ประมง
รู้หรือไม่ กุ้งที่เรากินๆ กันอยู่ มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันยังไง แล้วถ้าให้เลือกกินอย่างถูกต้อง กุ้งแต่ละประเภทเหมาะกับนำมาทำเมนูอะไรกันแน่ เพราะบางชนิดมีความคล้ายกันมากจนทำให้ใครหลายคนเข้าใจผิด วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีทริคสังเกตกุ้งแต่ละชนิดว่ามีจุดที่เหมือนหรือแตกต่างกันยังไงมาฝาก กุ้งกุลาดำ (กุ้งลายเสือ) ลักษณะทั่วไป เป็นกุ้งธรรมชาติที่อาศัยอยู่ได้ในน้ำกร่อยและน้ำทะเล ลำตัวสีแดงอมน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม มีลายพาดขวางที่หลังประมาณ 9 ลายและสีออกน้ำตาล เข้มข้างแถบสีขาว ด้านบนของกรีมีฟัน 7-8 ซี่ ด้านล่างมี 3 ซี่ หนวดยาวไม่มีลายชัดเจน ขนาดความยาวประมาณ 18-25 เซนติเมตร เนื้ออร่อย กรอบ แน่น เด้งสู้ฟัน เหมาะกับเมนูที่เน้นรสชาติของกุ้งเป็นหลัก เช่น กุ้งเผา กุ้งอบเกลือ กุ้งก้ามกราม/กุ้งก้ามคราม/กุ้งแม่น้ำ กุ้งก้ามกราม เป็นกุ้งน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีเปลือกสีเขียวอมสีฟ้าหรือม่วง ก้ามยาวมีสีครามหรือม่วงเข้ม ตลอดทั้งก้ามมีปุ่มตะปุ่มตะป่ำ กุ้งก้ามกรามมีความยาวประมาณ 13 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 ฟุต น้ำหนักราว 1 กิโลกรัม เป็นกุ้งที่ถูกใช้ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่น ต้มยำ เผา หรือทอด เป็นต้น เพราะ
สงสัยกันไหมว่าปลากะพง มีตั้งหลายชนิด ทั้งปลากะพงขาว ปลากะพงดำ ปลากะพงแดง และปลากะพงลาย แต่ทำไมปลากะพงขาวจึงนิยมกินกันมากที่สุด ก็เพราะว่า ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติดี มีเนื้อสัมผัสที่ละเอียดนุ่มละมุน จึงเหมาะแก่การนำไปแปรรูปเป็นอาหารได้หลากหลาย อาทิ ต้มยำ ข้าวต้มปลา ปลาเผา ทอดน้ำปลา ฯลฯ อีกหลายเมนูตามแต่วัตถุดิบในแต่ละพื้นที่จะเอื้ออำนวย ทำให้ปลากะพงขาวมีความต้องการทางตลาดสูง โดยปลากะพงขาวที่มีจําหน่ายในท้องตลาดเป็นปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเป็นหลัก โดยนิยมเลี้ยงในกระชังตามแหล่งน้ำกร่อยบริเวณปากแม่น้ำและชายทะเล ซึ่งมีแหล่งเพาะเลี้ยงหลักอยู่บริเวณปากแม่น้ำบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา และพื้นที่ปากแม่น้ำ และชายทะเลทางภาคใต้ แต่ทั้งนี้บางพื้นที่มีการเลี้ยงในบ่อดินบริเวณพื้นที่ที่อยู่ใ
กรมประมง จับมือ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ร่วมศึกษาวิจัย การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งขาวแวนนาไมให้มีคุณภาพดี ด้วยเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์จนประสบความสำเร็จ!! พร้อมแจ้งเกิด 2 สายพันธุ์ใหม่ ล่าสุด! “เพชรดา 1” (เพ็ด-ชะ-ดา-หนึ่ง) เจริญเติบโตดี และ “ศรีดา 1” ต้านทานโรค EMS-AHPND หวังสร้างทางเลือกให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ใช้ประโยชน์ทดแทนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์จากต่างประเทศ และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยมั่นคงและยั่งยืน นายประพันธ์ ลีปายะคุณ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กุ้งทะเลเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างมาก ในอดีตสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศปีละเกือบแสนล้านบาท เพราะเป็นสินค้าที่ตลาดมีความต้องการสูงทั้งภายในและต่างประเทศ กระทั่งปี 2555 การเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยประสบวิกฤตการระบาดของโรคตายด่วน หรือ EMS-AHPND สร้างความเสียหายและส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทยตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่ผ่านมากรมประมงได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเพื่อฟื้นฟูผลผลิตกุ้งทะเลอย่างต่อเนื่อง สำหรับในด้านการวิจัยนั้น กรมประมงได้ร่วมกับสำนักงานพัฒนาการวิจัย
สูตรการทำอาหารปลาลดต้นทุนนี้ เป็นสูตรของ คุณเมธยา ภูมิระวิ (เมย์) เกษตรกรสาวคนเก่งแห่งเมืองชุมพร ภายในสวนของเธอมีการทำเกษตรแบบผสมผสาน ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์แบบครบวงจร แต่วันนี้ผู้เขียนจะนำเสนอเทคนิคการเลี้ยงปลาลดต้นทุนมาฝาก ซึ่งสูตรนี้คุณเมย์เธอยืนยันว่า ช่วยลดต้นทุน ประหยัดเวลาได้จริง ที่สำคัญปลายังชอบกินแล้วโตดีอีกด้วย คุณเมย์ บอกว่า อาหารที่กินเหลืออย่าทิ้งให้เกิดกลิ่นเน่าเหม็นโดยเปล่าประโยชน์ แต่ให้นำเศษอาหารที่เหลือมาหมักให้กลายเป็นอาหารปลาดีกว่า ส่วนผสม รำละเอียด 3 ส่วน 2. น้ำหมักเศษอาหาร พร้อมกาก 1 ส่วน วิธีทำ เทส่วนผสมทั้งหมดรวมกัน จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน อย่าให้แฉะมาก ต้องให้เหนียวสามารถปั้นเป็นก้อนได้ เมื่อคลุกเคล้าและนวดจนส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ให้ปั้นเป็นก้อนขนาดเท่ากับลูกเปตอง และเพื่อป้องกันใม่ให้ลูกติดกัน ให้นำก้อนที่ปั้นเป็นลูกวงกลมแล้วมาคลุกกับรำละเอียดอีกครั้ง จากนั้นนำมาตากแดดจนแห้ง แล้วนำมาให้เป็นอาหารปลาได้เลย ซึ่งขนาดของก้อนอาหารที่ใหญ่จะจมลงไปใต้บ่อเหมือนอาหารกุ้ง แล้วปลาจะกินไปได้เรื่อยๆ ช่วยประหยัดเวลาการให้อาหารจากเคยให้ทุกวัน ลดเหลือ 3 วัน ให้เพียง 1 ครั้ง คุ
กุ้งเครย์ฟิช หรือกุ้งก้ามแดง หรือล็อบสเตอร์น้ำจืด สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่น่าจับตามอง ลักษณะทั่วไปจะมีก้ามโต ลำตัวใหญ่ เปลือกหนา สีแดงเข้มน่ากินเมื่อทำให้สุก แต่รสชาติอย่าบอกใครเชียว เป็นเมนูระดับภัตตาคารที่เป็นที่ต้องการของตลาดสูงมากในตอนนี้ และกำลังทำให้หนุ่มวัย 30 ปี อย่าง คุณจักรกฤษณ์ พิศาลเดช หนุ่มจากอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ผู้ประสบความสำเร็จที่เป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อในตอนนี้ที่มีคำสั่งซื้อกว่า 2,000 กิโลกรัมต่อวัน คุณจักรกฤษณ์ได้ทำมาหลากหลายอาชีพ และมองหาตลาดที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มคือ กุ้งเครย์ฟิช ที่ไม่ค่อยมีคนเริ่มเลี้ยงมากในตอนแรก จนปัจจุบันขายส่งทั่วไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า กัมพูชา ลาว ส่งออก 70 เปอร์เซ็นต์ อีก 30 เปอร์เซ็นต์ส่งภายในภัตตาคารในไทย จุดเริ่มต้นของผมเริ่มเลี้ยงตั้งแต่ปี 2557 ทำมาด้วยความตั้งใจ และเริ่มขยับขยายช่วงปลายปี 2558 เริ่มด้วยบ่อปูนตามรูป จนถึงปัจจุบันเป็นทั้งผู้เลี้ยงและผู้รับซื้อและมีตลาดส่งอยู่ในมือ เริ่มจากความตั้งใจและความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า จึงเกิดความเชื่อถือเชื่อมั่นจนประสบความสำเร็จจนถึงปัจจุบันนี้ กุ้งเครย์ฟิชทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น
“อาหารทะเล” จังหวัดตราด เมืองชายทะเลภาคตะวันออก พื้นที่ติดทะเลยาว 165 กิโลเมตร ไม่รวมกับชายทะเลรอบเกาะช้าง เกาะกูด เกาะหมาก และเกาะเล็กเกาะน้อยอีกกว่า 50 เกาะ ทำให้พื้นที่ทะเลอุดมสมบูรณ์ด้วยธรรมชาติสัตว์น้ำนานาชนิด กุ้ง หอย ปู ปลา หมึก กั้ง อำเภอคลองใหญ่เป็นอำเภอที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งทำประมงมากที่สุดของจังหวัดตราด ทั้งเรือประมงขนาดใหญ่และเรือประมงชายฝั่ง มีชุมชนประมงพื้นบ้านตามชายหาดต่างๆ ตลอดแนวชายฝั่ง เป็นที่ซื้อ-ขายอาหารทะเลสดๆ เช้าตรู่จะมีเรือประมงพื้นบ้านที่ออกไปจับปลานำเรือเข้าฝั่ง และมีแม่ค้าพ่อค้ามารอรับซื้อปลา ทำให้อาชีพประมงพื้นบ้านที่รับสืบทอดต่อๆ กันมายังคงอยู่เห็นในวันนี้ วิถีชีวิตชาวประมงร่วม 30 ปี คุณสุบิน บุญลอย ชาวประมงพื้นบ้านวัย 46 ปี อยู่บ้านเลขที่ 1/8 หมู่ที่ 3 ตำบลหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด เล่าว่า ได้ทำอาชีพประมงมากับพ่อตั้งแต่อายุ 15-16 ปี ถึงปัจจุบันทำเป็นอาชีพหลักให้กับครอบครัว ร่วม 30 ปีแล้ว โดยหมู่บ้าน หมู่ที่ 3 มีชุมชนชาวประมงอยู่ใกล้กัน 3 แห่ง คือ ชุมชนสะพานปลา หาดศาลเจ้า และหาดทรายแดง จำนวนเกือบ 200 ครัวเรือน ประกอบอาชีพทำประมงพื้นบ้านใช้เรือขนา
คุณสุวรรณดี ขวัญเมือง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดตรัง ให้ข้อมูลว่า ทางศูนย์ได้มีการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดหลายชนิด เพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติและอีกส่วนส่งจำหน่ายให้กับเกษตรกร พร้อมกันนี้ยังมีการส่งเสริมเกษตรกรคือการให้องค์ความรู้ เพื่อให้สามารถผลิตและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่มีคุณภาพดี มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ดังนั้น การส่งเสริมของศูนย์วิจัยฯ จึงมีความสำคัญต่อการทำประมงของเกษตรกรในพื้นที่ “ศูนย์วิจัยแห่งนี้มีขอบเขตความรับผิดชอบหลายด้าน เพื่อให้การเพาะพันธุ์สัตว์น้ำมีมาตรฐาน ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ยังต้องการพัฒนาอีกหลายด้าน ก็จะมีบางท่านหรือเกษตรกรบางรายเข้ามาเรียนรู้ ในเรื่องของการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจากทางศูนย์ จากนั้นนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด และปรับใช้กับอาชีพของตัวเองให้ดียิ่งขึ้น อยากจะฝากถึงท่านใดที่มีความสนใจจะทำอาชีพประมง อยากให้ศึกษาข้อมูลในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการทำตลาด ถ้าสำรวจตลาดไว้เป็นอย่างดี สินค้าประมงที่ผลิตออกมา มีตลาดรองรับได้อย่างแน่นอน” คุณสุวรรณดี กล่าว คุณชวลิต วรรณบวร หรือ คุณปอ เจ้าของแสงบุญมา กบทองฟาร์ม ตั้งอยู่เลขที่ 128 หมู่ที่ 5
นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการศึกษาการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเลี้ยงกุ้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับการเลี้ยงกุ้ง พัฒนาศักยภาพของฟาร์มเลี้ยงกุ้งไปสู่รูปแบบฟาร์มสีเขียว สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และเป้าหมายในการพัฒนาประเทศไทยภายใต้แนวคิดการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy หรือ BCG Model) การศึกษาครั้งนี้ สศก. ได้ทำการศึกษาเกษตรกรต้นแบบ จำนวน 3 ราย ในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ระนอง และประจวบคีรีขันธ์ ที่มีการบริหารจัดการวัสดุเหลือใช้จากการเพาะเลี้ยงกุ้ง โดยการนำดินตะกอนเลนจากบ่อเพาะเลี้ยงกุ้ง ไปใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและปัจจัยการผลิต และนำมาสร้างมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ 1. การนำมาผลิตเป็นปุ๋ยหมัก หากนำดินตะกอนเลนกุ้งมาผลิตปุ๋ยหมัก 1,200 กิโลกรัม จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ 428 บาท หรือคิดเป็นกิโลกรัมละ 0.36 บาท 2. การนำมาใช้ในการทำเกษตร โดยการน
ปลากัด สัตว์น้ำจืดที่มีขนาดเล็ก นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม เพราะลำตัวและครีบมีสีสันที่โดดเด่นชวนมอง ซึ่งปลากัดมีขนาดลำตัวยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ตัวเรียวยาวแบนข้างและปากมีขนาดเล็กเชิดขึ้นด้านบนเล็กน้อย ปลากัดสามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรไทยได้อย่างดี ไม่ได้จำหน่ายแต่เพียงในประเทศเท่านั้น แต่ยังสามารถทำเพื่อการส่งออกไปได้หลายประเทศทั่วโลก จึงทำให้ปลาชนิดนี้มีการพัฒนาการผสมพันธุ์อยู่เสมอ เพื่อให้สีสันสวยงามและรูปทรงตามความต้องการของตลาด คุณอภิสิทธิ์ แก้วชิงดวง หรือ คุณพุ มีความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงปลากัด ซึ่งปลาที่เลี้ยงไม่ได้ทำตลาดแต่เพียงในประเทศเท่านั้น ยังมีลูกค้าจากต่างประเทศที่มารับซื้อถึงหน้าฟาร์มกันเลยทีเดียว ทำให้คุณพุไม่ได้หยุดพัฒนาในเรื่องของการพัฒนาสายพันธุ์ แต่ยังผสมพันธุ์ปลากัดอย่างสม่ำเสมอชนิดที่ว่าทำให้ปลาติดตลาด จากสมัยก่อนที่เคยคิดที่จะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมกลับกลายเป็นการสร้างรายได้หลักให้กับคุณพุมาจนถึงปัจจุบัน จากเลี้ยงปลากัด 10 คู่ พัฒนาจนเกิดรายได้ คุณพุ เล่าให้ฟังว่า เดิมทีทำอาชีพเกี่ยวกับการเกษตรอยู่แล้วคือการเลี้ยงไก่ไข่ และเมื่อการเลี้ยงเริ่มทำรายได้อย่างต่อเนื่
จังหวัดกาญจนบุรี เป็นพื้นที่ราบและเทือกเขา มีภูเขาที่ทอดตัวตั้งขนานกับเส้นพรมแดนประเทศพม่า มีความยาว 460 กิโลเมตร เมื่อเอ่ยถึง จังหวัดกาญจนบุรี สิ่งที่ทุกคนนึกถึงคงจะหนีไม่พ้น การท่องเที่ยวพักผ่อนแบบสบายๆ ท่ามกลางธรรมชาติในบริเวณภูเขาใหญ่น้อยทั้งหลาย เพราะภูมิทัศน์ยังมีความหลากหลาย จังหวัดกาญจนบุรี นับว่ายังมีแหล่งป่าไม้ที่เป็นทรัพยากรสำคัญ ที่เป็นแหล่งเกิดธารน้ำ และห้วยเล็กๆ ไหลมาบรรจบเป็นแม่น้ำ 3 สายที่สำคัญ คือ แม่น้ำศรีสวัสดิ์ หรือแควใหญ่ แม่น้ำไทรน้อย หรือแควน้อย และแม่น้ำแม่กลอง คุณเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อยู่บ้านเลขที่ 5/9 หมู่ที่ 1 ตำบลเขาน้อย อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำแม่กลองทำการเลี้ยงปลากระชัง เพราะบริเวณแห่งนี้ยังมีน้ำที่สะอาดเหมาะสมกับการประกอบอาชีพด้านการประมง ประสบความสำเร็จจากเลี้ยงโคนม จึงมาทดลองเลี้ยงปลากระชังสร้างรายได้ คุณเทียมศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า ก่อนที่จะริเริ่มมาเลี้ยงปลากระชังนั้น ได้ทำการเกษตรด้านปศุสัตว์มาก่อน จากนั้นประมาณปี 2540 จึงมาเลี้ยงปลาในกระชัง “เริ่มแรกเดิมทีผมเลี้ยงโคนม พอลูกชายผมเรียนจบมา ก็เลยให้เขาทำโคนมไป ผมก็มาทดลองเลี้ย
