ประมง
สงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้รับผลกระทบระหว่างปี พ.ศ. 2484-2488 ส่งผลรุนแรงเกินคาดคิด ประชาชนบางส่วนต้องทิ้งที่อยู่อาศัย และที่ทำกินเพื่อหนีภัยสงคราม ที่ดินถูกทิ้งร้าง ข้าวปลาอาหารขาดแคลน นอกจากนี้กรุงเทพมหานคร ยังถูกซ้ำเติมจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2485 สร้างความเสียหายอย่างยิ่งต่อสถานที่ราชการ บ้านเรือน รวมถึงพื้นที่การเกษตรสำคัญของประเทศเสียหายอย่างหนัก วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2489 หนึ่งปีถัดจากการสิ้นสุดสงครามโลก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ในขณะที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์เข็ญ ประเทศไทยอยู่ในสภาพที่บอบซ้ำ อ่อนแอ ครั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษาและเสด็จนิวัติประเทศไทยเป็นการถาวรในปลายปี 2494 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชและพระบรมวงศานุวงศ์ ต่างทรงงานนานัปการเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนานโดยไม่ทรงย่อท้อ การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกเป็นไปอย่างยากลำบาก การพัฒนาด้านต่างๆ ที่สำคัญ ต้องพึ่งพิงเงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกรและประชาชนผู้ยากไร้ได้รับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง การส่งออกข้าวมีส่วนช่วยได้ไม่นานนัก ก็ป
ปลาช่อน เป็นปลาที่อาศัยแพร่กระจายทั่วไปตามแหล่งน้ำทั่วทุกภาคของไทย ซึ่งอาศัยอยู่ในแม่น้ำ ลำคลอง ทะเลสาบ อ่างเก็บน้ำ เป็นปลาที่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวกลมและเรียวยาว ประมาณ 30-40 เซนติเมตร หางมีลักษณะแบนข้าง ปากกว้าง ซึ่งภายในปากมีฟันเขี้ยวบนเพดาน ลำตัวมีสีคล้ำอมน้ำตาลอ่อน ปลาช่อน เป็นปลาที่มีความพิเศษคือ สามารถแถกไถตัวคืบคลานไปบนบกเพื่อหาที่อยู่ใหม่ได้ รวมทั้งหลบอยู่ใต้ดินในฤดูฝนแล้งเพื่อรอฝนได้เป็นแรมเดือน โดยการสะสมพลังงานไว้ หรือที่เรียกว่าปลาช่อนจำศีล เนื้อปลาช่อนสามารถนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู หรือทำเป็นปลาเค็มใส่เกลือก็อร่อยไม่แพ้กัน จึงนับว่าเป็นปลาน้ำจืดเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดินและในกระชัง คุณกังวาล ชูแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 200 หมู่ที่ 1 ตำบลสระพังลาน อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ลองเลี้ยงปลาช่อนจนประสบผลสำเร็จ จึงยึดเป็นอาชีพสร้างงานสร้างเงินได้แบบสบายๆ ในเวลานี้ จากพ่อค้า ผันชีวิตสู่อาชีพประมง คุณกังวาล เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมตนมีอาชีพค้าขายของชำทั่วไปกับภรรยา ต่อมาได้เห็นพี่ชายของภรรยาเลี้ยงปลาช่อน จึงเกิดความสนใจที่อยากจะทดลองเลี้ยงบ้าง เพราะสมัย
คิดว่าหลายคนที่ขับรถคงเคยเห็นบรรดาศาลพระภูมิเก่าหลากหลายรูปทรงที่ชำรุด แตกหัก เสียหาย ถูกผู้คนนำมาวางทิ้งไว้ตามข้างถนนหรือตามสถานที่รกร้างเป็นจำนวนมาก ถือเป็นภาพที่ไม่น่าดู และมีส่วนทำลายทัศนียภาพของถนนหรือสถานที่รกร้างนั้นๆ เป็นอย่างมาก จนบางคนอาจเรียกว่าเป็นทัศนอุจาดเลยทีเดียว แต่เมื่อเร็วๆ นี้ ที่บริเวณหน้าวนอุทยานน้ำตกกะเปาะ หมู่ที่ 2 ตำบลหงษ์เจริญ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร นายนักรบ ณ ถลาง นายอำเภอท่าแซะ พร้อมเจ้าหน้าที่ทหารจากมณฑลทหารบกที่ 44 (ม.ทบ. 44) เจ้าหน้าที่กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช หน่วยงานสังกัดกรมป่าไม้ เทศบาลตำบล องค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประชาชน นักเรียน นักศึกษาในอำเภอท่าแซะ และอำเภอปะทิว ได้ร่วมกันเก็บศาลพระภูมิเก่าที่ถูกนำมาทิ้งตามข้างถนนหรือตามสถานที่รกร้างต่างๆ บรรทุกใส่รถกระบะ 4 ล้อ และรถบรรทุก 6 ล้อ นับ 100 คัน เดินทางในลักษณะคาราวาน ไปยังท่าเทียบเรือ “บ้านท่าเสม็ด” หมู่ที่ 5 ตำบลสะพลี อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร โดยมี นายธนนท์ พรรพีภาส นายอำเภอปะทิว นางวิริยา แก่นแก้ว ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร นายพิศิษฐ์ ลี้พิริยะไพ
วันที่ 9 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาวประมงพื้นบ้านชุมชนเก้าเส้ง อ.เมือง จ.สงขลา ออกไปทำการประมงจับสัตว์น้ำ โดยเฉพาะเรืออวนปูม้าวางอวนห่างจากชายฝั่งประมาณ 7-8 กิโลเมตร สามารถจับปูม้าได้ลำละ 5-10 กิโลกรัม เนื่องจากในช่วงนี้บริเวณทะเลชายฝั่ง จ.สงขลา มีปูม้าชุกชุมกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่นๆ แถมยังขายได้ราคาดี โดยขนาดใหญ่จำหน่าย กิโลกรัมละ 280 บาท ขนาดกลางและขนาดเล็ก กิโลกรัมละ 180-250 บาท ส่วนปูม้ามีไข่จำหน่ายกิโลกรัมละ 300-350 บาท ทำให้ชาวประมงพื้นบ้านอวนปูม้าบ้านเก้าเส้งมีรายได้อย่างงามเป็นกอบเป็นกำ นายเส็น หมานหมัด ชาวประมงอวนปูในชุมชนบ้านเก้าเส้ง บอกว่า ได้นำอวนปูไปวางไว้ในทะเล 3 วัน และออกไปเก็บ สามารถจับปูได้จำนวนมาก ทั้งตัวขนาดใหญ่และตัวเล็ก เมื่อนำอวนกลับเข้าฝั่ง แกะปูม้าออกจากอวนบริเวณชายหาด ซึ่งต้องใช้ความชำนาญในการแกะปูออก ที่สำคัญเมื่อแกะออกมาแล้วก็จะต้องนำไปใส่ถุงตาข่ายแช่น้ำในทะเล เพื่อไม่ให้ปูตาย เพราะปูม้าจะต้องขายเป็นๆ จึงจะได้ราคาดีโดยส่งขายทั้งตลาดและร้านอาหาร “จำนวนปูม้าบริเวณชายฝั่งจะมีอย่างชุกชุม เพราะสภาพคลื่นลมสงบ ทำให้ชาวประมงอวนปูต้องเร่งออกวางอวนจับปูทุกวัน เนื่องจา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี ชาวบ้านที่อยู่ริมสองฝั่งของแม่น้ำแม่กลอง ทั้งในพื้นที่ อ.อัมพวา และ อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงครามได้พบซากปลากระเบนจำนวนมาก ลอยในแม่น้ำแม่กลองตามกระแสน้ำขึ้นลง และ รศ.สพญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผอ.ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมร้อยโทพัชรโรดม อุนสุวรรณ ประธานชมรมอนุรักษ์ปลากระเบนสมุทรสงคราม ลงเรือสำรวจปลากระเบนในแม่น้ำแม่กลอง เพื่อนำตัวอย่างเนื้อเยื่อไปตรวจหาสาเหตุการตายนั้น ล่าสุดเมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 6 ตุลาคม นายคันฉัตร ตันเสถียร ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ และอาจารย์ประจำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และร้อยโทพัชโรดม อุนสุวรรณ ประธานชมรมอนุรักษ์ปลากระเบนสมุทรสงคราม ได้ร่วมกันนั่งเรือตรวจการณ์เทศบาลเมืองสมุทรสงครามออกตรวจเยี่ยมผู้เลี้ยงปลากระชังที่อยู่ริมสองฝั่งแม่น้ำแม่กลอง พบว่าปลากะพงตายเป็นจำนวนมาก นายคันฉัตร กล่าวว่า สาเหตุปลากะพงตาย คาดว่าเกิดจากปอระสิดบางชนิดเกาะกินที่ตัวปลาอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง น
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวเดินทางที่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 12 บ้านธาตุสามัคคี ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี หลังจากที่ได้ทราบว่าได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งได้เลิกจากไปขายแรงงานในโรงงานที่ จ.ชลบุรี กลับบ้านมาทำอาชีพ เลี้ยง “ลูกอ๊อด” หรือที่ชาวอีสานเรียกว่า “ฮวก” ขาย ซึ่งทำให้มีรายได้ดี เนื่องจากตลาดยังขาดแคลน เมื่อไปถึงพบนายธนากร หอมดวง อายุ 26 ปี กำลังตักฮวกขายให้ลูกค้าในราคาขีดละ 40 บาท หรือกก.ละ 400 บาท ซึ่งถือว่าเป็นช่วงที่ฮวกมีราคาแพง 1 ครั้ง เนื่องจากเข้าหน้าหนาวกบเลิกผสมพันธ์ เตรียมจำศีล ทำให้มีฮวกจำนวนน้อย นายธนากร เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นช่างทำงานในโรงงานที่ จ.ชลบุรี มีรายได้ 9,000 บาท แต่ต้องเสียค่ารถ ค่าที่พัก จึงไม่มีเงินเหลือเก็บ จึงเดินทางกลับบ้านมาทำนา ทำไร่อ้อย และไร่มันสำประหลังรวม 15 ไร่ แต่เนื่องจากที่เป็นคนชอบใส่เบ็ดตกปลาตามทุ่งนาในเวลากลางคืน และไปหาซื้อลูกอ๊อดมาเป็นเหยื่อใส่เบ็ด ซึ่งมีราคาแพงและหาซื้อยาก จึงคิดมาเลี้ยงกบเพื่อเพาะลูกอ๊อดขาย ซึ่งก็พบว่ามีลูกค้าเป็นจำนวนมาก เพราะส่วนมากจะเป็นชาวบ้านที่นิยมใส่เบ็ด หรือตกปลา นอกจากนี้ยังมีผู้นิยมรับประทานหมกฮวกด้วย ซ
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานจังหวัดชุมพร ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร ได้นำสื่อมวลชนทั้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และจากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 30 คน เดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ของชุมชนชาวประมง หมู่ที่ 7 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมกันจัดขึ้น การเดินทางไปยังธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองชุมพร ประมาณ 90 กิโลเมตร ต้องใช้ถนนเลียบชายฝั่งทะเลของกรมทางหลวงชนบท ผ่านตำบลสะพลี ตำบลชุมโค และตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง เมื่อไปถึงบ้านเกาะเตียบ จะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามและวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่มีประมาณ 90 ครอบครัว ซึ่งก่อสร้างบ้านพักอยู่ตามแนวชายหาดที่ขาวสะอาด ส่วนในท้องทะเลเมื่อมองจากชายหาด ก็จะเห็นความสวยงามของเกาะแก่งน้อยใหญ่ เช่น เกาะเวียง และเกาะรัง ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับสัมปทานในการเก็บรังนกอีแอ่นเกาะพระ และเกาะเตียบ โดยมีเรือประมงพื้นบ้านจอดเต็มไปหมดนับร้อยลำ คุณดำ ชัยวิสิทธิ์ หนุ่มวัย 36 ปี ประธานกลุ่ม
กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอ คุณศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร เช่นส่งแม่ค้าในตลาด มีแผงค้าเอง หรือจะเจาะกลุ่มลูกค้าแบบใด และสำหรับผู้ที่ ต้องการทดลองเลี้ยง แนะนำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน สักประมาณ ครึ่งไร่ หรือ 200 ตารางวา ด้วยลูกพันธุ์จำนวน 2-3 หมื่นตัว เลี้ยงไป 8-10 เดือน ก็จับขายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เงินลงทุนราว 3-5 หมื่นบาท โดยจะมีรายได้ อยู่ที่ราว 200000 บาท (คิดจากราคาขายต่อกิโลกรัมประมาณ 200 บาท) ใครที่สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถปรึกษาหาข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดทุกจังหวัด หรือที่กรมประมง บางเขน กรุงเทพฯ รายละเอียดสำหรับ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จากเอกสารกรมประมง กุ้งชนิดนี้ มีชื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นที่รู้จ
วันที่ 25 ก.ย. นายอนันต์ สมุทรารินทร์ นอ.เวียงเชียงรุ้ง จ.ชร.ร่วมกับ หน.ชป.อำเภอ เข้าตรวจเยี่ยมบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามแดง(เครฟิช)ของนายประภาน นัยติ๊บ สจ.เขต อ.เวียงเชียงรุ้ง ที่บ้าน ม.7 ต.ป่าซาง เพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการประมง จ.ชร.เรื่องควบคุมการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงให้ได้มาตรฐานปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบ่อกุ้งดังกล่าวดำเนินการตามประกาศฯและได้ลงทะเบียนเลี้ยงกุ้งก้ามแดงไว้สองหมื่นกว่าตัว เตรียมส่งเสริมให้ชาวบ้านมาศึกษาดูงาน นำไปประกอบอาชีพเป็นรายได้เสริมต่อไป เมื่อเร็วๆนี้ ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
ผมไปเที่ยวภูเก็ตครั้งล่าสุดมีลาภปากที่ได้กินกุ้งมังกร ที่ต้องใช้คำว่า ลาภปากก็เพราะเป็นกุ้งที่มีราคาแพงเหลือเกิน กุ้งชนิดอื่นๆ กิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท ก็ถือว่าแพงแล้ว ทว่ากุ้งมังกรกิโลกรัมละตั้ง 3,000 บาท และได้กุ้งเพียงตัวเดียวเท่านั้น เพราะแต่ละตัวหนักเป็นกิโล นี่ถ้าต้องซื้อกุ้งมังกรกินเองผมคงไม่ซื้อกิน เสียดายเงิน ที่ยอมกินก็เพราะมีเจ้ามือ แต่ก็เกรงใจเหมือนกันจึงกินเพียงพอประมาณ คือให้รู้ว่าเนื้อกุ้งมีรสชาติเป็นอย่างไรก็พอ ผมได้รับทราบจากร้านขายอาหารทะเลว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมากินกุ้งมังกรที่ภูเก็ต หากไม่ได้มากินกุ้งชนิดนี้ก็เหมือนไม่ได้มาเที่ยวภูเก็ต ก็ว่าได้ ก็เพราะอย่างนี้แหละจึงทำให้กุ้งมังกรราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะกุ้งตามธรรมชาติที่ชาวประมงจับได้มีน้อย ขณะที่คนกินมีมากขึ้น ร้านอาหารที่ภูเก็ตจึงสั่งซื้อกุ้งมังกรมาจากพม่าเสียเป็นส่วนใหญ่ กุ้งมังกรนำเข้าไม่ค่อยจะดีเพราะกุ้งจะตายก่อนถึงผู้กินกว่าครึ่ง กุ้งตายกับกุ้งเป็นราคาต่างกัน กุ้งตายเนื้อจะเละไม่แน่นเหมือนกุ้งเป็น ก็เพราะกุ้งมังกรมีราคา จึงทำให้ชาวประมงหันมาทำกระชังเลี้ยงกันหลายราย พอผมได้รับรู้ว่ากุ้งมังกรเลี
