พืชทำเงิน
“มันสำปะหลัง” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจทำเงินที่สำคัญของประเทศไทย โดยมีพื้นที่เพาะปลูกมันสำปะหลัง 8.9 ล้านไร่ ได้ผลผลิต 20.9 ล้านตัน ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลัง อันดับ 1 ของโลก มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท แรงจูงใจสำคัญที่เกษตรกรนิยมปลูกพืชชนิดนี้กันอย่างแพร่หลายก็คือ มันสําปะหลัง ปลูกได้ตลอดทั้งปี ทนแล้งได้ดีกว่าพืชอื่น มันสำปะหลังเจริญเติบโตได้ในแหล่งดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ไม่จํากัดเวลาการเก็บเกี่ยว เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีแรงงานพอ และทิ้งไว้ในแปลง รอเก็บผลผลิตออกขายในราคาที่ต้องการได้ ในอดีต เกษตรกรไทยจำนวนมากปลูกมันสำปะหลังแบบให้เทวดาเลี้ยง ทำให้ได้ผลผลิตน้อย คุณภาพไม่ดีเท่าที่ควร ประกอบกับแหล่งปลูกมันสำปะหลังส่วนใหญ่เป็นกลุ่มดินร่วนปนทราย (ดินชุดโคราช ชุดวาริน ชุดยโสธร ชุดห้วยโป่ง ชุดมาบบอน) และกลุ่มดินทราย (ดินชุดสัตหีบ ชุดพัทยา และชุดน้ำพอง) ซึ่งสภาพดินดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และง่ายต่อการชะล้างพังทลาย หากปลูกมันสําปะหลังต่อเนื่องกันนานๆ หลายฤดู โดยขาดการใส่ปุ๋ยชดเชยการสูญเสียธาตุอาหาร ทําให้ผลผลิตของมันสําปะหลังลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินร่วนปนทราย มีผล
“ทุเรียนป่าละอู” จากทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่ปลูกในพื้นที่ ป่าละอู ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน พื้นที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุจากดินและแหล่งน้ำธรรมชาติ กลายเป็นสายพันธุ์ทุเรียนที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อหนาสีเหลืองอ่อน กลิ่นไม่ฉุน รสชาติมันมากกว่าหวาน เนื้อแห้งเนียนละเอียด ไม่มีเส้นใย เนื้อเยอะ เมล็ดเล็ก เมื่อปี 2554 ทุเรียนป่าละอูจึงได้รับการขึ้นทะเบียน Geographical Indication (GI) เป็นแบรนด์สินค้าท้องถิ่นที่บ่งบอกถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของสินค้า ปัจจุบัน ทุเรียนป่าละอูเป็นที่รู้จักของผู้ที่ชื่นชอบทุเรียน และถือเป็นผลผลิตขึ้นชื่อของ สหกรณ์การเกษตรห้วยสัตว์ใหญ่ จำกัด ตำบลห้วยสัตว์ใหญ่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่บริหารงานโดยโครงการหมู่บ้านสหกรณ์ห้วยสัตว์ใหญ่ โดย นายพรไชย บัวคล้าย ประธาน สหกรณ์ฯ ผู้นำที่มีความเข้มแข็ง มุ่งสร้างการถ่ายทอดงานและเชื่อมโยงให้เกิดความต่อเนื่อง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประชาสัมพันธ์ให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง ปัจจุบันมีชาวสวนทุเรียนขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิก 50 ราย มีจำนวนต้นทุเรียนกว่า 15,000 ต้น เกษตรกรสมาชิกส่งให้กับสหกรณ์ในฐานะธุรกิจรวบรวมผลผลิ
หลายคนชื่นชอบปลูก “ชะพลู” ไว้ในบริเวณบ้าน เพื่อเป็นพืชอาหารและไม้ประดับสวน ระยะแรก ต้นชะพลูเจริญเติบโตเป็นปกติดี แต่จู่ๆ ต้นชะพลูกลับมีอาการใบหงิกเกิดขึ้นเกือบทั้งหมด โดยไม่ทราบสาเหตุ หมอเกษตร ทองกวาว ให้คำตอบว่า อาการใบหงิกที่พบในชะพลูเกิดขึ้นได้จากการเข้าทำลายของแมลงศัตรู 2 ชนิด คือ เพลี้ยไฟ และ ไรขาว ซึ่งสามารถป้องกันและจำกัดแมลงศัตรูพืชทั้ง 2 ชนิด ได้ไม่ยาก เพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟ เป็นแมลงที่มีขนาดเล็กมาก ชอบเกาะดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเวณใต้ใบพืช การระบาดจะรุนแรงในช่วงแล้ง เข้าดูดน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อน และใบอ่อนของพืช ทำให้ต้นแคระแกร็น ใบห่อม้วนขึ้นด้านบน ทำให้ผลผลิตและคุณภาพของพืชชนิดต่างๆ ลดลง ช่วงหน้าแล้ง หรือฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน แนวทางป้องกันและกำจัดเพลี้ยไฟคือ ใช้มือจุ่มลงในน้ำแล้วลูบที่บริเวณใต้ใบ หากมีแมลงขนาดเล็กสีน้ำตาลติดมือขึ้นมา แสดงว่าเพลี้ยไฟเริ่มระบาด แก้ไขโดยฉีดน้ำหรือพ่นน้ำให้ต้นชะพลู เพื่อเพิ่มความชื้นให้สูงขึ้น ฉีดซ้ำอีก 2-3 ครั้ง โดยเฉพาะบริเวณใต้ใบ ในที่สุดเพลี้ยไฟก็จะบินหนีไปหากินที่อื่น กรณีพบเพลี้ยไฟเพียงเล็กน้อยให้เด็ดทิ้งทั้งต้น และนำไปเผาทำลาย ป้องกันไม่ให้มีการแพร
ไร่กำนันเยื่อ สวนอินทผลัมน้องใหม่แห่งเมืองกาญจน์ เจ้าของเป็นหนุ่มแบงค์ ผู้หลงใหลในงานด้านเกษตร ใช้ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ขับรถจากกรุงเทพฯ ไปเมืองกาญจน์ เพื่อไปดูแลสวนอินทผลัมที่ตนเองรัก จากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบันเป็นเวลากว่า 4 ปี ที่หนุ่มแบงค์คนนี้เดินบนเส้นทางสายเกษตร มุ่งมั่นตั้งใจ จนสามารถสร้างผลผลิตออกมาได้อย่างงดงาม และในปีนี้แอบได้ยินมาว่า ผลผลิตที่สวนออกมาเยอะ คุณภาพแน่น มีจุดเด่นที่สายพันธุ์อัมเอ็ดดาฮาน ที่มีรสชาติหวาน กรอบ ไม่มีรสฝาด กับอีกพันธุ์น้องใหม่ที่ยังไม่มีใครได้ลองชิมคือ สายพันธุ์อัสซัน ในประเทศไทยเพิ่งมีการนำเข้าได้ 2 ปีที่แล้ว ปีนี้จึงเป็นครั้งแรกที่ทุกสวนที่ปลูก และผู้บริโภคจะได้ลิ้มรสชาติของอินทผลัมสายพันธุ์อัสซันเป็นครั้งแรกในเมืองไทยไปพร้อมกัน ที่ไร่กำนันเยื่อ คุณอนุกูล วิเศษสิงห์ หรือ พี่เต๋ สวนอยู่ที่ไร่กำนันเยื่อ หมู่ที่ 17 บ้านหนองสำโรง ตำบลหนองโรง อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี หนุ่มแบงค์ สวมบทบาทเป็นเกษตรกรวันหยุด เนรมิตสวนอินทผลัมที่เมืองกาญจน์ บนเนื้อที่กว่า 20 ไร่ สร้างจุดเด่นด้วยการปลูกอินทผลัมสายพันธุ์ที่แปลกใหม่ หารับประทานได้ยาก มีอยู่ 3 สายพันธุ์หลั
ชีวิตเกษตรกรผ่านร้อนผ่านหนาว ยังพอทน แต่หลายคนที่ผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาได้ก็เลือดตาแทบกระเด็น ผู้เขียนมีโอกาสแวะเวียนผ่านนครสวรรค์ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 จึงกริ๊งกร๊าง หา “น้องโน๊ต” คุณปรียาณัชย์ แจ่มไทย คนอัธยาศัยดี เจ้าของสวนฝรั่งชื่อดัง ที่ตำบลเขาดิน อำเภอเก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ กับแบรนด์ “ฝรั่งแจ่มไทย” ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองนครสวรรค์ ราวๆ 22 กิโลเมตร สวนฝรั่งแจ่มไทย ที่เก้าเลี้ยว จังหวัดนครสวรรค์ ก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 อย่างหนักหนา ฝรั่งพันธุ์ดีที่รสชาติอร่อยจำต้องปล่อยให้ร้างค้างเน่าคาต้น เพราะไม่คุ้มจ้างแรงงานไปเก็บผลแล้วไม่มีที่จะขาย ดังที่จะกล่าวในรายละเอียดต่อไป ผู้เขียนอยากจะบอกว่า กว่าจะมาถึงสวนฝรั่งแจ่มไทย ก็ปาเข้าไปช่วงเย็นๆ ได้สนทนาพาทีไม่นานดวงอาทิตย์ก็จะเริ่มคล้อย น้องโน๊ตไม่รอช้าพาเดินเข้าสวนฝรั่งผ่านซุ้มฝรั่งที่ร่มรื่นสวยงาม ด้วยการจัดแต่งกิ่งสอดประสานโน้มเอียงเข้าหากันจนเป็นซุ้มฝรั่งเดินลอด ดูแล้วแปลกตาได้บรรยากาศสวยงามไม่เหมือนสวนฝรั่งทั่วไป น้องโน๊ต บอกว่า เราจะทำสวนฝรั่งในเชิงเกษตรท่องเที่ยว ซึ่งก็ได้รับคำชมจากเกษตรจังหวัดและพาณิชย์จังหวัด แล
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับ กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ เอฟไอที (FIT) เดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มผลผลิต คุณภาพข้าวโพดดีตรงตามตลาดได้ราคาดี รวมทั้งเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย หนุนปลูกที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากการเพาะปลูก ไม่เผาหลังเก็บเกี่ยว นายวรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ กล่าวว่า ปีนี้ บริษัทฯ เดินหน้าจัดกิจกรรมอบรมให้ความรู้แก่กลุ่มเกษตรกรปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่แหล่งเพาะปลูกข้าวโพดสำคัญของประเทศ อาทิ จังหวัดนครราชสีมา อุทัยธานี และพิษณุโลก ภายใต้ โครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” สนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดบนพื้นที่มีเอกสารสิทธิ์ ได้มีความรู้และความเข้าใจในการเพาะปลูกที่ดีและมีความรับผิดชอบ รวมถึงได้เข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ช่วยสร้างยั่งยืนให้กับตัวเกษตรกร และสิ่งแวดล้อม โดยปีนี้มุ่งพัฒนาผู้ปลูกมีความรู้เกี่ยวกับเพิ่มผลผลิต และมีคุณภาพตรงตา
ส้มโอทับทิมสยาม ถือเป็นอีกหนึ่งผลไม้ที่เป็นของดีขึ้นชื่อของจังหวัดนครศรีธรรมราชในเวลานี้ ที่สามารถปั่นรายได้เข้าสู่กระเป๋าเกษตรกร เนื่องจากความต้องการของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค คุณปรเมศวร์ วัลดาว เกษตรตำบลคลองน้อย เล่าว่า คุณเสริม แขดวง ถือเป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั้ง 2 ด้าน ทั้งด้านการเงิน เศรษฐกิจ หรือพูดง่ายคือความเก่ง ความรอบรู้ ต่อมาด้านศีลธรรม คือเรื่องของการแบ่งปันความรู้ การช่วยเหลือผู้อื่น รวมไปถึงส่งมอบโอกาสดีๆ ให้แก่เกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีพืชผลเศรษฐกิจทำรายได้ดีอย่างส้มโอทับทิมสยาม ด้วยสาเหตุที่ว่า ยังไม่มีคู่แข่งผลิตส้มโอทับทิมสยามที่ได้คุณภาพ และผ่านการรับรองจาก GI ถึงแม้อาจจะมีเกษตรกรนอกอำเภอ นอกจังหวัด เอากิ่งพันธุ์ไปปลูก แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเรื่องของรสชาติ ความหวาน ได้ดีกว่าส้มโอทับทิมสยามของตำบลคลองน้อย อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช “ผมมองว่าในพื้นที่นี้ มันก็เป็นส้มโอทับทิมสยาม และถ้าให้พูดกันตรงๆ พืชที่ทำรายได้ดีที่สุดของอำเภอปากพนัง คือส้มโอทับทิมสยาม แต่ว่า
มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมพื้นที่โครงการพัฒนาส่วนพระองค์ ณ บางเบิด จังหวัดชุมพร คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เป็นเกษตรกรต้นแบบ อยู่ที่ตำบลช่องไม้แก้ว อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งพืชผลทางการเกษตรที่ปลูกส่วนใหญ่จะเป็นทุเรียน มีมากกว่า 700 ต้น อยู่ในสวนลุงนิล เป็นที่รู้จักของคนในจังหวัดชุมพรค่อนข้างมาก คุณสมบูรณ์ ศรีสุบัติ หรือ ลุงนิล เจ้าของสวน ลุงนิล เป็นที่รู้จักในนามของเกษตรกรผู้คิดค้น “เกษตรคอนโดฯ 9 ชั้น” ซึ่งจุดเด่นของลุงนิลคือ การได้รับความสนใจจากผู้ไปศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องเกษตรผสมผสานและเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่เน้นใช้พื้นที่ของตนเองที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยการปลูกพืชผักสวนครัวต่างๆ และพืชแซม พร้อมกับการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจไปในตัว และนอกจากจุดเด่นของลุงนิลจะอยู่ที่การทำสวนแล้ว ลุงนิลยังเป็นหนึ่งในผู้ที่ดูแลโครงการธนาคารต้นไม้ของจังหวัดชุมพรอีกด้วย เศรษฐกิจพอเพียง กู้วิกฤตชีวิตลุงนิล ลุงนิล เผยถึงแนวคิดการทำเกษตรแบบผสมผสาน 9 ชั้น ว่า ในอดีตลุงนิลเคยทำอาชีพค้าขายมาเป็นเวลานาน แล้วก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ด้วยความที่ลุ
คุณนก หรือ คุณอังคณา พิพัฒน์สุขสกุล บัณฑิตสาวปริญญาโท เบื่อชีวิตมนุษย์เงินเดือนในเมืองหลวง จึงตัดสินใจลาออก หวนคืนสู่บ้านเกิดเพื่อทำอาชีพเกษตรกรรม ปลูกพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษในรูปแบบออร์แกนิกฟาร์ม & โฮมสเตย์ ในชื่อ “ไร่ดินไทยโฮมสเตย์” (Din Thai Organic Farm & Home stay) ที่เน้นการให้บริการด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณ สามารถดึงดูดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการตลอดทั้งปี สร้างรายได้หมุนเวียนเข้าสู่ชุมชนอย่างยั่งยืน ไร่ดินไทยโฮมสเตย์ ไร่ดินไทยโฮมสเตย์ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11/11 หมู่ที่ 11 ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ การเดินทางเข้าเยี่ยมชมไร่ดินไทยโฮมสเตย์นับว่าสะดวกสบาย ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม ห่างจากสี่แยกประจวบฯ ฝั่งขาขึ้น กทม. แค่ 3 กิโลเมตรเศษ ถึงหลัก กิโลเมตรที่ 308 เลี้ยวซ้ายเข้าถนนลาดยางทางหลวงชนบท ไปเล็กน้อยก็จะเจอป้ายไร่ดินไทย หรือปักหมุดค้นหาในกูเกิลแมพ ระบุว่า “ไร่ดินไทยโฮมสเตย์” หรือ “หอประชุมเพื่อแผ่นดิน” แล้วขับรถมาตามแผนที่ไม่หลงทางแน่นอน คุณนก จัดบ้านพักโฮมสเตย์ท่ามกลางออร์แกนิกฟาร์ม ภายใต้สโลแกน “YOU EAT, WE PLANT” ที่นี่ปลูก
เบื่ออาชีพมนุษย์เงินเดือน กลับบ้านเกิดทำสวนเกษตรผสมผสานก็รวยได้ เรื่องจริงจากประสบการณ์ตรงของ คุณ ชาตรี รักธรรม และคุณสุดาวรรณ สิรวณิชย์ สองสามีภรรยาอดีตมนุษย์เงินเดือน ฝ่ายชายเคยเป็นเจ้าหน้าที่เกษตร ฝ่ายหญิงเป็นพนักงานธนาคาร เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วทั้งคู่ได้ลาออกจากงานประจำมา มาทำสวนเกษตรผสมผสานเพื่อเลี้ยงชีพบนที่ดินมรดกเนื้อที่ 30 ไร่ ก่อนหน้านี้ คุณสุดาวรรณ เคยให้ชาวบ้านเช่าพื้นที่ดังกล่าวทำปลูกพืชไร่ ทำให้ดินแห้งแล้งเสื่อมสภาพไม่สามารถปลูกต้นไม้ได้ ประกอบกับที่ดินผืนนี้ไม่มีแหล่งน้ำชลประทาน คุณชาตรีที่เรียนจบด้านเกษตรมาโดยตรง จึงตัดสินใจนำกล้วยน้ำว้ากาบขาวสุพรรณบุรีมาปลูกบนพื้นที่ 30 ไร่ เพื่อปรับปรุงดิน เพราะกล้วยปลูกง่าย และมีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถเก็บน้ำไว้ได้ดี ภายในสวนแห่งนี้ คุณชาตรีจะไม่ตัดหญ้า จะปล่อยต้นหญ้าขึ้นปกคลุมดินเพื่อรักษาความชุ่มชื้นในดิน พอถึงช่วงฤดูแล้ง ต้นหญ้าตายก็กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ตามธรรมชาติ ปรากฎว่า การบริหารจัดการในพื้นที่อย่างเหมาะสม ได้ผลลัพท์ที่ดี สามารถฟื้นฟูสภาพดินให้ดีขึ้น คุณชาตรีได้แบ่งพื้นที่ปลูกต้นไม้เป็นส่วนๆ คือ ปลูกพืชรายวัน ปลูกพืชรายเดือ
