เกษตรอินทรีย์
โดยปกติการทำข่าวเรื่องการเกษตร คนที่ให้ข่าวถึงเป็นเกษตรกรก็จริงแต่ 9 ใน 10 ไม่ได้เป็นคนที่จบทางด้านการเกษตรโดยตรง นานๆ จะมีคนจบด้านเกษตรโดยตรงมาให้ความรู้ด้านการเกษตรสักที ผมก็ไม่รู้คนที่จบจากการด้านการเกษตรส่วนมากเขาไปทำงานด้านไหนกัน อาจเพราะงานด้านเกษตรเป็นงานหนักและต้องกรำแดดกรำฝนทำให้คนเหล่านั้นหนีหายไปประกอบอาชีพอื่น น่าเสียดายกับวิชาชีพเกษตรที่เรียนมาทำให้คนที่ไม่ได้เรียนเกษตรมะงุมมะงาหราทำการเกษตรกัน แต่ด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ทำให้ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน ไม่ใช่เฉพาะคนที่เรียนมา ดังนั้น คนที่ไม่เรียนมาก็อย่าได้ถอดใจ มีโอกาสได้เจอ คุณเฟิร์น หรือ คุณนันทลี เอี้ยนไธสง ที่จบเกษตรโดยตรงจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ทั้งปริญญาตรีและโทด้านพืชสวน ได้ทำงานศูนย์อนุรักษ์ดินและน้ำอยู่ประมาณ 1 ปีในตำแหน่งวิชาการเกษตร ต่อมาได้ย้ายมาเป็นนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ ประจำสำนักงานเกษตรอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา สังกัดกรมส่งเสริมการเกษตร เมื่อปลายปี พ.ศ. 2563 ด้วยความที่เป็นครอบครัวเกษตรกรมาก่อนมีความสนใจเรื่องการปลูกผักอินทรีย์ เพราะเห็นพ่อที่ทำเกษตรเคมีมาโดยตลอด ไม่อยากเห็นพ่อใช้สารเคมีที
หลายปีก่อน เรามองเห็นความเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคผักผลไม้ พวกเขากำลังพยายามหาวิธีกำจัดสารเคมีอันตรายบนพืชผัก มินานนักกระบวนการปลูกผักผลไม้ก็ปรับเปลี่ยนสู่เกษตรปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ มีหน่วยงานรับรอง เช่น สมาพันธ์เกษตรอินทรีย์เกิดขึ้น เป็นการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม หรือ Sustainable Development Goals Partipatory Guarantee System (SDGs PGS) เป็นกระบวนการรับรองผู้ผลิตอินทรีย์ตามหลักการและมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต้องมีส่วนร่วม วิสัยทัศน์ร่วม ความโปร่งใส กระบวนเรียนรู้และความสัมพันธ์แนวราบ โดยมีสมาพันธ์เกษตรอินทรีย์จังหวัดพะเยาร่วมขับเคลื่อน ในการทำความเข้าใจกับเกษตรกรและการตรวจรับรอง พร้อมออกใบรับรองเพื่อให้เกษตรกรนำไปเผยแพร่และรับประกันสินค้า ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในความปลอดภัย สินค้าประเภทผักผลไม้อินทรีย์ระดับพรีเมี่ยมที่ปลูกในพื้นที่ท้องถิ่นจังหวัดพะเยามีจำนวนมากขึ้นและเริ่มวางจำหน่ายบนชั้นวางสินค้าในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ นั่นคือความเปลี่ยนแปลงของเกษตรกรที่กำลังปลูกผักผลไม้เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค โดยเมื่อไม่นานมานี้ มีการจัดเสวนาแนวท
ปัจจุบัน คนไทยประสบปัญหาสุขภาพ เจ็บป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคเบาหวาน ไขมัน ความดัน และมะเร็ง อันเกิดจากฐานการผลิตสินค้าเกษตรที่ใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น ทำให้อาหารปนเปื้อนสารเคมี ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมา วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จึงวางแผนแก้ปัญหาทั้งระบบ โดยใช้หลักการ “เกษตรสุขภาพรักษ์สิ่งแวดล้อม” เพื่อให้เกิดการพัฒนาแบบองค์รวมโดยเฉพาะมิติ BCG Model หรือระบบเศรษฐกิจสีเขียว พัฒนาโครงสร้างชุมชนสู่ความเข้มแข็ง มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงในชุมชน หลักการเกษตรสุขภาพ ผศ.ดร.สถาพร แสงสุโพธิ์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและการวิจัย วิทยาลัยบริหารศาสตร์ กล่าวว่า “เกษตรสุขภาพ” เป็นการทำการเกษตรผสมผสาน สวนป่า ธรรมชาติ มุ่งผลิตอาหารเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ลดภาระความเจ็บป่วย ความเสื่อมสภาพของร่างกาย จากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การทำเกษตรสุขภาพ งดการใช้สารเคมีทุกชนิด เน้นใช้จุลินทรีย์ ชีวภาพ สารอาหารธรรมชาติ และสิ่งที่เหลือใช้ภายในบ้าน ชุมชน ป่า นำมาผลิตเป็นธาตุอาหารให้กับพืชที่ปลูก และเน้นปลูกพืช
สวนซะป๊ะ คือผืนดินอุดมสมบูรณ์ ใต้ร่มเงาผืนป่าต้นน้ำดอยหลวง มีสายน้ำแม่กาหลวงไหลผ่านสามารถเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรได้ตลอดปี คุณชวฤทธิ์ งามจิตร์ เจ้าของสวน อดีตเป็นพนักงานดีเด่น ตำแหน่งหัวหน้างานโรงงานอุตสาหกรรม เขากำลังนั่งพรวนดิน ทดลองสูตรปุ๋ยอินทรีย์ อยู่ในโรงเรือนระบบปิดของบ้านสวนซะป๊ะ ตำบลแม่กา อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ประเทศไทย ที่นี่มีผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ จัดจำหน่ายให้ร้านอาหารหลายแห่งในพะเยา พวกเขาซื้อขายพืชผักผลไม้อินทรีย์ทางโซเชียลมีเดียเป็นหลัก นับเป็นมิติใหม่ทางการเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย พนักงานดีเด่นของบริษัทอุตสาหกรรมยานยนต์ คุณชวฤทธิ์ เล่าว่า เรียนช่างกลโรงงาน เพราะไม่ชอบทำการเกษตร ตอนเด็กมองเห็นพ่อแม่ลำบาก ทำไร่ข้าวโพดกลางแดดร้อน เขาจึงเลือกเป็นมนุษย์เงินเดือน สมัครทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งหนึ่งที่จังหวัดระยอง ทุ่มเททำงาน จนได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นของบริษัท มีโอกาสศึกษาต่อและดูงานต่างประเทศ ได้รับโอกาสเลื่อนเป็นหัวหน้างานดูแลในส่วนของสายงานซ่อมบำรุงเครื่องจักรโรงงานอุตสาหกรรม (PM) แต่เบื้องลึกในใจยังไม่พบความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง เขาอยากมีชีวิตเป็
กรมพัฒนาที่ดินได้ดำเนินงานโครงการเกษตรอินทรีย์ โดยใช้ระบบการรับรองมาตรฐานแบบมีส่วนร่วม PGS (Participatory Guarantee System) เป็นเครื่องมือในการพัฒนากลุ่มเกษตรกรเข้าสู่การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ แต่พบว่ามีเกษตรกรกลุ่มใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนสมัครเข้าร่วมโครงการเกษตรอินทรีย์ในปริมาณที่น้อย นอกจากนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้กำหนดแผนพัฒนาประเทศให้ภาคเหนือตอนบนจัดทำแผนบูรณาการเกษตรอินทรีย์ เพื่อช่วยอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อมทั้งในดิน น้ำ และอากาศ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ความรู้แก่เกษตรกรและผู้บริโภคส่วนใหญ่ ได้รู้จักระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS ซึ่งระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม PGS เป็นกระบวนการในการรับรองที่เป็นระบบสากลที่มีมาตรฐานทั่วโลกให้การยอมรับ ซึ่งคิดค้นโดย IFOAM (International Federation of Organic Agriculture Movements) มีความเหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย ประหยัดค่าใช้จ่ายในการตรวจรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ อีกทั้งเป็นระบบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้การสนับสนุน กรมพัฒนาที่ดิน ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความพร้อมในการสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกร
คุณวิสูตร วงศ์ไชย คือช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิก เขาชื่นชอบเรื่องราวการทำการเกษตร จึงศึกษาความรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์จากอินเตอร์เน็ต หลังเกิดปัญหาเรื่องสุขภาพจากอาการแพ้สารตะกั่วในเครื่องใช้ไฟฟ้า เขาตัดสินใจทำเกษตรอินทรีย์อย่างจริงจัง ปัจจุบัน เขาสร้างนวัตกรรม (Innovation) ด้วยการผลิตสินค้าชีวภัณฑ์กำจัดศัตรูพืชหลายประเภท เขาเรียนรู้เรื่องอัตลักษณ์และพยายามสร้างอัตลักษณ์ของตนเองเพื่อเชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ของชุมชนที่เขาอาศัย ทางออกของปัญหาสุขภาพคือเกษตรอินทรีย์ คุณวิสูตร เล่าว่า เปิดร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าตั้งแต่อายุ 15 ปี ทำงานและเรียนจบครุศาสตร์บัณฑิตอุตสาหกรรมศิลป์ วิทยาลัยครูเชียงราย หลังจากทำงานมานานหลายปี เริ่มมีอาการแพ้สารตะกั่ว เกิดผื่นแพ้บริเวณผิวหนัง ร่างกายผมทนสารเคมีสารพิษไม่ไหว จึงหันมาทำการเกษตรอย่างจริงจังในช่วง พ.ศ. 2563 ก่อนหน้านั้น เขาซื้อที่ดินและเริ่มทำสวนพุทรา โดยปลูกพุทราปลอดสารพิษสายพันธุ์ไต้หวัน เมื่อได้ผลผลิตก็มีปัญหาด้านการตลาด ผลผลิตพุทราเน่าเสียขายไม่ทัน จึงลดพื้นที่ปลูกพุทราเปลี่ยนแนวคิดสู่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คุณวิสูตรศึกษางานวิจัย อ่านงานเข
พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ปทุมธานี ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน ตลาดเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรไทยเท่ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 5 กุมภาพันธ์ 2566 พบกับหลากหลายไอเดียการทำเกษตรสุดเท่ เรื่องราวความสุขจากการทำเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะมาช่วยปรับสมดุลของชีวิตและครอบครัวให้มีกิน มีใช้ แบ่งปันไปยังบุคคลในสังคม จัดเต็มกับองค์ความรู้วิชาของแผ่นดิน อบรมเชิงปฏิบัติการชม ช้อป ของกิน ของใช้ผลผลิตปลอดภัย เลือกหาของดีมีคุณภาพจากพี่น้องเกษตรกรเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ ส่งต่อให้คนที่เรารักในเดือนแห่งความรัก ณ พื้นที่จัดงานตลาดเศรษฐกิจพอเพียง พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ ปทุมธานีหรือรับชมบรรยากาศงานสดๆผ่านทาง Facebook พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ พลอากาศเอกเสนาะ พรรณพิกุล ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวว่า “ประเทศไทยจัดว่าเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารของภูมิภาคอาเซียนและของโลก ซึ่งปัจจัยสำคัญของการผลิตอาหาร คือการมีวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ที่มาจากพี่น้องเกษตรกรของไทยที่มีมากกว่า 8 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ นอกจากนี้อาชีพเกษตรกร ถือเป็น 1 ใน 5 อาชี
หลังว่างเว้นจากการทำนาก็หันมาหารายได้เสริมจากการรวมกลุ่มปลูกพืชผักอินทรีย์ ภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายธนาคารพืชผักอินทรีย์ตำบลหนองสนิท ก่อนยกระดับมาเป็น “สหกรณ์การเกษตรพืชผักอินทรีย์หนองสนิท จำกัด” ที่ผลิตผักอินทรีย์คุณภาพ สู่มือผู้บริโภคด้วยความมั่นใจ ภายใต้ มาตรฐาน Organic Thailand (ผลิตภัณฑ์อินทรีย์) เกษตรอินทรีย์ มกษ.9000 เล่ม 1-2552 และแหล่งผลิตพืชอินทรีย์ รหัสรับรอง TAS : 55759 (ที่ตั้งแปลง หมู่ที่ 3 ตำบลหนองสนิท อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ พื้นที่รวม 6.50 ไร่ จำนวน 22 ชนิดพืช) ด้วยกระบวนการผลิตตามธรรมชาติ ในขั้นตอนการปลูก ดูแลรักษา เก็บเกี่ยว ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์ ที่ผู้บริโภคจะได้รับสิ่งที่ดีและปลอดภัยที่สุด ผ่านตลาดจริงใจ Tops market (Robinson จังหวัดสุรินทร์) โรงพยาบาลสุรินทร์ โรงพยาบาลรัตนบุรี โรงพยาบาลสนม โรงพยาบาลจอมพระ โรงพยาบาลเขวาสินรินทร์ ร้านอาหารในพื้นที่ รวมทั้งร้าน Super market ของสหกรณ์ นายโฆษิต แสวงสุข อดีตประธานสหกรณ์การเกษตรพืชผักอินทรีย์หนองสนิท จำกัด ในฐานะผู้ริเริ่มวิสาหกิจชุมชนและเครือข่ายธนาคารพืชผักอินทรีย์ตำบลหนองสนิทมากว่า 10 ปี ก่อนจัดตั้ง
“ชนะอะไรไม่เท่าชนะใจตัวเอง” นี่คือจุดเริ่มต้นของ ธนวัฒน์ ว่องไวตระการ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ อำเภอด่านมะขามเตี้ย จังหวัดกาญจนบุรี ที่พลิกฟื้นผืนดินจากการทำเกษตรแบบดั้งเดิม มาสู่การทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งต้องฟันฝ่าอุปสรรคและใช้เวลามากกว่า 2 ปี ในการสร้างแปลงผักออร์แกนิกที่ได้มาตรฐานส่งถึงมือผู้บริโภคผ่านสาขาต่างๆ ของแม็คโคร “ครอบครัวผมเป็นเกษตรกรชาวไร่ ที่ปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปีละครั้ง เมื่อเรียนจบออกมา จึงมองหาช่องทางที่จะปลูกพืชผักชนิดอื่น เพื่อหารายได้หมุนเวียนเข้ามาเสริม” ธนวัฒน์ ว่องไวตระการ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์ วัย 27 ปี เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการปลูกผักเสริมรายได้จากการทำไร่อ้อยและมันสำปะหลัง พลิกชีวิตสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ ช่วงแรกเขาลองผิดลองถูกกับการปลูกผักหลายชนิดที่ต้องใช้สารเคมี เพราะให้ผลตอบแทนดี ตามคำบอกเล่าที่ว่า จะทำให้มีรายได้ มีโอกาสรวยเหมือนถูกหวย ซึ่งเมื่อลงมือทำ สิ่งที่เขาต้องเจอหลังจากนั้น ทำให้ “ธนวัฒน์” เปลี่ยนแนวคิดในการทำเกษตรไปอย่างสิ้นเชิง “การเริ่มต้นปลูกผักของเรา ยอมรับว่า ใช้สารเคมีเยอะมาก จนต
คุณปฏิวัติ ดาวไธสง คือหนุ่มอิเล็กทรอนิกนักซ่อมคอมพิวเตอร์แห่งเมืองหลวง ประเทศไทย พ.ศ. 2556 เขากลับบ้านและเริ่มทำการเกษตรบนทุ่งลอ อำเภอจุน จังหวัดพะเยา ประเทศไทย ทำการเกษตรในยุคเฟื่องฟูของสารเคมีและยาฆ่าแมลง เป็นยุคการตลาดที่เราจะมองเห็นพนักงานขายสินค้าเปิดอบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อขายสินค้า ขายกล้าพันธุ์พืช ขายปุ๋ย ขายสารเคมีและยาฆ่าแมลง พวกเขาโฆษณาชวนเชื่อว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวจะมีพ่อค้ารับซื้อผลผลิตในราคาสูง สุดท้ายแล้วเกษตรกรก็ต้องผิดหวัง มองกล้วยเป็นธุรกิจจึงจะเข้าใจการตลาด คุณปฏิวัติ เล่าว่า เรียนจบอิเล็กทรอนิก ทำธุรกิจร้านซ่อมเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่กรุงเทพฯ เป็นเวลา 15 ปี พ.ศ. 2556 กลับมาเริ่มทำธุรกิจเหมืองทรายที่จังหวัดพะเยา ช่วงเย็นหลังเลิกงานเขาศึกษาทำการเกษตร โดยเริ่มศึกษาการปลูกกล้วย ก่อนหน้านั้นมีคนส่งเสริมเกษตรกรปลูกกล้วย พวกเขาจัดอบรมให้ความรู้ ขายกล้าพันธุ์ ขายปุ๋ย ขายสารเคมี พร้อมกับให้สัญญาว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวพวกเขาจะรับซื้อผลผลิต แต่แล้วพวกเขาก็ผิดสัญญา เกษตรกรหลายคนได้รับความเสียหายเพราะขายผลผลิตไม่ได้ พวกเขาตัดสินใจตัดต้นกล้วยสายพันธุ์อื่นทิ้งแล้วหันมาปลูก
