไป เพราะท่านชอบในสีสันสีแดงที่สวยงาม แล้วยังคงสรรพคุณที่ทำให้มดลูกกระชับเข้าอู่เ
Common name : Indian Marsh Fleabane ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pluchea indica (L.) Less Family : ASTERACEAE/COMPOSITAE ของดีจากพื้นที่ชายทะเลที่หลายๆ ท่านไม่รู้จักและมองข้าม ใครขับรถมาเที่ยวชายทะเลทางภาคตะวันออก เริ่มตั้งแต่บางพลี ปากน้ำ เรื่อยลงมาแปดริ้ว ถึงบางทราย ชลบุรี อ่างศิลา บางแสน บางพระ บางละมุง ฯลฯ เลยไปจนถึงระยอง จันทบุรี ตราด หากท่านสังเกตมองข้างทาง ริมถนนดีๆ จะเห็นไม้พุ่มชนิดหนึ่งขึ้นอยู่ประปราย บางทีเป็นดงเลยก็มี ดอกเป็นช่อสีขาวอมม่วงอ่อน มองไกลๆ คล้ายๆ ดอกสาบเสือ พอแก่จะเป็นสีน้ำตาล มีปุยขาว สามารถปลิวลอยตามลมไปได้ไกลๆ ใบสีเขียวสดขอบมีจักเล็กน้อย อวบน้ำ กิ่งก้านสีน้ำตาล ปลายยอดอ่อนเขียว บางทีมีเหลือบน้ำตาลแดงนิดๆ ชอบอยู่ตามที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงและมีระดับน้ำขึ้นลงเสมอๆ จะยิ่งชอบเป็นพิเศษ แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มกว้าง ดูเขียวสดใสงดงาม โดยเฉพาะฤดูฝน เมื่อถูกตัดจะยิ่งแตกยอดมาก ขลู่ ชอบขึ้นใกล้ๆ กับชะคราม มะแว้งเครือ แถบบางแสนหากเจอขลู่ ก็มักจะต้องได้พบเพื่อนเขาทั้งสองชนิดอยู่ด้วยกันตลอด หากแต่ปัจจุบันมีการถมที่ ตัดถนน สร้างหมู่บ้านรุกที่ชายทะเลมากขึ้นเรื่อยๆ ประชากรพืชท้องถิ่นป่าชายเลน
ชื่อวิทยาศาสตร์ Litsea glutinosa (Lour) C.B.robinson. ชื่ออื่นๆ ตังสีไพร (พิษณุโลก) หมี (อุดรธานี, ลำปาง) อีเหม็น (กาญจนบุรี, ราชบุรี) หมูทะลวง (จันทบุรี) หมูเหม็น (แพร่) พี่เป็นคนอาภัพ แม้จะเป็นไม้ยืนต้นแต่ต้องผลัดใบ สูงได้ถึง 15 เมตร แต่ทรงพุ่มก็แน่นกลมทึบ ซ้ำลำต้นแก่ๆ ก็จะแตกเป็นร่องตื้นๆ ตามยาว ดีที่เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล เรื่องชื่อนี้แหละที่เป็นปมด้อยเหลือเกิน ใครได้ยินก็ตีความกันว่า ทั้งหมี ทั้งหมู คงไม่เข้าใกล้ เพราะมันเหม็น น้อยใจที่สุดก็คือเขาเรียกว่า “อีเหม็น” ดีนะที่ยังมีชื่อถูกใจหน่อย แถวๆ จันทบุรี เขาเรียกว่า “หมูทะลวง” ชื่อนี้แหละที่พอจะยืดอกได้ แต่ก็คุ้นชินกับชื่อสั้นๆ ว่า “ต้นหมี” ที่พี่ว่าใบเป็นพุ่มทึบ ส่วนใหญ่ก็แน่นที่ปลายกิ่ง สีเขียวเข้มเป็นมัน ที่ท้องใบมีขนและก็มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทำไมทั้งหมู ทั้งหมี จึงบอกว่าเหม็น พี่เห็นคนชอบเด็ดใบต้นพี่หมีไปต้มเป็นยาขับปัสสาวะ และเอาใบสดขยี้ทาตัวรักษากลาก เกลื้อน ตำพอกรักษาฝี แก้ปวด ถอนพิษร้อน อย่างนี้แล้วยังบ่นว่าเหม็นได้อย่างไร นักวิชาการจัดพี่ไว้ในตำรับยาสมุนไพรไทย เพราะบางคนใช้ใบขยี้กับน้ำใช้สระผม พอกศีรษะฆ่าเหาได้ด้วย อย่าคิด
ชื่อทั่วไป : Indian snake roots, Serpent wood ชื่อวิทยาศาสตร์ : Rauvolfia serpentine (Bent.) Family : APOCYNACEAE ระย่อม เป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ ไม่สูงมาก ใบดกหนาทึบสีเขียวสด ลำต้นมักคดงอ รากขนาดใหญ่ ลึกลงไปในดิน ชอบขึ้นตามชายป่า เชิงเขาที่ดินร่วนปนทราย หรือเป็นหินปนกรวดลูกรัง ที่ค่อนข้างชุ่มชื้น พบกระจายพันธุ์มาตั้งแต่ศรีลังกา อินเดีย เนปาล จีน ภูฏาน ทิเบต พม่า ไทย ลาว กัมพูชา ฯลฯ ดอกเป็นช่อคล้ายดอกเข็มแดง สีขาวอมชมพูอ่อน มี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 5 กลีบ เช่นกัน โคนก้านดอกเชื่อมติดกันเป็นช่อสีชมพู พอดอกโรยก็จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ออกดอกช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดผลกลมๆ รีๆ สีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงดำ คล้ายลูกต้นพลองหรือลูกมิกกี้เม้าส์ ชื่อสกุลของไม้ระย่อม ถือว่าเป็นการให้เกียรติแก่ Dr. Leonhard Rauwolf นักพฤกษศาสตร์/นายแพทย์ชาวเยอรมัน แต่ชื่อทาง Botany ใช้ตัว V แทน W ส่วนนามสกุล serpentina หมายถึงลักษณะที่คดไปมาเหมือนงู ระย่อม อยู่ในวงศ์ APOCYNACEAE เป็นที่รู้กันว่าต้องมีน้ำยางสีขาว ชาวเอเชียเรานั้นรู้จักใช้รากระย่อมเป็นสมุนไพรมาแต่โบร่ำโบราณ แต่มิได้มีการบันทึกไว้ มาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2495
