ประมง
เรื่องปลาทูมีอะไรมากกว่าที่คิด…ชีวิตคนไทยผูกพันกับปลาทู และเราก็ชอบกินน้ำพริก-ปลาทูกันทุกครัวเรือนจนกลายเป็นอาหารประจำชาติอย่างหนึ่งไปแล้ว โดยทั่วไปชาวประมงจะแบ่งปลาทูออกเป็น 2 ชนิด คือ ปลาสั้น และปลายาว ปลาสั้น มักจะหมายถึงปลาทูแม่กลอง มีลักษณะหน้าเป็นสามเหลี่ยม ตัวสั้น แบน เนื้อนิ่มเวลากดลงไปที่ตัวปลาแล้วเนื้อปลาจะกลับคืนสภาพเดิม ไม่บุ๋มลงไปตามลอยแรงกด ปลาสั้นจะมีลำตัวสีเงิน หรืออมเขียว ตาดำ ปลายาว จะมีชื่อเรียกกันหลายชื่อ เช่น ปลาลัง ปลายาว ปลาอินโด ซึ่งก็เป็นปลาชนิดเดียวกันทั้งหมด ลักษณะของปลายาว ตัวจะใหญ่และยาวกว่าปลาทูแม่กลอง ปากแหลม นี่เป็นข้อสังเกตง่ายๆ ที่จะเลือกซื้อปลาทู แต่ในทางวิทยาศาสตร์แล้วสกุลปลาทูของไทยคือ Rastrelliger เป็นสกุลของปลาทะเลในวงศ์ Scombridae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับปลาโอ, ปลาอินทรี และปลาทูน่า ซึ่งปลาในสกุล Rastrelliger มีด้วยกัน 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ปลาทู (ชื่อสามัญ Short Mackerel) ปลาลัง หรือปลาทูโม่ง (ชื่อสามัญ Indian Mackerel) ปลาทูปากจิ้งจก (ชื่อสามัญ Island mackerel) ปลาทูที่เป็นปลาทูไทย (Short Mackerel) หรือปลาทูแม่กลองที่เราเข้าใจกันนั้น พูดได้เต็มป
ในยุคปัจจุบันพื้นที่การเกษตรถูกจำกัด ทั้งจากการขยายตัวของชุมชนเมืองและความต้องการใช้ที่ดินในด้านอื่นๆ การปรับตัวของเกษตรกรจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยเฉพาะการใช้พื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด จึงกลายเป็นหัวใจของการทำเกษตรกรรมสมัยใหม่ หนึ่งในวิธีการที่ตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ได้อย่างดีคือ “การเลี้ยงปลาในระบบพื้นที่น้อย” ถือเป็นการผสานการจัดการที่มีประสิทธิภาพเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ทั้งยังช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมความยั่งยืนของทรัพยากร การเลี้ยงปลาในลักษณะนี้จึงเป็นคำตอบที่เหมาะสม สำหรับเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างรายได้อย่างคุ้มค่าในพื้นที่จำกัดให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ คุณน้ำมนต์-ธีรเวชช์ ยิ้มแดง ได้เล็งเห็นความสำคัญของการใช้พื้นที่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด จึงได้สร้างบ่อผ้าใบขนาด 3×6 เมตร เเละถังจุน้ำได้ 1,000 ลิตร ในการเลี้ยงปลาดุกในระบบหนาแน่น โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยมีตั้งแต่ระบบถังกรองน้ำ ระบบจุลินทรีย์ ปลาดุกที่เลี้ยงในระบบนี้จะไม่มีกลิ่นโคลนและไม่มีกลิ่นสาบในเนื้อปลา เลือกเลี้ยงปลาดุก ในระบบหนาแน่น เพื่อให้เข้ากับพื้นที่บริเวณรอบบ้าน
ในอดีตการเลี้ยงกุ้งกุลาดำเป็นอาชีพที่รุ่งเรืองมากเพราะให้ผลตอบแทนที่สูง เมื่อประมาณ 20-30 ปีก่อน พื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช มองไปทางไหนก็เห็นสว่างไสวไปด้วยแสงไฟจากบ่อกุ้ง ต่อมา สภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มีปัญหาโรคกุ้งทำให้ผลผลิตลดลง แถมประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำในบางช่วงจึงหยุดเลี้ยงกุ้งในที่สุด ส่งผลให้นากุ้งนับแสนไร่กลายเป็นนากุ้งร้าง “พี่โชค” หรือ คุณณัฏฐชัย นาคเกษม เป็นหนึ่งเกษตรกรที่เคยล้มเหลวจากอาชีพทำนากุ้งแถมเป็นหนี้เป็นสิน 6-7 ล้าน จนกระทั่งปี 2560 พี่โชคหันมาเพาะเลี้ยงปูทะเล ในชื่อ “คุณโชคฟาร์ม” โดยศึกษาเรียนรู้ด้วยตัวเอง และจากการทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างฟาร์มและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) จนสามารถพัฒนาให้เป็นฟาร์มเลี้ยงปูทะเลครบวงจรที่ได้รับมาตรฐานการเพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าที่ดีสำหรับการผลิตสัตว์นํ้า (GAP) ของกรมประมง ภายในเนื้อที่ 27 ไร่ ของคุณโชคฟาร์ม ประกอบด้วยบ่อเลี้ยง บ่อชำ การเลี้ยงปูทะเลในบ่อพลาสติกและการเลี้ยงปูไข่แบบคอนโด เป็นฟาร์มต้นแบบการเลี้ยงปูทะเลในพื้นที่บ่อกุ้
“ปลาพลวงชมพู” หรือ ปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหินปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลาและนราธิวาส พบเห็นในลำคลองธรรมชาติ ที่น้ำค่อนข้างเย็นไหลผ่าน มีปริมาณออกซิเจนสูง เช่น น้ำตก หรือบริเวณต้นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำตาปี ไปจนถึงมาเลเซีย จุดเด่น คือ มีเกล็ดสีชมพู เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่สามารถกินได้ทั้งเกล็ดซึ่งมีรสสัมผัสเหมือนเคี้ยวกระดูกอ่อน นำมาทอดเป็นข้าวเกรียบได้ เนื่องจากมีคอลลาเจนสูง เนื้อปลามีลักษณะนุ่มขาวเหมือนสำลี รสชาติหวาน อร่อย ไม่มีกลิ่นคาว แต่เนื่องจากปลาพลวงชมพูวางไข่น้อย เป็นปลาหายากในไทย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวณีย์ให้อนุรักษ์ปลาพันธุ์นี้และส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกร ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา กรมประมง จึงได้ศึกษาวิจัยปลาพลวงชมพูมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 จนสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้ และทางกรมประมงได้ผลักดันปลาพลวงชมพูให้เป็นปลาเศรษฐกิจเพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาต่อไป คุณนันทภัค โพธิสาร นักวิชาการประมงปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒน
ช่วงนี้กระแสใช้พื้นที่น้อยให้เป็นประโยชน์เป็นอีกหนึ่งเทรนด์ในการสร้างรายได้ โดยเฉพาะเกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มให้ความสนใจและหันมาปรับเปลี่ยนการทำเกษตร โดยให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตหรือสิ่งที่ตนเองมีอยู่ให้มากขึ้น เพื่อได้ทำในสิ่งที่รักและเกิดรายได้ไปพร้อมกับการได้อยู่กับครอบครัวได้อย่างมีความสุข สิ่งนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นให้กับใครหลายๆ คนที่ทำงานในเมืองใหญ่ได้หันกลับไปใช้เวลาในบ้านเกิดมากขึ้น ว่าที่ ร.ต.หญิง จินตหรา รักภักดี หรือ คุณต่าย เป็นหนึ่งในนั้นที่ไม่ได้มองหาความสุขจากการที่ต้องทำงานในเมืองใหญ่ แต่ได้กลับมาอยู่บ้านเกิดที่จังหวัดมหาสารคาม และใช้พื้นที่รอบบ้านเลี้ยงสัตว์น้ำหลายๆ ชนิดจนประสบผลสำเร็จ และที่เป็นสินค้าเอกในการสร้างรายได้นั้นก็คือปลาซิว โดยคุณต่ายให้เหตุผลว่าปัจจุบันปลาซิวในแหล่งน้ำธรรมชาติเริ่มมีจำนวนน้อยลง จึงทำให้ปลาชนิดนี้เมื่อเลี้ยงและขยายพันธุ์ได้ ส่งผลให้เป็นจุดเริ่มต้นเป็นที่ต้องการของลูกค้าทั้งในพื้นที่และจังหวัดอื่นๆ ที่ห่างไกลออกไป จุดเริ่มต้นเลี้ยงปลาซิว 4 ตัว ขยายพันธุ์จนเกิดรายได้ คุณต่าย เล่าฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีทำงานประจำอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้ย้า
จากพนักงานประจำลาออกเป็นนายตัวเอง เริ่มต้นจากความชอบสู่ธุรกิจฟาร์มปูนา เริ่มต้นจาก 100 คู่ เลี้ยงในกระชังบก หลังจากนั้นเริ่มศึกษาการเลี้ยงในบ่อดิน การเลี้ยงปูนาในบ่อดินจะให้โตไว ขยายพันธุ์เร็ว ตัวอวบ แข็งแรง หากใครอยากเลี้ยงปูนาให้ตัวเบิ้มๆ ตัวอวบ แข็งแรง ต้องเริ่มจากการเข้าใจพฤติกรรมของปูนา อาหารที่ใช้เลี้ยง รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ใช้เลี้ยงปูนาเองก็สำคัญ เพราะสภาพแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ปูนาเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ คุณศุภนิดา พันธ์สืบพงศ์ หรือ พี่แพท เจ้าของธีรดาฟาร์มปูนาศรีราชา บอกเทคนิคการเลี้ยงปูนา มีกิน มีขาย ทำเงิน ทั้งเกร็ดเรื่องของพฤติกรรมปูนา และปัจจัยภายนอกที่ช่วยให้ปูมีลักษณะตามที่ตลาดต้องการ ไม่มีอะไรยากแค่ใจรักก็สามารถเริ่มทำอาชีพนี้ได้ ก่อนที่จะเริ่มเลี้ยงปูนาก็ศึกษาว่าเลี้ยงปูนาสายพันธุ์ไหนดี พบว่าปูนาสายพันธุ์พระเทพ-กำแพงเป็นปูนาที่น่าเพาะเลี้ยง จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ เลี้ยงง่าย โตเร็ว มีขนาดลำตัวค่อนข้างใหญ่ เมื่อโตเต็มที่จะมีน้ำหนักตัวละ 2 ขีด ถ้าขายเป็นกิโลก็ทำเงินได้เยอะเลยทีเดียว ปูนาส่วนใหญ่สามารถนำไปทำเป็นเมนูต่างๆ ได้ แต่มักจะนิยมไปทำน้ำพริกปู นำไปดองใส่ส้มตำ
“กลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงบ้านสมสะอาด จังหวัดบึงกาฬ” สถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ประเภทกลุ่มเกษตรกรแปรรูปสัตว์น้ำ ประจำปี พ.ศ. 2569 ต้นแบบการพัฒนาศูนย์ฯ เครือข่ายด้านการประมงสู่องค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นที่เข้มแข็ง ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นเพิ่มมูลค่าผลผลิตสัตว์น้ำในชุมชน พร้อมยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ จำหน่ายทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ สามารถสร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในชุมชน และตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ชาวประมง และผู้ประกอบการ เพื่อสร้างความเข้มแข็งในการประกอบอาชีพ ผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการที่ครอบคลุมทั้งด้านการเพาะเลี้ยง การทำประมง และการแปรรูปสัตว์น้ำ ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ พร้อมมุ่งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคการประมงไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด Fisheries Connect for Sustainability และสนับสนุนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อผลักดันให้เกษตรกร
“หนองหาร” เป็นทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศไทย หนองหารมีพื้นที่รวม 77,016 ไร่ ใน 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง และอำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร มีชุมชนอาศัยอยู่โดยรอบ 53 ชุมชน มีประชากรที่ทำประมงในหนองหารรวม 870 ราย และยึดการทำประมงเป็นอาชีพหลัก 160 ราย หนองหารเป็นต้นน้ำของลำน้ำก่ำซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง และเป็นแหล่งรองรับน้ำจากลำห้วยต่างๆ หลายสาย ประมาณ 1,500 ตารางกิโลเมตร แต่จากสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงไป ทั้งจากการดำเนินโครงการพัฒนาลุ่มน้ำและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบต่อแหล่งสืบพันธุ์วางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ อีกทั้งกลุ่มปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่นเพื่อการผสมพันธุ์วางไข่ไม่สามารถอพยพไปยังแหล่งต้นน้ำได้ ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำมีแนวโน้มลดลง พาปลากลับบ้าน จากโขง สู่หนองหาร เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา กรมประมงได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำพื้นเมืองลงสู่หนองหารเป็นประจำ โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาเพาะขยายพันธุ์และปล่อยลงสู่หนองหาร ลำน้ำก่
กลุ่มสหกรณ์ประมงและการแปรรูปอ่างทอง ตำบลห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง มีสมาชิกซึ่งเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงปลาช่อนและแปรรูปปลาช่อนจำนวน 50 ราย มีบ่อเลี้ยงปลา 94 บ่อ ผลิตปลาช่อนได้ประมาณ 1,500,000 กิโลกรัมต่อปี สามารถขายปลาได้ในราคา 120-180 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ต้นทุนการผลิตมีค่าเท่ากับ 63 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรมีกำไรประมาณ 2-3 เท่าของต้นทุนการผลิต ปี 2561 มีปลาช่อนราคาถูกจากประเทศกัมพูชาเข้ามาขายในไทย ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบปัญหาราคาปลาตกต่ำ จากเดิมที่เคยขายได้หลักร้อย เหลือแค่ 60-70 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาประสบภาวะขาดทุนและมีหนี้สินก้อนโต ตั้งแต่หลักแสนถึงหลักสิบล้านบาท มทร.สุวรรณภูมิ ร่วมแก้ไขปัญหา คณะวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทร.สุวรรณภูมิ) ภายใต้การนำของ รศ.ดร.เจษฎา อิสเหาะ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ปรากฏว่า สามารถช่วยใ
ในพื้นที่ “เมืองลีง” นั้นอยู่ขั้นกลางเขตรอยต่อระหว่างสุรินทร์ กับบุรีรัมย์ มีสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมปราสาทหินจอมพระ โบราณสถานเมื่อครั้งสมัยพระชัยวรมันที่ 7 “เมืองลีง” ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา เมื่อหมดหน้านาก็จะว่างงาน แต่ ลุงสังข์ หรือ คุณสังข์ โคตรวงษา ในวัย 58 ปี เป็นชาวนาโดยกำเนิด หมดหน้านาไม่รอฟ้ารอฝน ใฝ่หาความรู้และมองเห็นช่องทางในการเพาะเลี้ยงปูนา ที่บ้านหนองขาม ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์ ลุงสังข์ เล่าว่า เมื่อช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ตนเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินชีวิต ทุกอย่างหยุดชะงักหมด ทั้งคนยากดีมีจนได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน แต่ชาวบ้านชาวนาอย่างเราๆ ก็ได้แต่นั่งเฝ้าแปลงนาไปวันๆ ได้แต่ทำใจ แต่ไม่ย่อท้อ “ในน้ำมีปลา ในนามีปู” ลุงสังข์นั่งดูปูที่อยู่ในแปลงนา ก็เริ่มเกิดแนวคิดและศึกษาการใช้ชีวิตของปูนา พร้อมๆ ไปกับการแสวงหาการเรียนรู้เพิ่มเติมจากนักวิชาการ โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ที่นำความรู้มาจัดโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงปูนาในระดับชุมชน ในช่วงโควิด-19 ลุงสังข์เป็นหนึ่งในจำนวนผู้อบรมที่อยากเพิ่มพูนเรื่องการเ
