เศรษฐกิจพอเพียง
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าผลพวงจากโครงการอันเนื่องมาจากพระดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่มีกว่า 4,000 โครงการนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของราษฎรไทยดีขึ้น เพราะมีอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน อีกทั้งครอบครัวมีความสุข ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา องค์กรหนึ่งที่มีบทบาทในการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริก็คือ มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ และสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่มี ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล นั่งเก้าอี้ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ซึ่งได้เข้าไปช่วยเหลือชาวบ้านเรื่องการทำมาหากินในหลายพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นที่น่าน อุดรธานี ขอนแก่น กาฬสินธุ์ เพชรบุรี อุทัยธานี ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งนี้ ในการทำงานของสถาบันปิดทองหลังพระฯ นั้นมุ่งดำเนินงานตามพระราชดำริและหลักการทรงงานของพระองค์ท่าน นั่นคือ เน้นการพัฒนาชุมชนตามหลักการองค์ความรู้ ใน 6 มิติ ได้แก่ ดิน น้ำ เกษตร พลังงานทดแทน ป่า และสิ่งแวดล้อม โดยจะปรับน้ำหนักของแต่ละเรื่องตาม
ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ กษัตริย์เกษตร พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดงาน “ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์” เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ระหว่างวันที่ 10 – 13 ตุลาคม 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จ.ปทุมธานี นางสาวสมพิศ วงศ์ปัญญา รองผู้อำนวยการ (ฝ่ายบริหาร) ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกล่าวว่า “การจัดงาน ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ ในครั้งนี้เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เผยแพร่พระเกียรติคุณ พระอัจฉริยภาพ พระราชกรณียกิจของพระองค์ ด้านการเกษตร ภายในงานมีการจัดนิทรรศการพิเศษและกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย อาทิ นิทรรศการ ธ สถิตในดวงใจ…นิรันดร์ นิทรรศการสายธารพระกรุณา กษัตริย์เกษตร และการจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ในวันที่ 13 ตุลาคม ขอเชิญชวนพี่น้อง
โครงการพัฒนาพื้นที่ราบเชิงเขาสระแก้ว-ปราจีนบุรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่มาจากพระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อทรงได้รับทราบถึงความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎรที่อยู่อาศัยในเขตพื้นที่ราบเชิงเขา ตามแนวสันเขาบรรทัดที่เชื่อมติดต่อกับสาธารณรัฐกัมพูชา ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดสระแก้ว ที่นอกจากต้องประสบปัญหาพื้นที่เสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์และขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร ส่งผลให้ราษฎรตกอยู่ในสภาพยากจนแล้ว ยังต้องอยู่ในอันตราย และหวาดกลัวภัยจากอิทธิพลของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่เคลื่อนไหวปฏิบัติการในพื้นที่ จากความทุกข์เข็ญที่เกิดขึ้น พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงทรงมีพระราชดำริให้ดำเนินการช่วยเหลือและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หม่อมเจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ุ องคมนตรีประสานกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินงานพัฒนาพื้นที่แห่งนี้ โดยได้เริ่มดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2521 เป็นต้นมา พร้อมทรงพระราชทานแนวทางการพัฒนาหลัก 3 ด้าน คือ การพัฒ
ศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยทะกา เป็นหน่วยงานในสังกัดกองอาชีวสงเคราะห์ กรมสวัสดิการทหารเรือ ตั้งอยู่ในพื้นที่ 5,000 ไร่ ครอบคลุม 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี และจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นศูนย์เกษตรกรรมทฤษฎีใหม่ของกองทัพเรือ ปัจจุบันดำเนินการปลูกพืช ปลูกข้าว เมล่อน เลี้ยงไก่ไข่ ฯลฯ และเป็นศูนย์ศึกษาเกษตรทฤษฎีใหม่ ใช้ชื่อว่าศูนย์เศรษฐกิจพอเพียงทหารเรือโยทะกา ในยามที่ศัตรูรุกล้ำอธิปไตย เหล่าทหารต้องจับอาวุธสู้เพื่อปกป้องอธิปไตย แต่ในยามประเทศชาติสงบ ทหารบางหน่วยหันมาผลิตเสบียงเพื่อป้อนกำลังพลอีกด้วยการทำนา ทำไร่ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำประมง เป็นต้น โดยกองทัพเรือ มีศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือ 3 แห่ง กระจายใน 3 ภูมิภาค ผลิตพืชผลทางการเกษตร เพื่อจำหน่ายในราคาสวัสดิการให้แก่ทหารและครอบครัว ทั้งข้าราชการและลูกจ้างในกองทัพเรือ ที่สำคัญยังเป็นหน่วยงานที่คอยให้คำแนะนำและส่งเสริมอาชีพด้านเกษตรให้แก่ทหารกองประจำการโดยตรงอีกด้วย เพื่อให้สามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้หลังจากที่ปลดประจำการ ในส่วนของศูนย์เกษตรกรรมทหารเรือโยทะกา ที่ตำบลโยธะกา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเ
นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดทำโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนโดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต โดยนำรูปแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ การบริหารจัดการที่ดิน ป่า น้ำ คน โดยนำร่องให้เป็นตัวอย่างความสำเร็จในพื้นที่อย่างน้อยตำบลละ 1 แห่ง เพื่อเป็นตัวอย่างความสำเร็จในการเรียนรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ตามภูมิสังคมของแต่ละพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี 3 เดือน (กรกฎาคม 2563 – กันยายน 2564) โดยมีพื้นที่เป้าหมายพัฒนาเป็นพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ จำนวน 4,009 ตำบล เกษตรกรเข้าร่วมโครงการตำบลละ 16 ราย รวม 64,144 ราย รายละ 3 ไร่ รวมเป็นพื้นที่ 192,432 ไร่ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และน้อมนำหลักทฤษฎีใหม่ และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย การพัฒนาพื้นที่จุดเรียนรู้ในรูปแบบกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ เพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำสำหรับทำการเกษตร ตลอดจนพัฒนาระบบบริหารจัดการน้ำด้วยระบบและวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อฟื้นฟูภาคเกษตรภายหลังกา
คุณสนธิยา ละอองกุล เดิมเป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช คุณพ่อเป็นครู เนื่องจากคุณพ่อจบมาทางด้านการเกษตรจึงทำการเกษตรควบคู่กับการเป็นครู เมื่อตอนเด็ก ๆ คุณสนธิยาชอบช่วยคุณพ่อทำสวนผลไม้ จึงคุ้นเคยและซึมซับเรื่องการทำสวนผลไม้ตั้งแต่ยังเป็นนักเรียน แต่คุณพ่อส่งคุณสนธิยาเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ จนจบปริญญาตรีคณะบัญชี และได้ทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ ชีวิตผกผันมาเป็นเกษตรกร คุณสนธิยา ได้สมรสกับ ร.ต.อ.มนัส ละอองกุล และย้ายติดตามสามีมารับราชการที่จังหวัดสงขลา จึงย้ายติดตามสามีมาอยู่ที่ จ.สงขลา และได้มาทำงานที่ธนาคารกรุงเทพ สาขาห้าแยกสะพานติณสูลานนท์ เมื่อมีเวลาว่างจากงานก็กลับไปดูแลสวนที่ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นมรดกตกทอดของเธอ และมีความสุขเมื่อเห็นผลผลิต คุณสนธิยา มีความฝันมาแต่เด็กแล้วว่า ถ้ามีโอกาสจะหาซื้อที่ดินที่ จ.สงขลา ทำการเกษตร ในปี 2558 คุณสนธิยา เริ่มมองหาที่ดินที่จะเริ่มปูทางไปประกอบอาชีพการเกษตรตามที่หวังไว้ แต่ยังทำงานอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ จ.สงขลา เธอซื้อที่ดินที่เป็นที่นาจำนวน 9 ไร่ 2 งาน ที่ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร จ.สงขลา เนื่องจากที่ดินที่ซื้อมาเป็นที่นา จึงทดลองปลูกข้าวไปก่อน เนื่องจากไม่มีปร
ประชาชนชาวจังหวัดพะเยาต่างได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 จนไม่สามารถประกอบกิจการและทำงานอะไรนอกพื้นที่บ้านได้ ทำให้ชาวบ้านหันมาทำการเกษตร แบบเศรษฐกิจพอเพียง พออยู่ พอกิน พอขาย สร้างรายได้ให้กับครอบครัว แทนการออกไปทำงานนอกบ้าน โดยทำสวน สร้างงาน สร้างเงิน แบบพอเพียง ไร้ปัญหาเรื่องผลกระทบการว่างงานจากโรคโควิด-19 ด้วย โดย คุณสราวุฒิ พิกุล อายุ 46 ปี บ้านเลขที่ 12 หมู่ที่ 14 บ้านสันขะเจ๊าะ ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา เป็นผู้ใหญ่บ้าน บ้านสันขะเจ๊าะ ได้ทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสานโดยการใช้พื้นที่ของตนเองจำนวน 3 ไร่ ทำเป็นสวนพิกุล ปลูกบ้านหลังเล็กๆ ไว้อาศัยพักผ่อน และทำการเกษตรพอเพียงแบบผสมผสาน ปลูกกล้วยตามริมรั้ว มะละกอ ปลูกผักสวนครัว เลี้ยงเป็ด ห่าน ไก่งวง ไก่พันธุ์พื้นเมือง และทำปุ๋ยน้ำหมักไว้ใช้เอง ทำบัญชีครัวเรือน ควบคุมรายรับ-รายจ่ายทุกๆ เดือน อยู่อย่างมีความสุขบนพื้นฐานความพอเพียง โดยจะนำผลผลิตทั้งผักทั้งไข่ไปขายในตลาดชุมชนของหมู่บ้านทั้งตอนเช้าและตอนเย็น สร้างรายได้ให้กับครอบครัวทุกวัน วันละ 300-400 บาท คุณสราวุฒิ กล่าวว่า ตนเองเป็นผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 14 บ้านสันขะเจ๊าะ ตำบลท่าวังท
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” ครั้งที่ 15 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์สิริฤกษ์ ทรงศิวิไลเลขาธิการคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ทำหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2563 (Thailand Research Expo 2020)” เป็นเวทีระดับชาติที่นำเสนอผลงานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่มีคุณภาพกว่า 300 ผลงาน โดยมุ่งเน้นเชื่อมโยงบูรณาการองค์ความรู้ไปสู่การใช้ประโยชน์ในการพัฒนาประเทศ ทั้งในมิติเชิงวิชาการ นโยบาย สังคม/ชุมชน และพาณิชย์/อุตสาหกรรม ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มงานวิจัยได้แก่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อน BCG Economy Model ในปีนี้ ได้
พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ เปิดงานมหกรรมสืบสาน รักษา ต่อยอด Agri Museum Expo 2020 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 และเผยแพร่ พระเกียรติคุณพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้านการเกษตร เชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการเกษตรสู่การพึ่งพาตนเอง ซึ่งจัดขึ้นระหว่าง วันที่ 2-5 กรกฎาคม 2563 ตั้งแต่ เวลา 08.00-17.00 น. ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จ.ปทุมธานี ผศ.ทวี วัชระเกียรติศักดิ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวภายหลัง เป็นประธานเปิดงานมหกรรม สืบสาน รักษา ต่อยอด Agri’.Museum.Expo.2020.ในครั้งนี้ “…การเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณและพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทางด้านการเกษตร เป็นภารกิจสำคัญของสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะเกษตรเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพร
“ศักรินทร์ สมัยสง” บัณฑิตหนุ่มสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ไม่สนใจวิถีชีวิตอาชีพมนุษย์เงินเดือน หวนกลับคืนบ้านเกิดที่อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ทำอาชีพเกษตรกรรมตามรอยพ่อแม่อย่างมีความสุขบนวิถีชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง บนที่ดินมรดก 47 ไร่ ในวันนี้ คุณศักรินทร์ สมัยสง ประสบความสำเร็จในเส้นทางอาชีพการเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน กลายเป็นเกษตรกรต้นแบบ Smart Farmer เป็นกูรูด้านการเลี้ยงแพะแกะในสวนปาล์มน้ำมันให้แก่เพื่อนเกษตรกรจำนวนมาก ด้วยผลงานที่โดดเด่นตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ทำให้คุณศักรินทร์ได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ ให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ (อาชีพเลี้ยงสัตว์) ประจำปี 2563 ใช้ “ศาสตร์พระราชา” พัฒนาอาชีพ เมื่อปี พ.ศ. 2549 คุณศักรินทร์เริ่มต้นการเลี้ยงแพะพันธุ์ลูกผสมแองโกลนูเบียน พื้นเมือง จำนวน 12 ตัว (เพศผู้ 1 ตัว เพศเมีย 11 ตัว) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการนำมูลแพะมาใช้เป็นปุ๋ยในสวนปาล์มน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนจากการซื้อปุ๋ยเคมี เน้นการจัดการฟาร์มและสวนให้เกื้อกูลกัน สามารถนำทุกอย่างในฟาร์มมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำให้ครอบครัวมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีความเป็น
