เกษตรผสมผสาน
“เดิมนั้นทำงานรับจ้างอยู่กรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2552 ช่วงที่อยู่กรุงเทพฯ จะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดไปอบรมความรู้เรื่องการเกษตร ไปทั่วทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด อย่าง อยุธยา อ่างทอง ลพบุรี ไปหมด เพราะเรามีใจรักและมีความฝันว่า วันหนึ่งต้องกลับบ้านเกิด สร้างรายได้ด้วยการทำเกษตร” นางผ่องพรรณ พินิตปวงชน อยู่บ้านเลขที่ 53 หมู่ที่ 10 ตำบลน้ำเลา อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ 087-108-3482 เป็นหนึ่งในเกษตรกรของอำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ที่ได้รับเอกสารสิทธิจากสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. ในเนื้อที่ 30 ไร่ กล่าวถึงสิ่งที่เป็นความฝันของชีวิตเมื่อครั้งอดีต “พอปี 2553 ได้ตัดสินใจกลับบ้านเกิด แม้อยู่กรุงเทพฯ จะมีเงินเดือนเข้ามาให้เราใช้ทุกเดือน แต่ตอนนั้นรู้สึกว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของเรา กลับบ้านดีกว่า ปล่อยให้สามีอยู่กรุงเทพฯ คนเดียว เรากลับบ้านมาก็ใช้พื้นที่เท่าที่มีอยู่ในบ้านทำเกษตรเล็กๆ น้อยๆ อย่างทำนา ปลูกไผ่ ปลูกผักขาย ให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวได้ และจุดที่ทำให้ชีวิตเปลี่ยนเลย คือ พ.ศ. 2555 ส.ป.ก. ได้คัดเลือกให้รับเอกสารสิทธิจากทางที่ดินทำกิน จำนวน 7 แปล
การทำเกษตรแบบผสมผสาน หรือไร่นาสวนผสม ไม่มีคำจำกัดความ ไม่มีกติกาหรือกฎตายตัว ว่าต้องเป็นพืชชนิดใด เลี้ยงสัตว์ชนิดใด ทั้งนี้ เพราะแต่ละพื้นที่และท้องถิ่นมีสภาพทางธรรมชาติที่แตกต่างกัน เพียงแต่การผสมผสานนี้ขอให้ยึดหลัก สร้างความร่มรื่น แล้วให้พืชหลายชนิดที่ปลูกอยู่ในพื้นที่เดียวกันมีการเกื้อกูลกันทางธรรมชาติให้มากที่สุด และสำคัญที่สุดคือผู้ปลูกต้องได้ประโยชน์มากที่สุด แล้วยังสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืนด้วยเช่นกัน คุณจินดา ฟั่นคำอ้าย อยู่บ้านเลขที่ 43 หมู่ที่ 2 ตำบลผาปัง อำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง อดีตศึกษานิเทศก์ จังหวัดลำปาง เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจการทำเกษตรผสมผสาน แล้วตั้งใจเดินตามแนวทางนี้ในบั้นปลายชีวิต จึงวางแผนล่วงหน้าก่อนจะเกษียณอายุราชการเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา อดีตศึกษานิเทศก์ท่านนี้ให้เหตุผลที่เลือกแนวทางการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน เนื่องจากสมัยที่รับราชการได้มีโอกาสเดินทางไปดูงาน ตลอดจนศึกษาหาความรู้ด้านการทำเกษตรหลายแห่ง หลายด้าน ล้วนพบว่าการทำเกษตรกรรมแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยวจะเกิดความเสี่ยงต่อความเสียหายมาก เพราะรายได้ของการมีชีวิตแบบชาวไร่ ชาวนา ส่วนใหญ่เกิดจากการทำเกษตรกรรม แ
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และคุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 โทร.080-1819903 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มีคุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ สปก.4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่
อินทผลัมเป็นพืชตระกูลปาล์ม มีมากกว่า 200 สายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดมาจากแถบตะวันออกกลาง อินทผลัมถือเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและประกอบไปด้วยประโยชน์ต่างๆ นานาชนิด ชาวมุสลิมยังนิยมกินอินทผลัมในช่วงถือศีลอดอีกด้วย ในวันนี้เราจะพามารู้จักกับสวนอินทผลัมที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ นั่นคือส่วนอินทผลัมที่มีชื่อว่า “สวนเคียงหมอก” ตั้งอยู่ที่ตำบลสาริกา อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก อยู่ในซอยวัดเขาราชสีห์ก่อนถึงเขื่อนขุนด่านปราการชลประมาณ 5 กิโลเมตร สวนเคียงหมอกเป็นสวนเกษตรแบบผสมผสานมีผลไม้หลายอย่าง แต่ที่ออกผลผลิตให้เก็บเกี่ยวจำนวนมากนั่นก็คืออินทผลัม คุณสมพงษ์ เพชรประดับสุข เจ้าของสวน เปิดเผยว่า เดิมทีเป็นคนชอบต้นไม้ ชอบการเกษตรเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หลังเกษียณราชการ เลยมาทำสวนผลไม้แบบเต็มตัว เรียกได้ว่าเป็นเกษตรหลังวันเกษียณก็ว่าได้ “ผมเริ่มทำสวนมานาน 6 ปี บนเนื้อที่กว่า 6 ไร่ โดยปลูกไม้ผลแบบผสมผสานหลากหลายอย่าง แต่ปลูกอินทผลัมเป็นหลัก ส่วนไม้ผลที่ผมได้จัดสรรพื้นที่เพื่อปลูกพืชไม้ผลอื่นๆ อาทิ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลองกอง มะยงชิด มะม่วง กล้วย และมะพร้าว นอกจากนี้ ยังได้ปลูกไม้ทุกอย่างที่กินได้ ส่วนไม้ยืน
เกษตรกรรม เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสายเลือดของคนไทยทุกคนก็ว่าได้ เพราะอย่างน้อยผู้ที่อาศัยอยู่ยังต่างจังหวัด ก็จะต้องเห็นการทำกสิกรรมของเกษตรกรในทุกสาขา เพื่อเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้กับครอบครัว และยังสร้างแหล่งของอาหารเลี้ยงทั้งคนในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย จึงทำให้เป็นงานในความฝันของใครหลายๆ คน ที่จะได้ทำอาชีพทางด้านนี้ เพราะไม่เพียงได้อยู่กับธรรมชาติ แต่กลับสร้างความสุขให้กับผู้ได้ทำอาชีพด้านนี้อีกด้วย เหมือนเช่น คุณธีร์วศิษฐ์ วงค์ปัญญา เจ้าของ ไร่ปลูกฝัน หมู่ที่ 9 ตำบลออนกลาง อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่ผันชีวิตมาทำเกษตรกรรมเป็นอาชีพ สามารถสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี และที่สำคัญความสุขที่เขามีก็เต็มเปี่ยมล้นใจด้วยเช่นกันทีเดียว คุณธีร์วศิษฐ์ หนุ่มคลื่นลูกใหม่ไฟแรง วัย 27 ปี เล่าให้ฟังว่า เมื่อได้เรียนจบการศึกษาระดับปริญญาตรี ได้มีโอกาสเข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ระยะหนึ่ง ต่อมาบริษัทเกิดปัญหาทำให้ต้องปิดกิจการลง ทำให้เขาต้องถูกเลิกจ้างจากบริษัทในขณะนั้นทันที จึงได้กลับมาอยู่บ้านและมีควา
ในช่วงที่ผ่านมา เชื้อไวรัส โควิด-19 ได้ทำให้พฤติกรรมของคนเราเปลี่ยนไป ยิ่งในชีวิตประจำวันต่างก็ตื่นกลัวโรคร้าย จากพฤติกรรมที่เคยชิน ต้องอยู่อย่างหวาดระแวง ดีที่ได้บุคลากรทางการแพทย์ของเราที่เอาใจใส่ในสุขภาพของประชาชน นับเป็นที่พึ่งพิงทางใจและกายได้เพียงอย่างเดียวในยุคโรคร้ายนี้ แต่ถึงจะมีผลกระทบอย่างไร ผู้เขียนดีใจอย่างหนึ่ง เกษตรกรมีผลกระทบทางด้านอาหารไม่มากนัก สุขภาพเป็นสิ่งสำคัญในยุคนี้ สำหรับคนที่สูงอายุและมีโรคประจำตัวควรระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน ซึ่งเมื่อติดเชื้อโรคโควิด-19 จะมีโอกาสเสียชีวิตได้ง่ายกว่าคนอื่น กลุ่มคนอายุ 60-69 ปี พบว่า เป็นโรคเบาหวานสูงสุด ร้อยละ 15.9 ในผู้ชาย และร้อยละ 21.9 ในผู้หญิง ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวานถึง 4.8 ล้านคน เป็นที่น่ากังวลว่า ข้าวที่เรากินทุกวันในจำนวนที่มากกว่ากับข้าวซึ่งกลายเป็นอาหารที่มีดัชนีน้ำตาลสูง ซึ่งหมายถึงว่าข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลได้ในปริมาณสูงเมื่อกินเข้าไป ทำให้คนรักสุขภาพส่วนหนึ่งจึงพิถีพิถันในเรื่องข้าว เนื่องจากเห็นว่าเป็นอาหารหลักของคนไทยเรา ว่าควรจะต้องบริโภคข้าวที่มีคุณภาพมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อ
ปัจจุบัน กระแสการเลี้ยงแพะกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากตลาดยังมีความต้องการเนื้อแพะสูง จึงมีการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการเลี้ยงแพะอย่างต่อเนื่อง อาจเรียกได้ว่าการตลาดของสัตว์ชนิดนี้ยังมีอนาคตที่สดใส ขอเพียงมีการจัดการให้เป็นไปตามระบบและได้มาตรฐาน คุณปัญญา บางแสง หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกร จังหวัดชัยนาท ได้ให้ข้อมูลว่า ทางจังหวัดชัยนาทเองก็เริ่มมีการส่งเสริมให้มีการเลี้ยงแพะมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับครอบครัว เพราะจังหวัดชัยนาทมีสภาพอากาศที่ค่อนข้างเอื้ออำนวยต่อการเลี้ยงแพะ จึงทำให้เกษตรกรที่นี่หลายครัวเรือนจัดสรรพื้นที่เกษตรบางส่วนมาทำการเลี้ยงแพะ (ซ้ายสุด) คุณปัญญา บางแสง “สาเหตุที่การเลี้ยงแพะประสบผลสำเร็จได้ดีในภาคกลาง เพราะสภาพอากาศดี อากาศไม่แปรปรวน ภาคกลางเราฝนตกอย่างต่ำก็แค่ 4 เดือน ความชื้นจึงไม่มากที่จะเป็นอุปสรรคในการเลี้ยง แพะจึงเจริญเติบโตได้ดี ไม่ป่วยง่าย ไม่ปอดบวมตาย เมื่อมองแล้วเราสามารถทำได้ และที่สำคัญตอนนี้ตลาดต้องการเยอะมากขึ้น สามารถส่งออกขายต่างประเทศโดยเฉพาะจีน ซึ่งตอนนี้ก็อยากจะบอกว่า ใครที่มีเนื้อที่อยู่ก็สามารถแบ่งมาเลี้ย
ยังไม่ผ่านพ้นไปกับช่วงวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ที่กินเวลายาวนานหลายเดือน หลายคนปรับตัวและหาช่องทางดำเนินชีวิตต่อไปข้างหน้าได้แล้ว และอีกหลายคนที่ยังมืดแปดด้านกับชีวิต ก็อย่าเพิ่งท้อกันไป ชีวิตยังมีแสงสว่างเสมอ สิ่งแรกที่เริ่มต้นทำได้ง่ายที่สุดคือ การพึ่งพาตนเอง ปลูกผักผลไม้ไว้กินเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งสารเคมี ช่วงแรกรายได้อาจยังไม่มี แต่อย่างน้อยก็ขอให้ท้องได้อิ่มก่อน เมื่อเหลือจึงขายสร้างรายได้ ตามหลักคำสอนเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 คุณมะดามิง อารียู หรือ พี่ยา เกษตรกรชาวยะลา อยู่บ้านเลขที่ 31/2 หมู่ที่ 4 ตำบลเกะรอ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ผู้ที่น้อมนำคำสอนทฤษฎีหลักเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 มาใช้เป็นหนทางในการดำเนินชีวิต ประกอบกับที่มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องของการทำเกษตรอินทรีย์มาอยู่ก่อนแล้ว จึงเริ่มต้นทำเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อวางรากฐานชีวิตในอนาคตมานานหลายปี โดยมองว่า เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน จะเป็นทางรอด และเป็นความยั่งยืนของเกษตรกรไทยในอนาคต พี่ยา เล่าถึงจุดเริ่มต้นในการทำเกษตรอินทรีย์ว่า เมื่อก่อนก็เคยทำเกษตรเคมีมาก่อน แต่เมื่อทำไปแล้วการทำเกษตรเคมีไม่
อำเภอชุมพลบุรี จังหวัดสุรินทร์ เป็นอีกหนึ่งแห่งของพื้นที่อีสานใต้ซึ่งในอดีตมีความแห้งแล้งขาดแหล่งน้ำ ไม่มีต้นไม้ มีแต่หญ้าขึ้นสูงเต็มไปหมด ส่วนดินก็เป็นดินปนทราย พอเข้าหน้าฝนน้ำจะท่วมทุ่งทุกปี ใต้ผืนดินลงไปเป็นดินเค็ม น้ำที่สูบขึ้นมาก็เป็นน้ำเค็ม ยากแก่การปลูกพืชชนิดใดได้สำเร็จ สภาพเช่นนี้จึงได้ชื่อว่า “ทุ่งกุลาร้องไห้” ภายหลังที่หน่วยงานต่างๆ ระดมเข้าให้ความช่วยเหลือ ด้วยการสร้างถนน สร้างอ่างเก็บน้ำ ขุดคลองซอยจำนวนหลายแห่งให้เชื่อมกัน พร้อมกับจัดการผันน้ำที่มีปริมาณมากในฤดูฝนเข้าสู่ทุกพื้นที่ ขณะเดียวกันกับความมุ่งมั่น บากบั่น และอดทนของชาวบ้านในพื้นที่แต่ละแห่งที่ต่างช่วยกันจนสามารถพลิกผืนดินที่ไร้ประโยชน์ให้กลับมาเกิดความอุดมสมบูรณ์ จึงทำให้สภาพทุ่งกุลาฯ ในตอนนี้ไม่ต้องร้องไห้อีกต่อไป ปลูกข้าวใช้สารเคมี ไม่เคยมีเงินเหลือเลย ครอบครัวอินทร์สำราญ ที่ประกอบไปด้วย คุณสิทธิ์ และ คุณรำพึง พร้อมบุตรชายอีกคน ได้ผจญกับความเดือดร้อนทุกข์ยากเช่นนั้นเหมือนกัน แต่ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการเอาชนะธรรมชาติแทนการนิ่งเฉย จึงทำให้พวกเขานำหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย
คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา เล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า เดิมเขาทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งช่วงนั้นได้ศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิชาภาษาญี่ปุ่น จึงทำให้เวลาต่อมาเขาได้เดินทางไปอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น “ช่วงที่เราเรียนช่วงนั้น ก็ถือว่าโชคดี ที่ได้โควต้าไปทำงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งอาจารย์ที่สอนเราเขาก็ทำหน้าที่เกี่ยวกับสหกรณ์การเกษตรด้วย ท่านก็จะพาเราไปดูงานที่เกี่ยวกับเกษตร ทั่วประเทศญี่ปุ่น เราก็ได้มาเกิดแนวคิดว่า เกษตรบ้านเรานี่นับว่าโชคดีกว่าที่นั่น เพราะที่เขามีฤดูหนาวด้วย ผักที่เขาปลูกนี่จะตายหมดเลย หลังจากกลับมาอยู่บ้านที่โคราช ก็เลยมาทดลองเลี้ยงสัตว์บ้าง ปลูกผักแบบผสมผสานตั้งแต่นั้นมา” คุณอภิศักดิ์ กล่าว สัตว์ที่เขาเลี้ยงเริ่มแรกจะเป็นเป็ดไข่นับหมื่นตัว แต่ต้องมีเหตุให้เลิกเลี้ยงไป เพราะอาหารที่จะให้เป็ดไข่กินนั้นมีจำนวนไม่เพียงพอ ต่อมาก็เริ่มทำสวนผักแบบผสนผสานไปด้วย ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง “แรกๆ ที่ผมทำสวนใหม่ๆ ปลูกแต่ถั่วฝักยาว พอผลผลิตออกมามาก สรุปมันขายไม่ได้เท่าที่ควร ต่อมาก็เลยปรับเปลี่ยนมาปลูกแตงกวาบ้าง ผักชี พริก ชะอม สรุปว่า
