เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน มีมติให้คงราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เท่าเดิม 9.80 บาท ไว้จนถึงสิ้นเดือนสิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไปทบทวนข้อมูลในการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ฤดูกาลใหม่ยังไม่ได้ข้อสรุปก่อน
ผลพวงจากข้อมูลที่ไม่สอดคล้องกัน ของภาคส่วนต่างต่างๆ ทำให้ นบขพ. จำเป็นต้องยื้อเวลา เพราะการกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดปี 69/70 ใหม่เป็น 9.97 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากราคาเดิม 9.80 บาทต่อกิโลกรัม ท่ามกลางข้อมูลต้นทุนการปลูกข้าวโพดที่ลดลงย้อนแย้งกันจนทำให้ฝ่ายนโยบายต้องเวลา สะท้อนให้เห็นว่าประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงที่ “ราคาจะเพิ่มขึ้นเท่าไร” แต่คือ ข้อมูลพื้นฐานที่นำมาใช้ประกอบการกำหนดราคา โดยเฉพาะตัวเลขต้นทุนและรายได้ของเกษตรกร ซึ่งยังมีความแตกต่างกันระหว่างข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กับข้อมูลจากภาคเกษตรกร เป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตรต้นทาง แต่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ ซึ่งเชื่อมโยงต่อเนื่องไปยังภาคปศุสัตว์ ทั้งสุกร ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และสัตว์น้ำ ก่อนจะส่งต่อไปถึงผู้บริโภคและตลาดส่งออก
ดังนั้น การกำหนดราคารับซื้อจึงควรพิจารณาบนพื้นฐานของข้อมูลที่รอบด้าน และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะต้นทุนหรือรายได้ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ในส่วนของจุดยืนของผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีความชัดเจนว่า เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดต้องได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมและมีกำไรจากการประกอบอาชีพ เพราะความเข้มแข็งของเกษตรกรคือพื้นฐานสำคัญของความมั่นคงด้านวัตถุดิบอาหารสัตว์และระบบอาหารของประเทศ
สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้ คือ ความชัดเจน เพื่อให้การตัดสินใจของภาครัฐเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และเหนือไปกว่าตัวเลข 9.80 บาท หรือ 9.97 บาท ยังมีอีกประเด็นที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือ ความเสถียรของราคารับซื้อ หากภาครัฐมีนโยบายกำหนดราคารับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในลักษณะ “ราคาเดียวตลอดทั้งปี” จะต้องมีกลไกการดูแลให้ราคาดังกล่าวมีเสถียรภาพตลอดทั้งปีด้วย

หากไม่มีกลไกดูแล ก็มีความเสี่ยงที่จะประสบเหตุการณ์คล้ายกับปีที่ผ่านๆ มา คือ แม้จะมีการกำหนดราคารับซื้อไว้ที่ 9.80 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในช่วงปลายฤดูผลผลิต ตั้งแต่ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายน ราคาตลาดดีดขึ้นไปถึง 13 บาทต่อกิโลกรัม ห่างจากราคาที่ตั้งซื้อ กก.ละ 3 บาท สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนของผู้ใช้ข้าวโพด โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กและเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ซื้อวัตถุดิบไปผสมอาหารสัตว์เอง ส่งผลต่อต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ทั้งระบบ และท้ายที่สุดย่อมกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันและราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย
ดั้งนั้น รัฐควรถอดบทเรียน เรื่องการกำหนด “ราคาเดียวทั้งปี” ที่ต้องมาพร้อมกับกลไกบริหารจัดการอุปสงค์ อุปทาน การนำเข้า และการกระจายผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ราคามีเสถียรภาพตามนโยบายที่กำหนดไว้
การดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญ แต่การดูแลเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ใช้ข้าวโพดก็มีความสำคัญไม่แตกต่างกัน การทำให้เกษตรกรมีรายได้และกำไรที่เหมาะสมควรเป็นหนึ่งในเป้าหมายของนโยบายขณะเดียวกัน นโยบายราคาข้าวโพดต้องไม่มองแยกออกจากอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และภาคปศุสัตว์ เพราะทุกส่วนเชื่อมโยงกันเป็นห่วงโซ่เดียวกัน
