เกษตรผสมผสาน
ผู้คนส่วนใหญ่ รู้จัก “จังหวัดสงขลา” ในฐานะแหล่งท่องเที่ยวและศูนย์กลางการค้าสำคัญของภาคใต้ ความจริงจังหวัดสงขลาเป็นแผ่นดินทองทางการเกษตร มีพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิด ทั้งยางพารา ปาล์มน้ำมัน นาข้าว พืชผักผลไม้และสินค้าประมง สร้างอาชีพและทำรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรจำนวนมากมาอย่างยาวนาน หากใครอยากรู้ทิศทางสินค้าเกษตรของจังหวัดสงขลาปรับตัวไปในทิศทางไหน ต้องลองฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ของ “คุณประสงค์ พีรธรากุล” เกษตรจังหวัดสงขลา ได้ในฉบับนี้ ภาพรวม “การเกษตร” จังหวัดสงขลา จังหวัดสงขลา มีพื้นที่ทั้งหมด 4.6 ล้านไร่ มีเกษตรกรกว่า 139,000 ครัวเรือน มีพื้นที่การเกษตร 2.6 ล้านไร่ พืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ สวนยางพารา 1.97 ล้านไร่ เกษตรกร 87,525 ครัวเรือน พื้นที่ปลูกข้าว 210,104 ไร่ เกษตรกร 20,000 ครัวเรือน สวนปาล์มน้ำมัน 66,503 ไร่ เกษตรกร 6,253 ครัวเรือน ไม้ผลไม้ยืนต้น 206,138 ไร่ พืชผัก 26,540 ไร่ สำนักงานเกษตรจังหวัดสงขลา มีศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์เครือข่าย เป็นแหล่งให้บริการทางการเกษตรและแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้กับเกษตรกรในพ
ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะกับ คุณบูรณาการ ตาคำ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า หมอส่ง ท่านเป็นบุคคลที่มีความรู้ที่ได้เรียนจบระดับปริญญาถึง 3 สาขา คือ สาธารณสุขศาสตร์ นิติศาสตร์ และรัฐประศาสนศาสตร์ มีความสามารถในด้านการเป็นวิทยากร พิธีกรในงานต่างๆ และมีประสบการณ์ในการทำงานสถานีอนามัย สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ เทศบาล และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) คุณบูรณาการ หรือ หมอส่ง เล่าให้ฟังว่า จากประสบการณ์ที่ทำงานกับชุมชน ชาวบ้าน และเกษตรกร พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวไว้เพื่อจำหน่าย นำเงินที่ได้จากการขายผลผลิตหรือจากการรับจ้างนำไปซื้อพืช ผัก ผลไม้ มาบริโภคในครัวเรือน ซึ่งโดยส่วนใหญ่เกษตรกรมีรายได้น้อยอยู่แล้ว และมีภาระค่าใช้จ่ายทั้งในการประกอบอาชีพ การศึกษาของลูกหลาน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ทั้งยังต้องมาใช้จ่ายในเรื่องของการซื้อพืชผักผลไม้อีก ทั้งที่พืชผักผลไม้หลายชนิดเราสามารถปลูกไว้กินเองได้ ไม่ว่าจะปลูกไว้ในบริเวณหัวไร่ปลายนา บริเวณบ้าน ในกระถาง ในยางรถยนต์ ในกระบอกไม้ ฯลฯ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ จึงเป็นที่มาของภาระค่าใช้จ่ายที่มากกว่ารายได้ จึงเกิดเป็นภาระหนี้สิน คุณบูรณาการ บอกด้วยว่า จ
ระยะหลังภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ทั้งอากาศร้อน ฝนแล้ง โรคแมลงก็เยอะ แถมปลายปีเจอน้ำท่วมซ้ำเติมอีก ใครปลูกพืชเชิงเดี่ยว เสี่ยงต่อการขาดทุนสูงมาก หากปรับแนวคิดจากพืชเชิงเดี่ยวสู่การทำเกษตรผสมผสานที่มีหลากหลายพันธุ์พืชในแปลงเดียวกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด เพราะช่วยกระจายความเสี่ยง เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ เพราะมีผลผลิตหมุนเวียนเข้าตลาดได้เรื่อยๆ พ่อจันทร์ที ประทุมภา ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน สาขาปราชญ์เกษตร เศรษฐกิจพอเพียงปี 2554 จังหวัดนครราชสีมา หนึ่งในเกษตรกรต้นแบบที่นำความรู้เรื่องเกษตรทฤษฎีใหม่และหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ปลูกพืชแบบผสมผสาน จนประสบความสำเร็จ สามารถปลดหนี้สินก้อนโตได้สำเร็จในปีที่ 5 แถมยังเหลือเงินออม ทำให้พ่อจันทร์ทีได้รับรางวัลชนะเลิศด้านเกษตรทฤษฎีใหม่จากการประกวดผลงานตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครั้งที่ 1 จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ล้มเหลวสักกี่ครั้ง ก็สู้ไม่ถอย พ่อจันทร์ที เรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ทำงานเป็นช่างซ่อมเครื่องยนต์ ด้วยความขยันหมั่นเพียร สะสมเงินทุน ตั้งตัวได้ในฐานะนักธุรกิจ มีกิจการโรงสี
จากสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันทำให้หลายๆ คนมีรายได้ที่ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย จึงได้มีการยึดอาชีพเสริมมากขึ้น เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้เพียงพอไม่เกิดหนี้สิน และที่สำคัญยังมีเก็บเพื่อไว้ใช้จ่ายในอนาคตอีกด้วย อย่างเช่นมนุษย์เงินเดือนยุคนี้หาเวลาว่างหลังเลิกงานมาทำอาชีพเสริมในแบบที่รักและถนัด ก็สามารถทำรายได้เสริมโดยที่งานหลักไม่เสียอีกด้วย งานทางด้านการเกษตร ยังเป็นอีกหนึ่งช่องทางเลือกที่หลายๆ คนให้ความสนใจ เพราะสามารถใช้เวลาช่วงเช้าและเย็นมาทำได้ จึงเหมือนเป็นการสร้างเวลาว่างให้มีประโยชน์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งการทำเกษตรสมัยนี้ไม่ได้มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก เพียงแต่นำพื้นที่ที่มีอยู่มาปรับใช้ ก็สามารถมีรายได้เช่นกัน คุณชื่นกมล เนตรสังข์ อยู่บ้านเลขที่ 56/5 หมู่ที่ 1 ตำบลนางบวช อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกท่านหนึ่งที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ด้วยการปลูกพืชและไม้ยืนต้นต่างๆ รอบบริเวณบ้านในเนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ มีผลผลิตให้เก็บขายได้ตลอดทั้งปี จนเกิดเป็นรายได้เสริมที่เธอเป็นผู้ลงแรงเองทั้งหมด คุณชื่นกมล เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนนั้นประกอบอาชีพมาหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือดำเนิน
นายสุทิน ทองเอ็ม เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ชาวสุโขทัย เปิดเผยว่า อาชีพเกษตรกรรม เป็นอาชีพของบรรพบุรุษ เนื่องจากพ่อ แม่และญาติพี่น้องส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร ประกอบกับมีใจรักในการเกษตร อยากปลูกผักปลอดสารพิษ ไว้บริโภคเอง เหลือจากแบ่งปันให้เพื่อนบ้านก็แบ่งจำหน่าย จึงได้ศึกษาจากแปลงที่ประสบผลสำเร็จ แล้วได้ดำเนินกิจกรรมไร่นาสวนผสมด้วยตนเอง โดยในระยะแรก ทำในพื้นที่ของครอบครัวเป็นหลัก หลังจากได้สมรสก็ได้ลงมือทำในกิจกรรมของตนเองอย่างเต็มที่ ได้นำความรู้จากการศึกษาด้วยตนเอง และดูแบบอย่างที่ประสบผลสำเร็จมาปรับใช้ในแปลง ของตนเอง มีการเพิ่มเติมกิจกรรมเรื่อยมา เน้นการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด กิจกรรมมีการเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ลดต้นทุน โดยน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาปรับใช้ในชีวิตเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้ในปัจจุบัน ด้วยการ “ปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก” เพื่อลดความเสี่ยงและอยู่รอดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร ตื่นมาไม่ต้องไปเสียค่าใช้จ่ายนอกบ้าน แต่กลับกันทำให้เรามีรายได้ทุกวันจากผลผลิตที่ปลูกและเลี้ยงไว้ ทั้งผักสดปลอดสารพิษ กบ ปลา ไข่ไก่ ชาวบ้านสามารถมาเดินเก็บ หรือจ
ตำราเคลื่อนที่ด้านเศรษฐกิจพอเพียง อย่าง คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ ปราชญ์ของแผ่นดิน จังหวัดระยอง หรือเรียกกันว่า ผู้ใหญ่สมศักดิ์ ในวัย 66 ปี นับเป็นแบบอย่างที่ดีงามสำหรับผู้คนในยุคนี้ ในยุคที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย เหลือเพียงแต่พระราชปณิธานและพระราชดำริ รวมทั้งพระราชดำรัสอีกจำนวนมาก ให้พสกนิกรชาวไทยได้ปฏิบัติเพื่อความผาสุกและความร่มเย็น ซึ่งผู้ใหญ่สมศักดิ์ได้เดินตามรอยพ่อในทุกมิติ จนประสบความสำเร็จ และมีวันนี้ได้เพราะน้อมนำพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้อย่างจริงจัง ทั้งศึกษาภาคทฤษฎีและปฏิบัติให้รู้อย่างถ่องแท้ ผู้ใหญ่สมศักดิ์ เครือวัลย์ เพราะหากนำพระราชดำรัส “เศรษฐกิจพอเพียง” ของในหลวงรัชกาลที่ 9 มาใช้ จะพบว่า “ความรวย” อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และใครๆ ก็รวยได้ แต่ต้องเริ่มต้นจากตัวเอง โดยผู้ใหญ่สมศักดิ์แนะทางรวยตามวิถีพึ่งพาตนเอง โดยให้เริ่มต้นทำเรื่องของตัวเองก่อน และต้องทำตัวเองให้รอด จึงจะแบ่งปันผู้อื่นได้ “แต่ก่อนจะทำเรื่องของคนอื่น แต่ทำไม่ได้ เพราะเข้าใจไม่ตรงกัน ผลสุดท้ายก็กลับมาทำเรื่องของตัวเอง เอาตัวเองให้รอด พอตัวเองเริ่มรอด แต่กว่าจะรอดก็นา
ธวัชร กิตติปัญโยชัย ชาวนาในพื้นที่ อ.สามพราน จ.นครปฐม สมาชิกกลุ่มข้าวอินทรีย์สุขใจ เครือข่ายสามพรานโมเดล เลือกที่จะทำเกษตรแบบผสมผสาน เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการทำเกษตรเคมี มาสู่ระบบอินทรีย์ โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการดำเนินชีวิต จนประสบความสำเร็จ สร้างตลาดเป็นของตัวเอง และกำหนดราคาขายได้เอง สร้างความสุขที่ยั่งยืนให้กับครอบครัว ในอดีต ธวัชร เคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับชาวนาทั่วไปที่ต้องนำผลผลิต เข้าระบบการจำนำ การประกันราคาข้าว ตามมาตรการของรัฐในยุคต่างๆ แม้จะขายข้าวได้ราคา แต่ไม่มีเงินให้เหลือเก็บ เขาจึงเปลี่ยนวิถีชีวิตตัวเอง หันกลับไปสู่การทำเกษตรแบบผสมผสานด้วยระบบอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ธวัชร เล่าย้อนให้ฟังว่า ในอดีตที่ดินทำกินแห่งนี้เคยปลูกส้มโอทั้งหมด โดยใช้ปุ๋ยและยาเคมีในการผลิต มาตั้งแต่รุ่นพ่อแม่ ทำให้หน้าดินเสื่อมอย่างหนัก หลังน้ำท่วมใหญ่ในปี2554 ได้เปลี่ยนมาทำเกษตรทฤษฎีใหม่ ทำนาอยู่ตรงกลางแล้วใช้สวนล้อมรอบ เข้าร่วมโครงการสามพรานโมเดล เพื่อเรียนรู้วิถีการทำเกษตรอินทรีย์อย่างเต็มรูปแบบ การทำนาอินทรีย์ หากไม่มีความมานะ อดทน ประสบความสำเร็จยาก ธวัชร เล่าว่า รอบแรกขอ
คุณอร่าม ทรงสวยรูป อดีตช่างภาพรางวัลพูลิตเซอร์ หลังจากเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงานมากว่าสิบปี ก็ได้หันมาทำเกษตร โดยเริ่มต้นจากลงทุนซื้อที่ดิน คุณอร่าม เล่าว่า ครอบครัวมีที่ดินอยู่อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ แต่พ่อแม่หวงที่ดินมาก ไม่อยากให้มาทำเกษตร ขุดบ่อ ตนจึงตัดสินใจเอาบ้านเข้าธนาคารเพื่อที่จะนำเงินมาซื้อที่ดิน ในการเลือกซื้อที่ดิน ก็จะดูทำเล มีแหล่งน้ำ เหมาะแก่การทำเกษตร จึงได้ที่ตำบลท่าเยี่ยม อำเภอโชคชัย จังหวัดนครราชสีมา จำนวนที่ดินทั้งหมด 9-10 ไร่ ราคาซื้อเมื่อ 15 ปีที่แล้ว ไร่ละ 40,000 บาท ในการทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานของ คุณอร่าม ทรงสวยรูป จะแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน ที่อยู่อาศัย 20 เปอร์เซ็นต์ น้ำ 30 เปอร์เซ็นต์ เกษตร 30 เปอร์เซ็นต์ ป่า 20 เปอร์เซ็นต์ ใช้พื้นที่ทั้งหมดให้เกิดประโยชน์ ทำคันนาให้กว้าง เหลือพื้นที่ปลูกผัก มีการปลูกพืชแซมเพื่อให้พืชได้เอื้อผลประโยชน์กัน และที่สำคัญคือเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมี เหมือนสโลแกนที่คุณอร่ามคิดไว้คือ “คนกินมีสุข คนปลูกมีกิน” คุณอร่าม เล่าว่า ตนมีหลักการทำเกษตรอยู่ 4 การ การแรกคือ อุดมการณ์ ในการทำเกษตร ต้องสะอาด ปลอดภัย เพราะเราปลูกกินปล
โรงเรียนดอนสีนวน เป็นโรงเรียนขยายโอกาสที่เปิดสอนในระดับอนุบาลถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลหนองแซง อำเภอหันคา จังหวัดชัยนาท ทางโรงเรียนได้เล็งเห็นแนวทางที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ และเยาวชน และเด็กบางกลุ่มที่ผู้ปกครองมีปัญหาทางการเงิน ไม่สามารถส่งเสียบุตรหลานให้เรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นไปได้ ทางโรงเรียนจึงได้หาแนวทางที่จะส่งเสริมให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีอาชีพไว้หาเลี้ยงตัวเองได้ในอนาคต เพื่อที่เด็กๆ ส่วนนี้เมื่อจบการศึกษาไปแล้วจะนำความรู้ที่ได้รับไปประกอบอาชีพที่สุจริตจะได้ไม่เป็นภาระของสังคม และไม่ไปสร้างปัญหาให้กับสังคมในภายภาคหน้า อาจารย์สุมิตร ทองแว่น ผอ. โรงเรียนดอนสีนวน กล่าวถึงการจัดตั้งกลุ่มยุวเกษตรกรดังกล่าวว่า จากแนวคิดของโรงเรียนได้มองเห็นความสำคัญของการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ตามแนวพระราชดำริเกี่ยวกับเกษตรทฤษฎีใหม่และเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากเป็นโรงเรียนที่นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวเกษตรกร มีฐานะยากจน ซึ่งมีพื้นฐานการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงได้ดำเนินการโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ และสมัครขึ้นทะเบียนเป็นกลุ่ม “ยุวเกษตรกรในโรงเรียนดอนสีนวน” เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2540 เริ่
จังหวัดภูเก็ต ในฐานะเมืองท่องเที่ยว ที่ดินมีราคาแพงมาก เพราะเป็นทำเลทองของการท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ แต่ที่นี่ ยังมีการทำนาปลูกข้าวอยู่นะ ชาวบ้านไม้ขาว อำเภอถลาง ชุมชนชายทะเลตอนเหนือของเกาะภูเก็ต ยังคงรักษามรดกวัฒนธรรม วิถีชีวิตกึ่งชนบทได้อย่างดีเยี่ยมภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พวกเขาอนุรักษ์วิถีชีวิตการทำนาเช่นเดียวกับรุ่นปู่ย่าตายาย พวกเขาทำเกษตรแบบเรียบง่าย มีความเอื้ออาทรของวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่ต่างชาติเห็นแล้วชื่นชมด้วยความประทับใจ บ้านไม้ขาว อำเภอถลาง “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ตั้งอยู่ หมู่ที่ 4 บ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ปัจจุบัน มีพื้นที่ประมาณ120 ไร่ มี นายเนตร เดชากุล เป็นผู้ริเริ่มรวบรวมเพื่อนบ้านหันกลับมาทำนาข้าว ซึ่งเดิมเป็นนาร้าง โดยเสนอผ่าน นายมาโนช สายทอง ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 4 ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดทำโครงการเสนอทางจังหวัดภูเก็ต เริ่มทำเป็นโครงการเชิงอนุรักษ์อาชีพชาวนาภูเก็ตอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. 2554 ในช่วงที่ ดร. ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ถือเป็นจุดเริ่มต้นโครงการ “นาผืนสุดท้ายของจังหวัดภูเก็ต” ที่เน้น “ปลูกวันแม่เก็บเก
