ประมง
ในโลกของธุรกิจปลาสวยงาม “ปลาคาร์พ” ไม่ได้เป็นเพียงสัตว์เลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน หากแต่เป็นสินค้าที่สะท้อนทั้งรสนิยม การลงทุน และความรู้เชิงลึกของผู้เลี้ยงอย่างแท้จริง เบื้องหลังปลาคาร์พ 1 ตัวที่มีมูลค่าสูง ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญหรือโชคช่วย แต่คือผลลัพธ์ของระบบการเลี้ยงที่แม่นยำ การคัดเลือกพันธุกรรมอย่างพิถีพิถัน และความเข้าใจตลาดในระดับมืออาชีพ นี่คือธุรกิจที่ต้องอาศัยทั้งทุน ประสบการณ์ และความซื่อสัตย์ควบคู่กัน “ไทยสุวรรณอินเตอร์ฟาร์ม” ฟาร์มปลาคาร์พระดับพรีเมียมใจกลางเมือง คือหนึ่งในตัวอย่างของธุรกิจที่วางจุดยืนชัดเจนตั้งแต่วันแรก ภายใต้การนำของ คุณณรัตน์ สุขถิ่นไทย ผู้เปลี่ยนความหลงใหลในวัยเด็กให้กลายเป็นอาชีพที่มั่นคง ตั้งแต่แนวคิดการเลือกตลาด การนำเข้าปลาคาร์พจากญี่ปุ่น ไปจนถึงมุมมองต่ออนาคตของปลาคาร์พในฐานะสินค้าที่ทดแทนยาก วางจุดยืนตั้งแต่วันแรกกับเส้นทาง ฟาร์มปลาคาร์พระดับพรีเมียม คุณณรัตน์ เล่าให้ฟังว่า การก่อตั้งไทยสุวรรณอินเตอร์ฟาร์ม เริ่มต้นขึ้นมาเมื่อ 25 ปีก่อน ช่วงที่มีอายุ 20 ต้นๆ ที่มีความหลงใหลในปลาคาร์พมาตั้งแต่เด็ก แม้จะไม่ได้เรียนจบตรงสายทางด้านการประมง แต่ห
“ปลานิล” จากปลาพระราชทาน สู่สัตว์น้ำจืดยอดนิยม สร้างอาหาร สร้างอาชีพ สร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี กรมประมงให้การสนับสนุนงานวิจัยในการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ปลานิลเรื่อยมา เพื่อให้เกษตรกรได้มีโอกาสในการเข้าถึงสัตว์น้ำพันธุ์ดี มีคุณภาพ ให้ผลผลิตและอัตราการรอดตายสูง อีกทั้งยังได้สนับสนุนการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ด้วยการลดต้นทุนการเลี้ยง ยกระดับมาตรฐานฟาร์มเลี้ยง โดยปัจจุบันมีพันธุ์ปลานิลและปลานิลแดงที่ผ่านการปรับปรุงและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยง ได้แก่ จิตรลดา 3 จิตรลดา 4 เร้ด 1 เร้ด 2 และปทุมธานี 1 ส่วนภาคเอกชนก็มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ปลานิลด้วยเช่นกัน นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ประสบความสำเร็จในการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลพันธุ์ใหม่ที่เติบโตได้เร็วกว่าเดิม โดยพัฒนามาจากปลานิลจำนวน 4 สายพันธุ์ เพิ่มความหลากหลายในส่วนของประชากรเพื่อให้มีลักษณะการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น ขณะนี้ปลานิลสายพันธุ์ใหม่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ โดยเปิดตัวครั้งแรก ให้ชมตัวจริงกันในงาน “60 ปี ปลานิลพระราชทานเพื่อปวงชน
กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ มุ่งยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยมาตรฐานและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มข้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความเชื่อมั่นในตลาด ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาดีและมีราคาคงที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ที่เข้มแข็ง ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนผ่านการแปรรูป การตลาด การท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” GI น้องใหม่ของเมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรได้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอบางบ่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความชื้นสูงและฝนตกชุก อีกทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองไหลผ่านกว่า 63 สาย ส่งผลให้น้ำในพื้นที่มีลักษณะเป็นทั้งน้ำจืดในช่วงฤดูฝนและน้ำกร่อยในช่วงฤดูร้อน เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลากะพงขาวที่เจริญ
ปัจจุบัน “ปลานิล” เป็นปลาน้ำจืดที่เลี้ยงง่ายและโตเร็ว เป็นปลาเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย สร้างรายได้ต่อปีกว่าหมื่นล้านบาท ปลานิลไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวสู่โต๊ะอาหารทั่วโลก สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศได้มากน้อยแค่ไหน ไปฟังคำตอบจากบทสัมภาษณ์ของ คุณอมร เหลืองนฤมิตชัย นายกสมาคมปลานิลไทย ดังต่อไปนี้ ภาพรวมการเลี้ยงปลานิลของไทย ปัจจุบันมีเกษตรกรเลี้ยงปลานิลเพื่อเป็นแหล่งอาหารและเลี้ยงเชิงอุตสาหกรรม ประมาณ 3 แสนราย มูลค่าตลาดรวม 1.3 หมื่นล้านบาท ปัจจุบัน ไทยผลิตปลานิลได้ปีละ 2 แสนกว่าตัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้บริโภคภายในประเทศเป็นหลัก ส่งออกน้อยมากไม่เกิน 5-10% ของกำลังการผลิตทั้งประเทศ คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกแค่ปีละหมื่นกว่าตันเท่านั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการส่งเสริมและผลักดันการส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศในอนาคต โอกาสการขยายตลาดส่งออก ในอดีต จีนคือประเทศเลี้ยงปลานิลรายใหญ่ของโลก เพราะได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนในหลายด้าน จึงผลิตปลานิลราคาถูก ส่งออกสู่ตลาดโลกได้มากกว่าไทย แต่ระยะหลัง จีนมีปัญหากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นผู้นำเข้าปลานิลรายใหญ่ของโลก ทำให้บริษัทผู้นำเข้าของอเมริกาเ
เกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลในจังหวัดเพชรบุรีมีรายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาปูทะเลในตลาดยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยเฉพาะ “ปูไข่” ซึ่งเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการสูง มีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 300–700 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของปู ส่วน “ปูเนื้อ” มีราคาเฉลี่ย 300–350 บาทต่อกิโลกรัม เกษตรกรจับปูจำหน่ายได้ทุกวัน และมีรายได้หมุนเวียนสม่ำเสมอในครัวเรือน ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของสำนักงานประมงจังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และหน่วยงานพันธมิตร ในการดำเนินโครงการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงปูทะเล โดยสนับสนุนพันธุ์ลูกปูทะเลให้เกษตรกร 25 ราย ในตำบลบางเค็ม อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี รายละ 800 ตัว เพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อ พร้อมส่งเสริมการใช้ปลาเหยื่อที่จับได้ในชุมชนเป็นอาหารปู ช่วยลดต้นทุนค่าอาหารสัตว์ และใช้ทรัพยากรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรในพื้นที่ระบุว่า ปัจจุบันสามารถจับปูจากบ่อเลี้ยงจำหน่ายได้เฉลี่ยวันละ 2–3 กิโลกรัม โดยผลผลิตส่วนใหญ่ส่งจำหน่ายให้ตลาดท้องถิ่นและร้านอาหารทะเลในพื้นที่ ทำให้เกิดรายได้ต่อเนื่อง และช่วยสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชน นางสาวกาญจนา โชติช
ปลากดเหลืองใหญ่แม่น้ำโขง เลี้ยงง่ายรายได้ดี ทั้งเลี้ยงขายเป็นลูกปลา เป็นปลาพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ และเป็นปลาที่นำไปปรุงอาหาร เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งไทยและ สปป.ลาว อีกทั้งยังเป็นการอนุรักษ์พันธุ์ปลาในแม่น้ำโขงที่นับวันที่เหลือลดน้อยลง นายสาธิต คำกองแก้ว ข้าราชการบำนาญ ซึ่งปัจจุบันเป็นเกษตรกรเลี้ยงปลากดเหลืองใหญ่แม่น้ำโขง เจ้าของฟาร์มปลาวิภาวรรณฟาร์ม ที่บ้านหนองยางคำ หมู่ 13 ตำบลกองนาง อำเภอท่าบ่อ จังหวัดหนองคาย เล่าในฟังถึงการเลี้ยงปลากดเหลืองใหญ่แม่น้ำโขงว่า ปัจจุบันนี้ปลาในแม่น้ำโขงเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องจากเหตุผลหลายอย่าง ทั้งการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขง รวมไปถึงเหตุผลอื่นๆ ทั้งนี้ “ปลากดเหลือง” แม่น้ำโขงถือเป็นปลาเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีรสชาติดี ปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายชนิด ตนจึงได้ไปรับซื้อปลากดเหลืองที่จะนำมาทำเป็นปลาพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์จากชาวบ้านที่ประกอบอาชีพหาปลาในแม่น้ำโขง โดยได้เลี้ยงปลาที่ได้มาเป็นระยะเวลาเกือบ 2 ปี จนมีความสมบูรณ์ และได้ทำการเพาะพันธุ์ซึ่งตอนแรกได้ผลในระดับหนึ่ง จากนั้นก็การเพาะพันธุ์ก็ได้ผลดีมากขึ้น จนถึงขณะนี้ก็ได้เพาะพันธุ์และเลี้ยงต่อเนื่องม
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตกุ้งได้ปีละ 2.5 แสนตันต่อเนื่องมาตลอดระยะเวลาหลายปี โดยเกษตรกรยังต้องเผชิญกับความท้าทายจากโรค เช่น หัวเหลือง ตัวแดงดวงขาว EMS EHP และขี้ขาว ขณะที่ระบบป้องกันโรคทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ในงานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 35 “คุณภาพกุ้งไทย เลี้ยงด้วยใจ มาตรฐานระดับโลก” เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ณ โรงแรมวังใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งยอดพินิจฟาร์ม กล่าวบรรยายหัวข้อ ฟาร์มเลี้ยงต้นแบบสู่ความสำเร็จ เริ่มต้นนำ ทำกำไร โดยเล่าประสบการณ์จากโมเดลยอดพินิจฟาร์ม ซึ่งโฟกัส ที่อัตราการรอด ไม่ใช่ราคา เน้นบริหารสิ่งที่ควบคุมได้ คือ อัตรารอด สายพันธุ์ (CPF) คุณภาพอาหาร การหมุนเวียนและออกซิเจน ระบบไบโอซีเคียวริตี้ การจัดการฟาร์ม การบริหารความเสี่ยง การตรวจโรคและการติดเชื้อ ส่วนราคากุ้งตลาดโลก และสภาพอากาศเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ “ยอดพินิจฟาร์มใช้ 5 กลยุทธ์ในการดูแลฟาร์ม คือ ความเร็วคือความปลอดภัย ความสะอาดเอาชนะทุกโรค ฤดูกาลที่เหมาะสม การหมุนเวียนน้ำและออกซิเจน และยกระดับตัวเองให้เป็นผู้ประกอบการ” ยกตัวอย่างการ บริหารความเสี่ยงโดยใช้ลูกกุ้ง Sup
กรมประมงเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพประมงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มุ่งยกระดับรายได้เกษตรกร เสริมสร้างความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานรากและภาคการเกษตรอย่างยั่งยืน พร้อมผลักดันปลาพลวงชมพูสู่สินค้า GI ตัวใหม่ของจังหวัดยะลา ต่อจากความสำเร็จจาก “ปลานิลสายน้ำไหลเบตง” ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทยไปก่อนหน้านี้ เพื่อยกระดับอาหารไทยสู่พลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ด้วยเมนูพื้นถิ่นอันโดดเด่น สร้างเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นายมานพ หนูสอน รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ภายใต้การดำเนินโครงการดังกล่าว กรมประมงได้ส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดต่าง ๆ โดยเฉพาะ “การเลี้ยงปลาพลวงชมพู” โดยการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีในการเลี้ยง ควบคู่กับการสนับสนุนลูกพันธุ์ปลาพลวงชมพูและปัจจัยการผลิต เพื่อเป็นทุนเริ่มต้นในการประกอบอาชีพ ปัจจุบันมีเกษตรกรในพื้นที่หันมาเลี้ยงปลาพลวงชมพูเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงความสำเร็จของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผ่านการส่งเสริมอาชีพด้านประมง สร้างรายได้ท
แยกให้ออก “กุ้ง” กับ “เคย” รูปร่างอาจจะคล้ายกัน แต่!! ยังมีลักษณะของลำตัวที่แยกให้ออกได้ ซึ่งวันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้หาข้อมูลมาให้ทุกคนแล้ว ไปแยกให้ออกจะได้ไม่ตอบผิดกันนะ และที่สำคัญ “กุ้งก็คือกุ้ง” และ “เคยก็คือเคย” กุ้งมีกรี แต่เคยไม่มีกรี จำกันไว้นะจะได้ไม่สับสน และสุดท้ายนี้คือวัตถุดิบชั้นดีในการทำ “กะปิ” อีกด้วย เคย เป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายกุ้ง ในกลุ่มกุ้ง กั้ง ปู ซึ่งเป็นสัตว์สำคัญ โดยเฉพาะของแพลงก์ตอน (สิ่งมีชีวิต ทั้งพืช และสัตว์ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ ไม่สามารถว่ายน้ำไปยังทิศทางที่ต้องการอย่างอิสระ) ที่เป็นอาหารของปลากระเบนราหูน้ำเค็ม ฉลามวาฬ และแมวน้ำกินปู รวมทั้งนกทะเลชนิดที่กินเคยแต่เพียงอย่างเดียว ลักษณะสำคัญ คือ ตัวสีขาวใส มีตาสีดำ มีเปลือกบางและนิ่ม มีเปลือกหุ้มตัว ลำตัวเป็นปล้อง โดยมีระยางค์ยื่นออกมาเป็นคู่ เช่น หนวด ขากรรไกร ขาเดิน และขาว่ายน้ำ เมื่อเจริญเติบโตจะสลัดเปลือกเดิมแล้วสร้างเปลือกใหม่ รูปร่างคล้ายกุ้ง แต่ตัวเล็กกว่า และไม่มีกรีแหลมๆ ที่บริเวณหัวเหมือนกุ้ง มักอาศัยอยู่ตามบริเวณรากไม้ตามป่าชายเลน เช่น ต้นโกงกาง แสม ลำพู ชาวบ้านมักจะออกช้อนตัวเคยกันในเวลาเช้า
การเลี้ยงปลาสลิดเป็นอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวที่สืบทอดมา 10 กว่าปี แม้ช่วงแรกจะให้ผลกำไรดี แต่เมื่อปริมาณปลาในตลาดเพิ่มขึ้น ราคาปลากลับลดลง เกษตรกรหลายรายเผชิญกับภาวะขาดทุนรวมไปถึงคุณพ่อวีระ ที่ขาดทุนต่อเนื่องถึง 3 ปี จนกระทั่งคุณยุ้ย-คุณแชมป์เกิดแนวคิดที่จะเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูปปลาสลิด พร้อมทั้งพัฒนาระบบการเลี้ยงและการผลิตให้ได้มาตรฐาน พูดถึง “ปลาสลิด” หลายคนคงนึกถึงบางบ่อ แต่รู้ไหมว่า “บ้านแพ้ว” ตอนนี้ขึ้นแท่นแหล่งเลี้ยงปลาสลิดที่ใหญ่ที่สุด และถ้าได้เห็นกรรมวิธีการผลิตของ “ปลาสลิดเกษตรพัฒนา” บอกเลยว่าต้องอยากซื้อแน่นอน เพราะใส่ใจทุกขั้นตอน ตั้งแต่เลี้ยงจนถึงมือผู้บริโภค ได้ปลาสลิดสด คุณภาพ ได้มาตรฐาน อย. รับรองถูกใจสายกิน คุณยุ้ย-อุมารินทร์ เกตพูลทอง รองประธานวิสาหกิจชุมชน ปลาสลิดเกษตรพัฒนา จากอดีตพนักงานประชาสัมพันธ์โรงพยาบาล สู่เส้นทางใหม่ที่ไม่ธรรมดา ผันตัวมาพัฒนา “ปลาสลิด” ให้ได้คุณภาพมาตรฐาน สร้างรายได้ให้กับชุมชน คุณยุ้ยเล่าความหลังว่า “เมื่อก่อนไม่ทานปลาสลิดเลย เวลาเห็นปลาสลิดในตลาดวางบนกระด้ง มีแมลงวันบินว่อน บางครั้งก็เห็นไข่แมลงวันเกาะอยู่บนตัวปลา ทำให้ไม
