สมุนไพร
ในปี 2564 จากรายงานด้านสาธารณสุขทั่วโลก พบผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมากกว่า 2 ล้านราย โดยคิดเป็น 11.7 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด นับว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตจากมะเร็งในผู้หญิงเป็นลำดับต้นๆ การรักษาในปัจจุบันจะแบ่งเป็น 2 แนวทาง คือ การผ่าตัดเต้านม และการใช้ยาเคมีบำบัด รวมทั้งยาฮอร์โมนที่จะช่วยป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ ซึ่งยาเคมีบำบัดที่ใช้บ่อย ได้แก่ ยาด็อกโซรูบิซีน (doxorubicin) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีในการรักษาโรคมะเร็งเต้านม แต่อีกด้านหนึ่งก็พบผลข้างเคียงหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับความเป็นพิษต่อเม็ดเลือด คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ มวลกระดูกลดลง อาการข้างเคียงกลุ่มแรกจากยาเคมีบำบัดที่พบได้บ่อยคือ คลื่นไส้ อาเจียน (chemotherapy-induced nausea and vomiting) สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการลดความรุนแรงของอาการกลุ่มนี้คือ ขิง จากงานวิจัยจะให้รับประทานแคปซูลขิง 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ในช่วงที่ให้ยาเคมีบำบัด อาการข้างเคียงหลังจากการให้ยาเคมีบำบัดอีกอาการที่พบบ่อยเช่นกันคือ อาการท้องเสีย โดยพบได้ถึงร้อยละ 60 สมุนไพรช่วยลดอาการได้คือ ไทสงขาว (Marsdeniaetenacissim
“เลือด” เป็นของเหลวสีแดงที่ไหลเวียนไปตามเส้นเลือดไปยังส่วนต่างๆ ทั่วร่างกาย เลือดทำหน้าที่หลายอย่าง เช่น ขนส่งก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ ปรับระดับอุณหภูมิของร่างกาย ส่วนเม็ดเลือดขาวก็ช่วยจัดการกับเชื้อโรคที่เข้ามารุกราน รวมทั้งสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย จะเห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เลือดทำได้นั้นมีความสำคัญกับร่างกายมาก ดังนั้น หากเลือดทำงานด้อยประสิทธิภาพลง จะส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอลง เจ็บป่วยได้ง่าย เราจึงควรใส่ใจดูแลบำรุงเลือดให้สมบูรณ์ เมื่อระบบไหลเวียนเลือดทำงานได้ดี ร่างกายก็แข็งแรงจากภายในสู่ภายนอก 8 สมุนไพรบำรุงเลือด ใครที่อยากบำรุงเลือดให้แข็งแรงสมบูรณ์ สิ่งที่ควรใส่ใจเป็นอันดับแรกเลยคืออาหารนั่นเอง มีพืชผักสมุนไพรอยู่เป็นจำนวนมากที่มีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือด ไม่ว่าจะในคนปกติหรือผู้ที่มีภาวะเลือดจาง สามารถเลือกกินได้ บางชนิดอาจจะหากินยากสักเล็กน้อย แต่บางชนิดก็ผักสวนครัวใกล้ๆ ตัวที่เราแทบจะกินกันอยู่ทุกๆ วันเลยทีเดียว อย่ารอช้าไปรู้จักกับสมุนไพรมีสรรพคุณช่วยบำรุงเลือดทั้ง 8 ชนิดกันเลย แคนา เป็นพืชที่มักพบตามทุ่งนา ดอกรูปแตรสีขาว ส่วนที่มีสรรพคุณช่วยบำ
หลายปีที่ผ่านมาพบว่าผู้คนส่วนมากนิยมเดินทางไปเที่ยวในรูปแบบสัมผัสธรรมชาติ ต้องการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมเรียนรู้วิถีชีวิตเชิงเกษตรกรรม ตลอดจนวัฒนธรรมชุมชนผ่านการใช้ชีวิตพร้อมลงมือทำแบบเรียลไทม์ เรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ตรงจากผู้ปฏิบัติตัวจริงเพื่อความเข้าใจอย่างถ่องแท้ จึงนำไปสู่ธุรกิจเกษตรเชิงท่องเที่ยวที่เรียกว่า “ฟาร์มสเตย์” ขึ้น แล้วพบว่าหลายจังหวัดมีฟาร์มสเตย์เกิดขึ้นโดยดึงศักยภาพความโดดเด่นของแต่ละแห่งมาจัดโปรแกรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า “ณ บ้านนอก ออร์แกนิก ฟาร์มสเตย์” ที่อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เป็นอีกแห่งที่จัดครบ จบทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการชมฟาร์มเกษตรออร์แกนิกที่มีทั้งเลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ ปลูกพืชผักผลไม้ จัดพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพอย่างการอบสมุนไพรสุ่มไก่ การนวดสมุนไพร หรือถ้าไม่อยากเบื่อก็ไปทำกิจกรรมเวิร์กช็อป อย่างทำยาดม ยาหม่อง พร้อมกับพาไปเที่ยวตามสถานที่สำคัญหลายแห่งในชุมชน ถ้าหิวก็ตรงไปยังคาเฟ่เกษตรที่มีอาหารให้เลือกทั้งแบบพื้นบ้านหรือสากล จวบจนมื้อค่ำหากสนใจทำอาหารรับประทานเองก็ไปเก็บวัตถุดิบในสวนมาทำรับประทานแบบสด ใหม่ได้อย่างสบายใจ คุณธัน
“เขาค้อ” เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีชื่อเสียงที่หนึ่งในจังหวัดเพชรบูรณ์ เนื่องจากมีความหลากหลายทางชีวภาพ พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์แล้ว ที่นี่ยังเป็นทำเลทองของการเพาะปลูกพืชผักไม้ผลนานาชนิด รวมทั้ง “ขิง” พืชสมุนไพรทำเงิน ที่สร้างอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกรชาวอำเภอเขาค้อมาอย่างยาวนาน ขิง พืชทำเงิน ตำบลเข็กน้อย อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขาเผ่าม้งปลูกขิงอย่างแพร่หลายกว่า 30 ปี นอกจากปลูกขิงขายสร้างรายได้แล้ว ยังนิยมบริโภคขิงบำรุงสุขภาพอีกด้วย เนื่องจากขิงเป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณทางยามากมาย ช่วยขับเหงื่อ ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ช่วยให้เจริญอาหาร และทำให้ร่างกายอบอุ่น หากนำขิงแก่มาต้มน้ำดื่มยิ่งได้ประโยชน์ เพราะขิงแก่มีรสเผ็ดร้อนและมีใยอาหารมาก ใช้ดื่มบำรุงสุขภาพ บรรเทาอาการไอ ขับเสมหะจากโรคไข้หวัดได้อย่างดี การปลูกขิงให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดี เกษตรกรต้องพิถีพิถันในการปลูกดูแล เริ่มจากการคัดเลือกพื้นที่ปลูกที่เหมาะสม เนื่องจากขิงเป็นพืชที่มีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคพืชและไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ขิงเน่าเสียได้ง่าย เกษตรกรส่วนใหญ
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุและวัยผู้ใหญ่ตอนกลาง ซึ่งมีสาเหตุจากร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลที่กินเข้าไปได้หมด จึงทำให้น้ำตาลคั่งอยู่ในเลือด ถ้ามีน้ำตาลในเลือดมากจะถูกขับออกมาทางปัสสาวะ จึงเรียกอาการดังกล่าวว่า “เบาหวาน” โรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้ มักจะต้องไปพบแพทย์ประจำ กินยาและตรวจร่างกายอย่างต่อเนื่อง นอกจากจะเสียเวลาที่จะต้องไปรอรับการรักษาที่โรงพยาบาลและค่าใช้จ่าย ค่ายาหรือค่าตรวจต่างๆ เมื่อรวมแล้วแต่ละปีก็มีราคาสูงมาก เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ป่วยโรคเบาหวาน คือการทำให้ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างคนทั่วไป ไม่แสดงโรคแทรกซ้อนตามมา และไม่เกิดอันตรายจากภาวะที่เกิดจากโรคเบาหวาน เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น เกิดภาวะช็อก หรือมีอาการที่ควรจะระมัดระวัง คือภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ผู้ป่วยจะมีอาการตัวเย็น เหงื่อออก ใจสั่น และอาจหมดสติได้ ดังนั้น แพทย์หรือผู้ให้คำแนะนำผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงให้ผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวผู้ป่วยพกไว้ติดตัว และมีน้ำตาลก้อนหรือลูกอมรสหวานติดไว้เพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน อาการที่สำคัญของผู้ป่วยโรคเบาหวาน &
ภญ.อาสาฬา เชาวน์เจริญ เขียนในคอลัมน์ คนงามเพราะแต่ง ในอภัยภูเบศรสาร ว่า หญ้าดอกขาว เป็นยาสมุนไพรที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 (โดยมีข้อบ่งใช้ เพื่อช่วยลดความอยากบุหรี่) ส่วนที่ใช้คือ ส่วนเหนือดิน (ลำต้นและใบ) ข้อมูลพื้นบ้าน ใช้แก้ไอ แก้หอบหืด รักษาหลอดลมอักเสบ และช่วยเลิกบุหรี่ มีงานวิจัยพบว่า หญ้าดอกขาวมีสารสำคัญคือ เกลือไนเตรต ทำให้ชาลิ้น (ผู้ใช้บางรายใช้ยาแล้วไม่รู้สึกอยากบุหรี่ รู้สึกเหม็นบุหรี่ เมื่อสูบบุหรี่แล้วอยากอาเจียน) ช่วยลดปริมาณก๊าซพิษ+ที่คั่งค้างในปอด มีการศึกษาในหลอดทดลองพบว่า หญ้าดอกขาวมีฤทธิ์ยับยั้งการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งปอด มีการศึกษาในหนูทดลองที่ได้รับสารนิโคตินพบว่า เมื่อได้รับสารสกัดหญ้าดอกขาว 6 เดือน มีผลปรับปรุงเนื้อเยื่อทางเดินหายใจให้ดีขึ้น โดยวัดจากการที่มีการลดลงของเซลล์อักเสบ มีบริเวณที่เกิดพังผืดลดลง วิธีใช้หญ้าดอกขาว ครั้งละ 2 กรัม ชงน้ำร้อนประมาณ 120-200 มิลลิลิตร หลังอาหารวันละ 3-4 ครั้ง รับประทานติดต่อกันได้ 6 เดือน พบว่ามีความปลอดภัย หญ้าดอกขาว 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 6-8 แก้ว เมื่อยาเดือด แล้วปล่อยให้เดือดกรุ่นๆ ต่อไปอีก 5-10 นาที จะ
เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือ กับ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ส่งเสริมให้มีความร่วมมือในการให้บริการวิชาการ ค้นคว้าวิจัย และกิจกรรมอื่นๆ อันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนางานด้านการแพทย์ โดยมี รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ นายยงยศ ธรรมวุฒิ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นผู้แทนลงนามทั้งสองฝ่าย โอกาสนี้ คณะผู้บริหารของทางสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมสภามหาวิทยาลัย ชั้น 5 อาคารสำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ การบันทึกความร่วมมือในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและพัฒนาการศึกษา วิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรม สำหรับพืช “กัญชา” และพืชสมุนไพรอื่น เพื่อประโยชน์ทางราชการ การแพทย์ และ/หรือ การรักษาผู้ป่วยภายใต้กรอบและเงื่อนไขที่ถูกต้องและเป็นไปตามกฎหมาย ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรทุนมนุษย์ทางด้านเทคโนโลยีเชิงเกษตรกรรม (AgriTech) สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ที่มุ่งเน้นในบริบทด้านพืช “กัญชา” และพืชสมุนไพรอื่น ทั้งยังร่วมกันสร้าง พัฒนา และนำผลงานที่เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือไ
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ขับเคลื่อนนโยบาย BCG พัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมและนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ณ พื้นที่จังหวัดพิษณุโลก บูรณาการวิจัยประสบผลสำเร็จพัฒนาและทดสอบ “ข้าวสมุนไพรที่มีสารสำคัญถั่งเช่า” ที่มีคุณสมบัติเด่นช่วยต้านอนุมูลอิสระ สร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย พร้อมต่อยอดแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ สร้างงาน สร้างเงินให้เกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจประเทศ ศ. (วิจัย) ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว. โดย ศูนย์ทดสอบและมาตรวิทยา กลุ่มงานบริการอุตสาหกรรม ภายใต้การดำเนินโครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมและนวัตกรรมอาหารปลอดภัย ได้ลงพื้นที่ ณ จังหวัดพิษณุโลก นำองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.) มาพัฒนารวมกับเกษตรกร เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่อยอดฐานความเข้มแข็งเดิม นั่นก็คือ ผลผลิตทางการเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า ด้วยการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่มีสารสำคัญของถั่งเช่า ซึ่ง วว. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ทดสอบปริมาณสาร
ชื่ออื่นๆ ผักลิ้นห่าน หนุ่นดิน มะยมใบพาย อะจีเจ้า นอช่วยไน้ ลีเดาะห์ นาฆอ (Lidahnaga) เล่งจิเช่า เลิงจิเฉ่า หลงลี่เยียะ หลงซื่อเยียะ เหล่งหลี่เฮียะ เหล่งจิเฮี๊ยะ Dragon’s Tongue ลักษณะทั่วไป ไม้พุ่มเตี้ย สูงประมาณ 1-1.5 ฟุต แตกสาขาในระดับผิวดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับตามข้อต้น ใบรูปไข่หรือรูปมนรี โคนใบสอบแหลมเข้าหากัน ปลายใบมน ขอบใบเรียบ ดอกช่อออกตามซอกใบและลำต้น มีขนาดเล็กสีแดงม่วงหรือสีม่วงเข้ม ผลคล้ายเมล็ดถั่ว ก้านสั้น และมีกลีบเลี้ยงที่ขยายตัวหุ้มเอาไว้ การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด ปักชำ ลิ้นมังกร ยาแก้ร้อนใน สมัยอาม่า ลิ้นมังกร เป็นสมุนไพรที่สมัยก่อนคนจีนนิยมปลูกเป็นไม้กระถางประดับในบ้าน เอาไว้ต้มดื่มแก้ร้อนใน แก้ไอ ในตำรายาจีนกล่าวว่า ลิ้นมังกรมีรสสุขุม ใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น บำรุงปอด แก้ไอแห้งๆ เจ็บคอ หลอดลมอักเสบเฉียบพลัน หอบหืด ไอเป็นเลือด เสียงแห้ง เป็นต้น ต้นลิ้นมังกร เป็นต้นไม้ที่จำได้ง่ายๆ ใบมนๆ สีใบไม่เขียวเข้ม ออกสีตุ่นๆ (เป็นคนละต้นกับไม้ประดับอีกชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า ลิ้นมังกร เหมือนกัน แต่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Sansevieria trifasciata ซึ่งใบมีลักษณะเรียวยาวคล้ายหอก
“ขาวละออเภสัช” ผู้ผลิตและส่งออกยาจากสมุนไพร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่มจากธรรมชาติ และสารสกัดจากสมุนไพร ที่ยืนหยัดด้วยคุณภาพ ครองใจคนไทยมาหลายยุคหลายสมัย พร้อมแนวคิดที่น่าสนใจจาก คุณวัชรพงษ์ พงษ์บริบูรณ์ ผู้บริหาร บริษัท ขาวละออเภสัช จำกัด ที่เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการแพทย์ ทั้งแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน กับการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง ทำให้แบรนด์อยู่ได้อย่างยาวนานเกือบศตวรรษ ผสานภูมิปัญญาสู่การวิจัย พัฒนาสินค้าไม่หยุดยั้ง ขาวละออเภสัช มีการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาสมุนไพรไทยผสานกับกระบวนการผลิต และควบคุมคุณภาพด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการวิจัยและนวัตกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยมุ่งมั่นที่จะผลิตวิจัยและนำเสนอผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างไม่หยุดยั้ง ซึ่งผลิตภัณฑ์ของขาวละออ เริ่มต้นจากต้นตำรับที่ดี มุ่งเน้นเรื่องคุณภาพ รักความสะอาด คัดเลือกวัสดุที่ดี มีกระบวนการผลิตที่ดี และมีกรรมวิธีควบคุมคุณภาพอย่างได้มาตรฐาน อีกทั้ง ยังมีการจัดฝึกอบรมภายใน รวมถึงการส่งตัวแทน บุคลากรไปอบรมเพิ่มทักษะความรู้ใหม่ๆ นอกองค์กร แล้วนำมาสรุปเป็นความรู้โดยสังเขป เพื่อให้บุคลากรมีค
