เกษตรอินทรีย์
นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงได้ประสบความสำเร็จในการส่งเสริมให้มีหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์เกิดขึ้นแล้ว 8 แห่ง และจะผลักดันให้ทั้ง 8 แห่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญในการท่องเที่ยว แหล่งจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ และดูวิถีชีวิตชาวบ้าน ซึ่งแต่ละหมู่บ้านมีสินค้าที่โดดเด่นแตกต่างกัน และสินค้าที่ผลิตได้เป็นสินค้าคุณภาพและมาตรฐานระดับโลก ทั้งมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นานาชาติ (IFOAM) มาตรฐานของสหภาพยุโรป (อียู) แคนาดา มาตรฐานการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) และมาตรฐานออร์แกนิกไทยแลนด์ เป็นต้น นายสนธิรัตน์กล่าวว่า กระทรวงตั้งเป้าเพิ่มหมู่บ้านอินทรีย์อีก 4 แห่ง และหุบเขาอินทรีย์ 1 แห่ง (Organic Valley) รวมถึงขยายออร์แกนิก ฟาร์ม เอาต์เล็ต เพิ่มอีก 4 แห่ง จากปัจจุบันมี 15 แห่ง ทำให้ปี 2561 มีหมู่บ้านอินทรีย์รวม 12 แห่ง หุบเขาอินทรีย์ 1 แห่ง และออร์แกนิก ฟาร์ม เอาต์เล็ต 19 แห่ง ทั้งนี้ ปัจจุบันหมู่บ้านอินทรีย์ทั้ง 8 แห่ง ได้แก่ 1.หมู่บ้านริมสีม่วง ต.ริมสีม่วง อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ได้รับการส่งเสริมเป็นหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดเพชรบูรณ์ เดือนกุมภาพันธ์ 2559 สินค้าเด่น
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 รุกนโยบายเกษตรอินทรีย์ เร่งขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการประจำปี 2561 เดินหน้าพื้นที่บูรณาการ 3 อำเภอเป้าหมาย คือ อำเภออุบลรัตน์ อำเภอพล และอำเภอภูผาม่าน จ.ขอนแก่น ด้านเกษตรกรพร้อมร่วมมือเต็มที่ มั่นใจ เชื่อมโยงตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ของจังหวัดได้อย่างเข้มแข็งและยั่งยืน นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการขับเคลื่อนเพื่อดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ ตามนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในส่วนของจังหวัดขอนแก่น ได้มีการประชุมคณะทำงานพัฒนาเกษตรอินทรีย์จังหวัด ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 4 จังหวัดขอนแก่น (สศท.4) เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 ณ ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น มีการคัดเลือกพื้นที่บูรณาการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ ตำบลบ้านดง อำเภออุบลรัตน์ ตำบลหนองแวงโสกพระ อำเภอพล และ ตำบลภูผาม่าน อำเภอภูผาม่าน เนื่องจากเกษตรกรมีความพร้อมที่จะทำเกษตรอินทรีย์มากที่สุด สำหรับแผนปฏิบัติการได้แบ่งเกษตรกรเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มขั้น 1 คือ กลุ่มริเริ่มใหม่ กลุ่มขั้น 2 คือ กลุ่มที่พร้
นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงยังมีนโยบายเดินหน้าดันสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งเสริมทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค เพื่อเพิ่มมูลค่าตลาดสินค้าอินทรีย์ให้เพิ่มขึ้น 20% จากปัจจุบันตลาดสินค้าอินทรีย์มีมูลค่า 2,700 ล้านบาท โดยในส่วนของผู้ผลิต และเกษตรกร มอบหมายให้พาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ให้ความรู้ ผลักดันให้เกษตรกรและผู้ผลิตพัฒนากระบวนการเพาะปลูกสินค้าอินทรีย์ให้ตรงตามความต้องการของตลาด ปรับกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล รวมถึงขอตรารับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์ระดับสากล อาทิ มาตรฐาน IFOAM เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ตลอดจนประสานกับผู้ผลิต เพื่อเชื่อมโยงการรับซื้อสินค้าจากเกษตรกร และการสร้างเรื่องราวให้กับสินค้าแต่ละตัว เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และการช่วยพัฒนาสินค้า การออกแบบ และการหาตลาดรองรับโดยการจำหน่ายผ่านช่องทางที่มีอยู่ เช่น Farm Outlet และการประสานผู้ผลิต ห้างสรรพสินค้าให้เข้ามารับซื้อผลผลิตไปจำหน่าย เช่น ท็อปส์ซูเปอร์มาร์เก็ต และกลุ่มเดอะมอลล์ เป็นต้น รวมถึ
กรณีที่กรมวิชาการเกษตรได้เปิดรับฟังความคิดเห็น เพื่อปรับปรุง พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ผ่านเว็บไซต์ภายในของกรมวิชาการเกษตรระหว่างวันที่ 5-20 ตุลาคมนี้ ก่อนนำเสนอ คณะรัฐมนตรี และถ้าคณะรัฐมนตรี (ครม.)มีความเห็นชอบ จะส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาก่อนเสนอให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไปนั้น นายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่าจะส่งผลดีต่อเกษตรกรและเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองได้ต่อไปและยังส่งผลดีต่อการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ เป็นการสร้างประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพของการผลิตสูงขึ้นและเกษตรกรยังสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองไว้เพาะปลูกได้ตามสิทธิพิเศษของเกษตรกรที่กำหนดไว้ในมาตรา 35 ของร่างพระราชบัญญัตินี้ ถ้าเป็นไปตามแผนสามารถปรับปรุง กฎหมายได้ จะส่งเสริมให้เกิดนักปรับปรุงพันธุ์พืชไทย เกิดแรงจูงใจในการลงทุนวิจัยปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ๆ และมีแหล่งพันธุกรรมที่มีความหลากหลาย ในการปรับปรุงพันธุ์มากขึ้นมีการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ในการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมแปรรูป จะมีการขยายตัวการลงทุนเมล็ดพันธุ์พืชใหม่
เมื่อวันจันทร์ที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา มีงาน “เมนูผักพื้นบ้าน จากแม่ครัวบ้านๆ และเชฟเมืองกรุง” ที่สำนักงานกลุ่มเกษตรอินทรีย์สนามชัยเขต และเครือข่าย 304 กินได้ บ้านยางแดง อำเภอสนามชัยเขต จังหวัดฉะเชิงเทรา หัวใจหลักของงานครั้งนี้คือการเสนอสูตรอาหารพื้นบ้านของกลุ่มเครือข่ายในช่วงเช้า และร่วมเรียนรู้กับเชฟรุ่นใหม่จากเมืองหลวงในช่วงบ่าย โดยกลุ่มเชฟจะทดลองนำผักอินทรีย์ปลอดสารพิษนานาชนิด ตลอดจนไก่บ้าน ไข่ไก่ กบ ปลา ปูนา ฯลฯ ที่เครือข่ายหามาให้ปรุงเป็นอาหารแนวใหม่ (fusion food) ผมได้ไปดูงานนี้ทั้งวันครับ นับว่าไม่เสียเที่ยวที่ดั้นด้นไปจริงๆ โครงการรณรงค์ระยะยาวที่มีนามอันเป็นปริศนาว่า “304 กินได้” นี้ มีที่มาจากหมายเลขทางหลวง สาย 304 ซึ่งกำลังจะเป็นเส้นทางที่ผ่านไปสู่โรงไฟฟ้าทั้งขนาด 47.5 เมกะวัตต์ ที่สร้างเสร็จแล้ว และโรงไฟฟ้าถ่านหินสเกลใหญ่ ขนาด 600 เมกะวัตต์ ที่กำลังทำเรื่องขออนุมัติก่อสร้าง โดยทางภาครัฐมีแผนจัดวางให้พื้นที่แถบนี้เป็นเขตโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟป้อนนิคมอุตสาหกรรมในเขตภาคตะวันออก และอ้างว่าจะทำให้ราคาไฟฟ้าต่อหน่วยที่ประชาชนใช้มีราคาถูกลง อย่างไรก็ดี ทางเครือข่ายชุมชนที่วิตกกังวลเรื่อ
แม้รายงานผลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยล่าสุด ครั้งที่ 5 ในปี 2557 ด้วยการตรวจร่างกายของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จะยืนยันว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป รับประทานผัก-ผลไม้เพียงพอตามเกณฑ์มาตรฐานสากล คือ 400 กรัม ต่อคน ต่อวัน คิดเป็นร้อยละ 25.9 และดีขึ้นกว่าช่วงการสำรวจครั้งที่ 4 ในปี 2552 ที่มีเพียงร้อยละ 16.9 เท่านั้น แต่ นพ.ปัญญา ไข่มุก กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 5 ได้เน้นย้ำว่า “ผัก” เป็นยาอายุวัฒนะ และร่างกายมนุษย์เป็นเซลล์ เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ตายเร็วกว่าธรรมดา หรือเปลี่ยนแปลงไปเป็นเนื้อร้ายหรือมะเร็ง สารในผักที่ชื่อว่าแอนตี้ออกซิแดนต์จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันไม่ให้เซลล์ตาย และป้องกันไม่ให้เสื่อมเร็วกว่าธรรมดา หรือเปลี่ยนไปเป็นมะเร็งได้ “เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราจึงเชียร์ให้คนหันมารับประทานผักมากขึ้น” นพ.ปัญญา ย้ำชัด ซึ่งการดำเนินงานภายใต้แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ในกลุ่มแผนงานความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยในระบบอาหารนั้น สสส.ได้ให้การสนับสนุนเกษต
ใช้เวลาบ่มเพาะประสบการณ์ เก็บเกี่ยวความรู้ การทำงานส่งเสริมเกษตรอินทรีย์กับเกษตรกรเครือข่ายในจังหวัดนครปฐม และพื้นที่ใกล้เคียง ร่วมกับภาคีมายาวนานถึง 7 ปี โดยการการสนับสนุนของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) วันนี้ สามพรานโมเดล ภายใต้มูลนิธิสังคมสุขใจ โดยการนำของ อรุษ นวราช ผู้บริหารสามพราน ริเวอร์ไซด์ เลขานุการมูลนิธิสังคมสุขใจ ผู้ก่อตั้งสามพรานโมเดล ได้ก้าวไปสู่อีกบทบาทหนึ่งนั่นคือ ทำหน้าที่เป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์ตรงในการขับเคลื่อนพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าอุปทานอาหารอินทรีย์ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ผ่านการอบรมหลักสูตรต่างๆ ให้กับองค์กร และหน่วยงาน ที่สนใจอย่างต่อเนื่อง โดยใช้พื้นที่เครือข่ายสามพรานโมเดล เป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ ทั้งนี้ เพื่อขยายเครือข่ายสร้างผู้นำร่วมในการเปลี่ยนแปลงระบบอาหารสมดุล ล่าสุด ได้รับเกียรติจาก ฝ่ายกิจการเพื่อสังคม บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด มอบหมายให้เป็นที่ปรึกษาโครงการเชื่อมโยงผลผลิตเกษตรอินทรีย์จากชุมชนสู่โรงอาหารโรงงาน (From Farm to Factory)จัดอบรมเชิงปฏิบัติกา
ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอีกต่อไปสำหรับคนเมือง ที่ต้องการสัมผัส และเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ เพียงแค่แวะมา ที่ร้าน Patom Organic Living (ปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง) พื้นที่สีเขียวใจกลางทองหล่อ ที่นี่ คือ แหล่งอาหารอินทรีย์ชั้นดีของคนรักสุขภาพ ที่รับวัตถุดิบอินทรีย์ตรงจากเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล และเป็นแหล่งเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์มีชีวิตที่รื่นรมย์ของคนเมืองกรุง ทุกวันเสาร์ที่ 2 ของเดือน บรรยากาศที่ร้านแห่งนี้ก็จะคึกเป็นพิเศษ เพราะจัดให้มีกิจกรรม “ORGANIC FARMERS’ MARKET” (ออร์แกนิก ฟาร์มเมอร์ส มาร์เก็ต) เชื่อมโยงอาหารอินทรีย์สู่ผู้บริโภค เพื่อเปิดพื้นที่ให้คนเมือง ได้เข้าถึง และสัมผัสเรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งชม ช้อป ชิม ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ สดจากไร่ ตัดใหม่จากสวน มีเวิร์คช็อปสีเขียว “เรียน-รู้-รื่นรมย์ วิถีเกษตรอินทรีย์” และมุมส่งเสริมสุขภาพดี กินผักผลไม้วันละ 400-600 กรัม ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และ สสส. เป้าหมายเพื่อให้ความรู้ด้านโภชนาการและสร้างสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภคนั่นเอง อนัฆ นวราช ผู้บริหารร้านปฐม ออร์แกนิก ลิฟวิ่ง ในฐานะหัวหน้าโครงการปฐมเชื่อ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดประชุมวิชาการนานาชาติเกษตรอินทรีย์ เรื่อง ASEAN+6 Organic Agriculture Forum 2017 นำเสนอความก้าวหน้างานวิจัยด้านเกษตรอินทรีย์จากไทยและต่างประเทศ เปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักวิจัย สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวิจัยเกษตรอินทรีย์ ระหว่างวันที่ 22-24 สิงหาคม 2560 ณ ห้องบาริออสบอลรูม โรงแรมบาริออส รีสอร์ท เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ดร.ลักษมี ปลั่งแสงมาศ ผู้ว่าการ วว. ชี้แจงว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม รักษาสมดุลของธรรมชาติและความหลากหลายของทางชีวภาพโดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุและวัสดุธรรมชาติ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์ เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามารถต้านทานโรคและแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ เช่นรวมถึงการใช้สารจากธรรมชาติในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้างทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคและไม่ทำให้สภาพแวดล
กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในเผย จากการจัดงาน “Organic & Natural Expo 2017” ระหว่างวันที่ 27-30 กรกฎาคมที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ไทยสามารถโชว์ศักยภาพการเป็นผู้นำด้านการผลิตและการตลาดสินค้าออร์แกนิคของภูมิภาคอาเซียน มีผู้ร่วมงานกว่า 4.5 หมื่นคน เงินสะพัดกว่า 32 ล้านบาท นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายใน จัดงาน Organic & Natural Expo 2017 หรือ ONE 2017 จบลงอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นงานที่รวมเอาผู้ผลิตและผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิค ทั้งในระดับสากลและในประเทศ รวมถึงมาตรฐานเกี่ยวกับสินค้าธรรมชาติมาไว้ในงานถึง 248 ราย สามารถแสดงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านการผลิต การค้า และการบริโภคสินค้าออร์แกนิคในภูมิภาคอาเซียน ตามแนวคิดของงานที่ว่า “ASEAN : Home of Organic” เพื่อยกระดับการจัดงานออร์แกนิคของประเทศ ไทยให้เป็นศูนย์กลางงานแสดงสินค้าออร์แกนิคระดับนานาชาติ โดยงาน Organic & Natural Expo 2017 มีผู้ร่วมงานกว่า 4.5 หมื่นคน เงินสะพัดกว่า 32 ล้านบาท โดยผล
