สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ
ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยผลการศึกษาว่า การควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบด้วยหลายระยะ โดยในระยะแรกจะเป็นการป้องกันไม่ให้มีผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะจากภายนอกประเทศให้นานที่สุด (Control Phase) และเมื่อเริ่มมีการติดเชื้อในประเทศแล้วก็ต้องควบคุมและสอบสวนโรคในผู้สัมผัสเชื้อเพื่อตัดวงจรการระบาด (Delay Phase) ระยะต่อมาเมื่อมีการแพร่ของเชื้อในชุมชนในวงกว้างขึ้น ก็จะต้องชะลอไม่ให้มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกันเพื่อให้ระบบการแพทย์และโรงพยาบาลมีเพียงพอที่จะดูแลผู้ป่วยได้ (Mitigation Phase ) ประเทศส่วนใหญ่มักเลือกใช้วิธีปิดประเทศ ปิดเมืองหรือล็อกดาวน์ ให้คนอยู่บ้าน เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล (Social distancing) และงดกิจกรรมทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการปิดโรงเรียน มหาวิทยาลัย ห้างสรรพสินค้า บริษัท ห้างร้านต่างๆ ทำให้การระบาดช้าลง รุนแรงลดลง จนสามารถดูแลผู้ป่วยได้ มีผู้ติดเชื้อใหม่ลดลง มีผู้เสียชีวิตลดลงในระดับที่ควบคุมได้ ซึ่งความรุนแรงและความรวดเร็วของการระบาดแตกต่างกันได้
เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2563 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นางสาวดวงใจ อัศวจินตจิตร์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน มร.แจ็คกี้ ชาง (Jackie Chang) ประธานบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และศาสตราจารย์ ดร.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ แถลงความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาชุดอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ในช่วงวิกฤตโรคโควิด-19 โดยบริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน วช. และเครือข่ายวิชาการได้พัฒนาและสนับสนุนระบบพัดลมปลอดเชื้อคุณภาพสูง (DC Fan) ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญของชุดปลอดเชื้อความดันบวกและหน้ากากป้องกันเชื้อโรคแบบคลุมศีรษะพร้อมชุดกรองอากาศประสิทธิภาพสูง (Powered Air-Purifying Respirators หรือ PAPR) ที่พัฒนาโดยสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทยร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโดยคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล ซึ่งพัดลมจะดูดอากาศจากภายนอกผ่านตัวกรองอากาศเพื่อเปลี่ยนให้เป็นอากาศที่สะอาดแล้วจ่ายลมให้กับหน้ากากป้องกันเชื
วันที่ 4 เมษายน 2563 ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านวิจัยและวิชาการ (RKEOC) วช. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติม จำนวนผู้ติดเชื้อนับจากวันที่มีผู้ติดเชื้อ 100 ราย ของไทยนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2563 สถานการณ์ ณ วันที่ 4 มษายน 2563 เวลา 11.30 น. ประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รายใหม่ 89 ราย ผู้ป่วยสะสม จำนวน 2,067 ราย เสียชีวิต 20 ราย ใน 64 จังหวัด #ไวรัสโคโรนา19 #วช. #NRCT #COVID-19
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช) มีบทบาทอันสำคัญในการให้ทุนวิจัยและนวัตกรรมหลักและปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ในภาวะวิกฤตที่ประเทศและโลก ต้องเผชิญปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสโควิด-19 วช. จึงให้จัดสรรงบประมาณ จำนวน 250 ล้านบาท ให้กับนักวิจัยไทยระดมกำลังวิจัย ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข องค์การอนามัยโลก และนานาชาติ เพื่อหาแนวทางและวิธีแก้ปัญหาการแพร่กระจายของไวรัสโควิด-19 โดยเริ่มทำวิจัยตั้งแต่ไวรัสโควิด-19 มีการระบาด ด้วยการอ่านพันธุกรรมและติดตามการกลายพันธุ์ของเชื้อในไทย เทียบกับเชื้อทั่วโลก ติดตามการกลายพันธุ์ ถ้ากลายพันธุ์เมื่อไรจะทราบก่อนทันที ทำแบบจำลองเพื่อคาดการณ์การระบาด ที่เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์คาดการณ์เรื่องการระบาดจำนวนผู้ติดเชื้อ ระยะเวลา เพื่อวางแผนจัดการ รวมถึงประเมินผลของมาตราการที่ใช้ ว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ควรทำอะไรเพิ่มและควรทำเมื่อไร จัดทำชุดตรวจวินิจฉัย โดยเตรียมชุดตรวจและห้อง Lab ให้พร้อมทั้งจำนวนและเทคโนโลยี และพัฒนาชุดตรวจแบบใหม่ที่เร็วขึ้น แม่นยำขึ้นและมีราคาถูก ค้นหายาและวัคซีน และการรักษาที่ได้ผล ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัย และองค์การอนามัยโลก พัฒนาวัคซีน ทั
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ข้อมูลการวิจัยที่พบยืนยันว่าคนที่แพร่เชื้อได้แบบไม่รู้ตัวนั้นมีจำนวนมากน้อยแค่ไหนโดยผู้ที่แพร่เชื้อได้นั้น มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่ถูกยืนยันและถูกนับรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อแล้ว เป็นตัวเลขที่เราเห็นรายงานประจำวันในแต่ละประเทศ (ศัพท์แพทย์ใช้คำว่า documented case) และอีกกลุ่มคือ กลุ่มคนที่แพร่เชื้อได้แบบไม่รู้ตัว (undocumented case) ซึ่งอาจจะเป็น ผู้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการ หรือมีอาการน้อยมากจนไม่รู้ว่าตัวเองป่วย หรือผู้ป่วยในระยะแรกก่อนที่มีอาการ (โดยทั่วไปนับประมาณ 12 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีอาการ) หรือผู้ที่ป่วยแต่ไม่มาพบแพทย์ ผลการวิจัยดังกล่าวที่เพิ่งรายงานในวารสาร Science โดยคำนวณข้อมูลของประเทศจีนในช่วงแรกของการระบาด (ก่อนที่จะมีมาตรการที่เข้มงวด) และในช่วงหลังของการระบาด (ซึ่งมีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น ประชาชนร่วมมือและป้องกันตนเองมากขึ้นแล้ว) พบว่า – ในช่วงแรกของการระบาดในจีน มีผู้ที่สามารถจะแพร่เชื้อได้โดยไม่รู้ตัว 6.2 เท่า ของตัวเลขผู้ติดเชื้อที่รายงาน – ในช่วงหลังของการระบาดในจีน ที่มาตรกา
ศาสตราจารย์ ดร.นายแพทย์สิริฤกกษ์ ทรงศิวิไล เลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เปิดเผยว่า นักวิจัยของศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านวิจัยและวิชาการ ของ วช. กระทรวงการอุดมศึกษาฯ พบว่า การคาดการณ์ว่ามาตรการต่างๆ ที่จะควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 ของประเทศอังกฤษ จะมีผลอย่างไร โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยจำนวนมากน้อยเท่าไร และในสัปดาห์ไหน แล้วเอามาเทียบกับจำนวนเตียงของ ไอซียู ที่จะเอามารักษาผู้ป่วยหนักได้ ว่าจะเพียงพอหรือไม่อย่างไร นักวิจัยของมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลคอลเลจ ได้รายงานในวารสาร Science พบว่า ถ้าไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ระบาดอย่างรวดเร็วไปเรื่อยๆ สถานการณ์จะเลวร้ายที่สุด (worst case scenario) จำนวนผู้ป่วยหนักในอังกฤษจะเพิ่มขึ้นจนเกินกว่าจำนวนเตียงของ ICU ที่มีอยู่ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน และจะขึ้นสูงสุดในช่วงเดือนมิถุนายน โดยในตอนนั้นจะเกินกำลังของ ICU 30 เท่า (แปลว่า ผู้ป่วยหนัก 30 คน อาจจะเข้า ICU ได้แค่คนเดียว) สถานการณ์แบบนี้จะเหมือนกับที่กำลังเกิดขึ้นในอิตาลีที่ระบาดเร็วมาก คนไข้จำนวนมากป่วยในเวลาเดียวกัน จึงเจ็บหนัก เสียหายหนัก แต่ถ้าใช้มาตรการควบคุม เช่น แยกผู
วช. หนุนการพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้การสนับสนุนการวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks)เพื่อป้องกัน COVID-19 แก่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) และหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์ โดยจัดการแถลงข่าว “ร่วมวิจัย และพัฒนานวัตกรรมหน้ากากผ้านาโนกันไรฝุ่น (WIN-Masks: Washable Innovative Nano-Masks) เพื่อป้องกัน COVID-19” เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2563 ณ ห้อง C 203 อาคารศรีสวรินทิรา ชั้น 2 รพ.ศิริราช โดยมี ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานแถลงข่าวร่วมด้วย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รศ.นพ.วิศิษฎ์ วามวาณิชย์ ผู้อำนวยการ รพ.ศิริราช ดร.นเรศ ดำรงชัย ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) ดร.ศิรศักดิ์ เทพาคำ รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้าน
มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)เริ่มเดินเครื่องบำบัดอากาศ PM2.5 และเครื่องวัดค่าฝุ่นละออง DustBoy (ต้นแบบ) ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐานโดยติดตั้งไว้ที่บริเวณลานประตูท่าแพ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนนักท่องเที่ยวสัญจรจำนวนมากและมีการจราจรหนาแน่น เครื่องบำบัดอากาศนี้มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ฯ ได้พัฒนาขึ้นใช้เองภายในประเทศ โดยเป็นการนำองค์ความรู้ของคนไทยมาต่อยอดในการสร้างสิ่งประดิษฐ์ มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ น้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในการบรรเทาทุกข์ที่จะเกิดขึ้นแก่ราษฎร เพื่อช่วยลดปัญหามลพิษทางอากาศที่จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในระยะยาวซึ่งก่อนหน้านี้ได้ติดเครื่องบำบัดอากาศ PM2.5 ตั้งอยู่บริเวณรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ กรุงเทพมหานคร โดยได้เริ่มเดินเครื่องพร้อมกันทั้ง 4 เครื่อง ตั้งแต่วัน ที่ 13 มีนาคม 2563 โดยในช่วงเวลา 05.00 – 21.00 น. ทุกวัน ตรวจเช็คค่าฝุ่น PM2.5 แบบ Real-time ได้ที่ https
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) มีคณะแพทยศาสตร์ และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ในสังกัดกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ได้ประชุมร่วมกับคณบดีคณะแพทยศาสตร์ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ทุกแห่งทั่วประเทศ ซักซ้อมและยืนยันความพร้อมของ อว. รองรับสถานการณ์การระบาด COVID-19 ในสถานการณ์ในแต่ละระดับ โดยมีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อสนับสนุนการทำงานของ สธ. นอกจากนั้นยังได้มีการจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมของเวชภัณฑ์ และมาตรการด้านกำลังคนทางการแพทย์ เช่น การเตรียมโรงพยาบาล หอผู้ป่วยหนัก จัดเตรียมประมาณการบริหารจัดการการเวชภัณฑ์ และการให้บุคลากรทางการแพทย์งดการเดินทางไปยังพื้นที่ระบาดทั้งในและต่างประเทศเพื่อป้องกันการถูกกักตัว 14 วัน เป็นต้น ด้านการประสานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข นั้น อว. ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเ
