ประมง
ปลาหมอ หนึ่งในปลาน้ำจืดที่คนไทยนิยมนำมาเลี้ยงบริโภค มีรูปร่างป้อม ลำตัวแบนข้าง ตาโต ปากกว้าง ขอบฝาปิดเหงือกหยักแข็ง เกล็ดใหญ่คลุมทั้งลำตัว เป็นปลาที่มีรสชาติ มัน เนื้อแน่น นุ่ม สามารถแปรรูปหรือประกอบอาหารได้หลายประเภท ทั้งย่าง แกง ต้มยำ ทอด ปัจจุบันยังถือเป็นปลาที่มีความต้องการในตลาดสูง นิยมบริโภคกันมากทั้งในประเทศ คุณศิววงศ์ นวลสุวรรณ นำปลาหมอมาเลี้ยงภายในสวนยางพารา โดยใช้วิธีเลี้ยงให้อยู่ภายในบ่อผ้าใบ ทำให้ไม่ต้องขุดบ่อใช้พื้นที่ในสวนยางพาราได้อย่างเต็มที่ สามารถจัดการในเรื่องของระบบต่างๆ ภายในบ่อได้เป็นอย่างดี ทำให้ปลาหมอโตดี เนื้อแน่นมีคุณภาพ แปรรูปได้หลายรูปแบบเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรสวนยาง เลี้ยงปลาเสริมรายได้ คุณศิววงศ์ เล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนได้ทำสวนยางในที่ดินของตัวเอง เมื่อราคายางพาราตกต่ำจนไม่สามารถสร้างความมั่นคงให้ครอบครัวได้ จึงทำให้ต้องหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ ในตอนนั้นทางการยางแห่งประเทศไทย รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการสนับสนุนให้ใช้พื้นที่ในสวนยางให้เกิดประโยชน์มากขึ้น จนเกิดเป็นโครงการเลี้ยงปลาหมอในบ่อผ้าใบ ทำให้เกิดความสนใจที่จะเลี้ยงปลา
ปัญหาปลาหมอคางดำ สร้างความปวดหัวให้แก่ชาวประมงอย่างมากเพราะเป็นสัตว์ต่างถิ่นที่ปรับตัวได้เก่ง สามารถอยู่ได้ในแหล่งน้ำทุกประเภท สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว กำจัดเท่าไหร่ก็ไม่หมดไม่สิ้น ในรายการ เปลี่ยนมุมคิด สถานีโทรทัศน์รัฐสภา วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เวลา 20.15 น.คุณธวัช สุระบาล ประธานคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ วุฒิสภา กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาปลาหมอคางดำไม่ควร “หาคนผิด” เพราะมีหลายปัจจัยไม่รู้ว่ามาจากอะไร กรณีปัญหาการลักลอบนำเข้าสัตว์ต่างถิ่นรวมทั้งประเด็นความรับผิดชอบคงต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการศาล ทุกวันนี้ หลายพื้นที่ประสบปัญหาเรื่องคุณภาพน้ำอยู่แล้ว จำเป็นต้องจัดการทั้งระบบนิเวศ ไม่ใช่มองแค่ปัญหาปัญหาหมอคางดำเพียงอย่างเดียว ปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งเดินหน้าจัดการก็คือ ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งควบคุมการแพร่ระบาด ลดประชากรปลา ผ่านโมเดล “จับ-ลด-ใช้ประโยชน์” พร้อมเปลี่ยนมุมมอง หมอคางดำ จากวายร้ายเป็นทรัพยากร ที่สามารถ นำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลายทั้ง อาหารคน อาหารสัตว์ อาหารพืช ปลาป่น วัตถุดิบเลี้ยงปูขาว และสินค้าโอท็อป เพื่อสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิ
เทรนด์การเลี้ยงปลาสวยงาม ของคนไทย ถือว่า กำลังมาแรงในปี 2026 เป็นอย่างมาก เพราะการเลี้ยงปลาในปีนี้ไม่ใช่แค่ “เลี้ยงเพื่อความสวยงาม” แต่กลายเป็นหนึ่งงานอดิเรกที่ทำให้เราสามารถ “พักกาย พักใจ พักสายตา” จากความวุ่นวายที่เจอในชีวิตได้ เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาไปเจาะลึก 3 อันดับ ปลาสวยงามที่คนไทยนิยมเลี้ยงมากที่สุด ในปี 2026 ทำไม “ปลาสวยงาม” ถึงกลายเป็นเทรนด์ของคนเมือง ในยุคที่ผู้คนต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความเร่งรีบ ความเครียดจากการทำงาน และการใช้เวลาอยู่ในคอนโดหรือพื้นที่ขนาดเล็ก การมี “มุมธรรมชาติ” ภายในบ้านจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญมากขึ้น การเลี้ยงปลาสวยงามถือเป็นกิจกรรมที่ใช้พื้นที่ไม่มาก แต่ช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งเสียงน้ำ การเคลื่อนไหวของปลา และสีสันภายในตู้ ล้วนช่วยลดความตึงเครียดและสร้างสมาธิได้ในระดับหนึ่ง มีงานศึกษาจากหลายประเทศที่พบว่า การมองดูสัตว์น้ำเคลื่อนไหวสามารถช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันโลหิตได้ชั่วคราว รวมถึงช่วยให้ผู้คนรู้สึกสงบมากขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ปัจจุบันร้านคาเฟ่ โรงพยาบาล หรือแม้แต่ออฟฟิศหลายแห่งเริ่มนำตู้ปลามาใช้เป็นองค์ประกอบของพื้นท
การเพาะเลี้ยง “ปูขาว” เป็นอีกอาชีพทางเลือกที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเขตชายฝั่งทะเลได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ตลาดมีความต้องการสูง เลี้ยงง่าย โตไว ใช้พื้นที่ไม่มาก และสามารถต่อยอดสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้อย่างคุ้มค่า แต่ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดองค์ความรู้ด้านการจัดการฟาร์มและการควบคุมสภาพแวดล้อมการเลี้ยงที่เหมาะสม กรมประมงจึงได้ขยายองค์ความรู้และนวัตกรรมการเลี้ยงปูขาว (Scylla paramamosain) เพื่อเพิ่มรายได้และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนอาชีพอย่างยั่งยืน ภายใต้ทุนวิจัย Application Technology หรือ App Tech ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก สวก. หรือ ARDA โดยเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปูขาวเชิงนิเวศ ตลอดจนการจัดการระบบการผลิตตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ได้จริงและเกิดผลในเชิงเศรษฐกิจ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอาชีพประมงอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป นายชัยวุฒิ สุดทองคง ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง เปิดเผยว่า ได้เริ่มดำเนินโครงการฯ ในพื้นที่นำร่องของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีเกษต
กรมประมง…โชว์ผลสำเร็จ ยกระดับการเพาะพันธุ์ “ปลาน้ำเงิน” ด้วยเทคนิคใหม่ ที่ช่วยลดการสูญเสียพ่อแม่พันธุ์ หนุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เตรียมผลักดันเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ต่อยอดสู่การเลี้ยงเชิงพาณิชย์ รองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ควบคู่การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้และสนับสนุนลูกพันธุ์ไปยังหน่วยงานในสังกัด สถาบันการศึกษา ตลอดจนกระจายสู่เกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด “Fisheries Connect to Sustainability” ที่มุ่งยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อขยายผลสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจ และสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรประมงในระยะยาว นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า “ปลาน้ำเงิน” มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phalacronotus apogon (Bleeker, 1851) จัดอยู่ในวงศ์ Siluridae สกุล Phalacronotus ลักษณะลำตัวยาว แบนข้าง ไม่มีครีบหลัง ไม่มีก้านครีบแข็ง และมีสีเงินแวววาว สามารถเจริญเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 70 เซนติเมตร ในประเทศไทยนิยมเรียกปลากลุ่มนี้ว่า “ปลาเนื้ออ่อน” พบได้ทั่วไปในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำเจ้า
การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ไม่ได้เป็นเพียงอาชีพดั้งเดิมของชุมชนอีกต่อไป แต่กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มาตรฐานการผลิต และแนวคิดด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง หนึ่งในบุคคลต้นแบบที่สะท้อนภาพความสำเร็จดังกล่าวได้อย่างชัดเจน คือ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย เกษตรกรวัย 51 ปี เจ้าของ บริษัท มานิตย์ เจเนติกส์ จำกัด ในพื้นที่อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ผู้ได้รับการคัดเลือกจากกรมประมง ให้เป็น “เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ประจำปี พ.ศ. 2569” จากความสำเร็จในการพัฒนาธุรกิจเพาะพันธุ์และเลี้ยงปลานิลแบบครบวงจร ที่สามารถยกระดับมาตรฐานการผลิตไทยสู่ระดับสากล ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์คืนสู่สังคมอย่างเป็นรูปธรรม นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า อาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักสำคัญของเศรษฐกิจภาคการเกษตรไทย โดยการจะผลิตสัตว์น้ำคุณภาพให้ได้มาตรฐานนั้น ต้องอาศัยความรู้ ความใส่ใจ และการบริหารจัดการที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการเตรียมบ่อ การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลสุขภาพสัตว์น้ำ ไปจนถึงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค 
ท่ามกลางกระแสการระบาดของ “ปลาหมอคางดำ” ที่กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปยังแหล่งน้ำหลายพื้นที่ของไทย จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเอเลี่ยนสปีชีส์และภัยคุกคามต่อระบบนิเวศ ล่าสุดนักวิชาการเริ่มชี้ให้เห็นว่า ภายใต้วิกฤตครั้งนี้อาจยังมี “โอกาส” ซ่อนอยู่ ทั้งในด้านการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำ การสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูป รวมถึงการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจชุมชนและการฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์มีโอกาสสัมภาษณ์ ผศ.ดุสิต เอื้ออำนวย หัวหน้าภาควิชาเทคโนโลยีการผลิตสัตว์และประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการคุณภาพน้ำ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการเลี้ยงกุ้งในระบบ co-culture มาตอบข้อสงสัยรวมไปถึงการรับมืออย่างไรได้บ้าง กับการระบาดของปลาหมอคางคำในขณะนี้ ทำความรู้จัก “ปลาหมอคางดำ” เอเลี่ยนสปีชีส์…ที่มีความอดทน ปลาหมอคางดำ มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Sarotherodon melanotheron (Blackchin tilapia) เป็นปลาน้ำกร่อยที่พบในเขตปากแม่น้ำและทะเลสาบชายฝั่งของแอฟริกาตะวันตก ลักษณะทั่วไป เป็นปลาในกลุ่มปลานิล มีลักษณะเด่นคือ มีกระดูกสันหลั
ปลากะพงขาว (Lates calcarifer) เป็นปลาชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งของประเทศไทย เนื่องจากเนื้อมีรสชาติดี มีความนิยมในการบริโภคสูง อีกทั้งยังสามารถปรับตัวให้อยู่ในแหล่งน้ำที่มีระดับความเค็มแตกต่างกันได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่น้ำทะเลเค็มจัด ไปจนถึงน้ำจืดสนิทได้ ลักษณะโดยทั่วไปของปลากะพง มีรูปร่างลำตัวหนา ลำตัวแบนข้าง หัวมีขนาดประมาณ 1 ส่วน 4 ของลำตัว ดวงตามีขนาดใหญ่ และมีจะงอยปากแหลม ขากรรไกรล่างยื่นยาวกว่าขากรรไกรบนเล็กน้อย สามารถขยายอุ้งปากได้กว้างเกือบเท่าความลึกของลำตัว โดยธรรมชาติปลากะพงขาวเป็นปลาในกลุ่มกินเนื้อเป็นอาหาร (carnivorous) โดยอาหารหลักของปลากะพงขาวตามธรรมชาติจะได้แก่ ปลา กุ้ง และสิ่งมีชีวิตที่อาศัยในน้ำ และมีขนาดเล็กกว่าปากของปลากะพงขาว ในปัจจุบันปลากะพงขาว ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเนื่องจากสามารถเพาะพันธุ์ได้คราวละมากๆ และมีผู้เพาะเลี้ยงเพื่อจำหน่ายลูกพันธุ์ที่หลากหลาย โดยปลากะพงขาวเป็นปลาที่สามารถเลี้ยงได้ง่าย โตเร็ว มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมสูง กินอาหารได้หลากหลาย ประกอบกับการที่ปลากะพงเป็นปลาที่มีรสชาติ
ปลาช่อนทะเล (Cobia) ปัจจุบันสามารถผลิตลูกพันธุ์เพื่อส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่องด้วยปลาช่อนทะเลมีคุณลักษณะที่ดีเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค อาทิ เป็นปลาเนื้อขาว มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัว (DHA) จึงได้รับฉายาว่า “Black Salmon” สามารถนำไปรังสรรค์เมนูอาหารได้หลากหลาย และยังนำไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าได้ เช่น ปลาช่อนทะเลแดดเดียว สเต๊กปลาช่อนทะเล หรือซาชิมิ ที่เป็นเมนูยอดฮิต ผ่านกรรมวิธีการแปรรูปด้วยวิธี “รีดเลือด” (Ikejime) ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อคงความสดใหม่ ลดกลิ่นคาว และรักษาคุณภาพปลา ช่วยยกระดับให้เป็นปลาช่อนทะเลเกรดพรีเมียมจึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภคและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยราคาตลาดในขณะนี้ หากเป็นปลาช่อนทะเลทั้งตัวมีราคาการจำหน่ายอยู่ที่ 180 บาทต่อกิโลกรัม แต่เมื่อนำมาแปรรูปโดยวิธีดังกล่าวสามารถเพิ่มมูลค่าการจำหน่ายได้ถึง 250 บาทต่อกิโลกรัม หรือจำหน่ายในรูปแบบซาชิมิพร้อมรับประทาน ราคาเนื้อปลาช่อนทะเลจะพุ่งสูงถึงกิโลกรัมละ 1,000 บาท นับเป็นโอกาสสำคัญ ในการสร้างอาชีพและสร้าง
รายงานข่าว โดย กาญจนา จินตกานนท์ /ตราด “หอยนางรมท่าโสม” มีแหล่งเพาะเลี้ยงที่ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด สร้างรายได้ให้จังหวัดปีละ 6 ล้านบาทเศษ เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่มีอัตลักษณ์ของจังหวัดตราด สำนักงานประมงจังหวัดตราดได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนใช้ตราสัญญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) จากกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับการขึ้นทะเบียนเมื่อ 25 ธันวาคม 2567 (มีผลตั้งแต่ 27 ธันวาคม 2565) ชื่อสินค้า หอยนางรมท่าโสม (Tha Som Oyster หรือ Hoi Nang-rom Tha-Som) เป็นหอยนางรมพันธุ์เล็กหรือหอยนางรมปากจีบ (Oyster) ”อ่าวท่าโสม”…เลี้ยงหอยได้คุณภาพ ว่าที่ ร.ต.หญิง พลอยณิศา พวงบุปผา ประมงอำเภอเขาสมิง จ.ตราด ให้ข้อมูลว่า พื้นที่การเลี้ยงหอยนางรมท่าโสม อยู่บริเวณอ่าวท่าโสมแม่น้ำเวฬุ เป็นเขตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุมที่อุดมสมบูรณ์ ครอบคลุมพื้นที่ ต.ท่าโสม อ.เขาสมิง จ.ตราด ใน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านท่าโสม บ้านละมีบ บ้านสลัก และบ้านอ่างกระป่อง มีพื้นที่เลี้ยงหอย 1,527 ไร่ ปี 2568 มีผู้ขอเช่าพื้นที่เลี้ยงหอยนางรม 63 ราย พื้นที่เช่า 196.25 ไร่ ผลผลิตจำนวน 860 ตัน ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 7 บา
