บริษัท เพ็ท โฟกัส จำกัด ในเครือเบทาโกร มอบอาหารสุนัขด็อก เอ็นจอย (DOG’njoy) และ อาหารแมวแค็ท เอ็นจอย (CAT’njoy) ให้กับกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ กรมปศุสัตว์ สำหรับนำไปแจกจ่ายเพื่อแบ่งเบาภาระการดูแลสัตว์เลี้ยงให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ณ กรมปศุสัตว์ กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้
MOST POPULAR
ปัจจุบัน “วิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรชุมชนเมืองอัจฉริยะ พร้อมแปรรูปเพิ่มรายได้ในรูปแบบสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งขายตลาดจริงใจ ตลาดภายในชุมชน ตลาดพรีออร์เดอร์ กลุ่มไลน์ภายในชุมชน และเพจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน สร้างรายได้สุทธิ ในปีแรก 63,000 บาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นชุมชนสีเขียวแห่งนี้ เกิดจาก พี่แจ๊ส – คุณสมคิด น่วมศิริ สนใจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จำหน่ายในชุมชน ต่อมาเป็นแกนนำรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางด้วน เข้าร่วมศึกษาวิจัยในโครงการสมุทรปราการโมเดล กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้เกษตรกรได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาในด้านการเกษตร จนต่อยอดการพัฒนาเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” ต่อมามีการขยายแปลงเพาะปลูก โดยพัฒนาพื้นที่ว่างใต้ทางด่วนเป็นพื้นที่ทำเกษตรแปลงรวมของกลุ่ม และพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับมาตรฐาน GAP ต้นแบบเกษตรเขตเมืองอัจฉริยะ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ มีสมาชิกผู้ปลูกผักเคล 15 คน ปลูกผักเคล
ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พลังของสื่อโซเชียล ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกแวดวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่วงการเกษตรที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องของดินและน้ำเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและโอกาสใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น สื่อเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเกษตรกรรม อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือการสร้างตลาดและแบรนด์ ที่แข็งแกร่งให้กับสวนและเกษตรกรแต่ละราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ที่ไม่ได้มาจากแค่การขายผลผลิตที่ปลูกได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นภายในสวน ซึ่งการสร้างรายได้จากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นสวนของเราเอง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ไม่ว่าเราจะมีสวนเล็กๆ ข้างบ้าน หรือทำฟาร์มขนาดใหญ่ ทุกคนก็สามารถใช้เสน่ห์ของการเล่าเรื่องและภาพที่สวยงาม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง หลักหมื่นจนถึงหลักแสนต่อเดือนได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนออีกหนึ่งตัวอย่างของสวนเกษตรต้นแบบ ที่สร้างแรงบ
ยุคนี้ใครๆ ก็อยากมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาว แต่สิ่งที่เปรียบเสมือนฐานรากสำคัญที่สุดกลับเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่าง “อาหารปลอดภัย” ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพร่างกายได้อย่างตรงไปตรงมา ตามหลัก “You are what you eat” กินสิ่งใด ร่างกายก็เป็นเช่นนั้น การหันมารักษาสุขภาพอย่างจริงจังจึงต้องเริ่มจากการใส่ใจเรื่องกิน และทางเลือกที่ทำได้ทันทีคือ การสร้างแหล่งอาหารปลอดภัยด้วยมือเราเองภายในครัวเรือน ร่วมกับการปรับพฤติกรรมสุขภาพแบบรอบด้าน เพราะอาหารที่ดีต้องมาพร้อมกับพฤติกรรมที่ถูกต้อง จึงจะแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของสุขภาพได้จริง จุดเริ่มต้น “เกษตรสวนศิลป์” ของป้าจันทร์ แห่งหนองมน ป้าจันทร์–ลภัสรดา ทศรัศมิ์ ผู้ก่อตั้งสวนศิลป์หนองมน จ.ชลบุรี มีพื้นเพเดิมเป็นชาวสกลนคร ในครอบครัวช่างทอผ้าฝ้ายย้อมคราม ก่อนที่ตัวป้าจันทร์จะย้ายมาทำงานแถบระยอง ชลบุรี และศรีราชา กระทั่งพบรักกับสามีและปักหลักกลายเป็นคนบางแสน-หนองมนมาถึงปัจจุบัน ป้าจันทร์เล่าว่าก่อนจะมาเป็นที่รู้จักในนาม “ป้าจันทร์แห่งสวนศิลป์หนองมน” ป้าเริ่มต้นจากการขายดอกเกลือจากนาเกลือผืนสุดท้ายของจังหวัดชลบุรี ส่วนจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้หันเข้าสู่วิถีเกษตรอินทร
การช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นเป้าหมายที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องร่วมกัน เพราะเกษตรกรเป็นฐานสำคัญของระบบอาหารและเศรษฐกิจชนบท แต่คำถามสำคัญ คือ ภาระของการช่วยเหลือควรเป็นบทบาทของใคร และควรอยู่ในระดับใดจึงจะเหมาะสม ในปัจจุบัน “ผู้ผลิตอาหารสัตว์” ที่ต้องการนำเข้าวัตถุดิบ จะต้องปฏิบัติตามมาตรการ 3:1 กล่าวคือ ต้องซื้อข้าวโพดไทย 3 ส่วน จึงจะมีสิทธิ์นำเข้าข้าวสาลี 1 ส่วน และต้องซื้อในราคาประกันที่ภาครัฐกำหนดด้วยมาตรการ 3:1 เป็นมาตรการที่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยพยุงรายได้เกษตรกร โดยใช้เงินของเอกชน แทนงบประมาณรัฐที่ต้องจ่ายดังเช่นกันการประกันสินค้าเกษตรอื่นๆ อย่างข้าว มันสำปะหลัง คำถามคือ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้น ปิดโอกาสทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่สามารถเลือกวัตถุดิบตามต้นทุนและสภาวะตลาดได้อย่างเต็มที่ ทั้งที่ผลผลิตข้าวโพดของประเทศไทยมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ คือ ผลิตได้เพียง 4.5 ล้านตันจากความต้องการใช้ 9 ล้านตัน ผู้ผลิตอาหารสัตว์หรือเกษตรกรที่ผสมอาหารสัตว์เอง ไม่สามารถเลือกใช้ “วัตถุดิบอื่น ไม่ว่าจะมันเส้น หรือปลายข้าว”มาผสมในสูตรอาหารแทน “ข้าวโพดหรือข้าวสาลีได้” เพราะ
