พืชทำเงิน
หนึ่งในปัญหาที่เกษตรกรผู้ปลูก “มันสำปะหลัง” มักเจอคือ ผลผลิตตกต่ำจากดินเสื่อม เนื่องจากพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่เป็นดินร่วนปนทรายหรือดินทราย ซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ และง่ายต่อการชะล้าง หากปลูกมันสําปะหลังต่อเนื่องกันนานๆ โดยขาดการปรับปรุงดิน อาจส่งผลให้ ผลผลิตลดลงเรื่อยๆ เฉลี่ยปีละ 300 กิโลกรัม/ไร่ ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว เกษตรกรมักปลูกมันสำปะหลังกันบนพื้นที่หลักสิบหรือหลักร้อยไร่ จึงไม่สามารถเปลี่ยนพื้นที่ปลูกได้ง่ายนัก แล้วจะทำอย่างไรถึงจะได้ผลผลิตที่ดีสม่ำเสมอ? เราจะพาไปพบกับเกษตรกรรุ่นใหม่ แต่ฝีมือไม่ธรรมดา เพราะสามารถคิดค้นแนวทางการพัฒนาผลผลิตให้เพิ่มขึ้นได้จาก 5 เป็น 7 ตัน/ไร่ เลยทีเดียว คุณสุเมธ เกลอกระโทก อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา วัย 34 ปี เกษตรกรดีกรีปริญญาตรีนิติศาสตร์ เผยว่า ตนเองนั้นปลูกมันสำปะหลังบนพื้นที่ 200 ไร่ สืบทอดจากพ่อแม่มานานกว่า 8 ปีแล้ว ซึ่งด้วยความที่เป็นคนรุ่นใหม่และไม่มีประสบการณ์มาก่อน จึงเริ่มเส้นทางการเกษตรด้วยการสังเกตและเรียนรู้จากแนวทางจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ จนพบว่า จุดสำคัญของการปลูกมันสำปะหลังให้ประสบความสำเร็จ คือต้องควบคุมต้นทุนให้ได้ และวางแผนกา
ในระยะที่โลกกำลังผจญกับปัญหาภัยคุกคามด้วยโรคติดต่อที่รุนแรงเช่นขณะนี้ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนคนบ้านเราก็หลีกหนีไม่พ้น เกิดความลำบากยากเข็ญ แร้นแค้น การหาอาหารเลี้ยงดูประทังชีวิตก็อยู่ในขั้นขัดสน หมู เห็ด เป็ด ไก่ ไข่ กุ้ง หอย ปู ปลา เกลือ กะปิ น้ำปลา ปลาร้า น้ำมัน ผงปรุงรส ข้าวสาร พริก หอม กระเทียม พืชผักนานา ก็ขยับราคาขึ้น ท่ามกลางความทุกข์ยากของชาวชน ชาวบ้านเขาออกหาเก็บ “ผักกูด” ตามแหล่งธรรมชาติ เพื่อเอามาบริโภค หรือเอามาแบ่งปัน หรือขายเป็นรายได้ เมื่อก่อนส่วนใหญ่หาเก็บเอามาทำเป็นอาหาร คนเข้าป่าก็หาผักง่ายๆ เอามาประกอบอาหารกินกัน หาพืชพื้นบ้าน พืชตามป่าเขา ต้นพืชไหนที่นำมากินได้ ก็จะเลือกสรรมาปรุงแต่งประกอบอาหารกิน เรียกพืชที่เอามากินว่า “ผัก” แต่มีพืชกินได้บางอย่างที่ไม่เรียกว่าผักนำหน้า เช่น “หน่อไม้” คือต้นอ่อนไผ่ “หัวปลี” คือดอกกล้วย และพวก เผือก บอน ซึ่งความนิยมชมชอบก็ขึ้นอยู่กับคนกิน ที่ชัดเจนแน่นอนที่สุด คือความผูกพันที่ชาวบ้านกับพืชป่า ผักป่า ผักพื้นบ้าน มีความลึกซึ้งซึมลึกกันมาแต่เนิ่นนาน ยากเกินกว่าจะสืบค้นหาหลักฐานความเป็นมาได้ สันนิษฐานว่าจะมีสัมพันธ์กันมาตั้งแต่
“มูซานคิง” (Musang King) หรือ “มูซังคิง” บางทีก็เรียก ทุเรียนเหมาซานหวาง หรือ เหมาซานหว่อง คือ ทุเรียนสายพันธุ์ดีของมาเลเซีย ที่คนรักทุเรียนต้องลองชิม เพราะมีรสอร่อยมาก เนื้อแห้งสีเหลืองเข้มไม่มีเส้นใย เม็ดลีบ มีกลิ่นหอม รสสัมผัสนุ่ม เหนียวเนียน รสชาติหวานมัน อร่อยครบเครื่อง ทำให้ทุเรียนมูซังคิงได้รับความนิยมบริโภคสูงสุดในประเทศมาเลเซีย จีน ไต้หวัน ฯลฯ อ.เบตง ยะลา ทำเลเป็นต่อ ปลูกมูซังคิง แหล่งแรกในไทย พื้นที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน “มาเลเซีย” ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทุเรียนมูซังคิง อำเภอเบตง มีสภาพพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขา สภาพอากาศร้อนชื้น อุณหภูมิต่ำ ใกล้เคียงกับสภาพภูมิประเทศของมาเลเซีย จึงเอื้อต่อการเจริญเติบโตของทุเรียนมูซังคิง กลายเป็นปลูกทุเรียนมูซังคิงแหล่งแรกในประเทศไทย คุณโอ หรือ นายศักดิ์ศรี สง่าราศรี เกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของอำเภอเบตง และเป็นเจ้าของ สวนศักดิ์ศรี ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 2 ตำบลตาเนาะแมเราะ อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในเกษตรกรรุ่นแรกๆ ของอำเภอเบตงที่ปลูกทุเรียนมูซังคิง เดิมทีครอบครัวคุณโอทำสวนยางพารา และทำสวนส้มเ
เป็นที่ทราบกันดีว่า การปลูกพืชเชิงเดี่ยวมีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนไม่น้อยจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นเกษตรผสมผสาน พร้อมๆ กับเลี้ยงสัตว์ด้วย เพื่อให้มีรายได้ตลอดทั้งปี ย้อนกลับไปก่อนปี 2552 คุณพิชิต ศิริเมือง อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 5 ตำบลสะอาดไชยศรี อำเภอดอนจาน จังหวัดกาฬสินธุ์ ก็เหมือนเกษตรกรทั่วไปในตำบลสะอาดไชยศรี ที่ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และทำนา จนเมื่อได้ไปศึกษาดูงานได้รู้ได้เห็นและเข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จึงนำมาปฏิบัติในพื้นที่ทำกินของตัวเองจำนวน 19 ไร่ ที่ตำบลสะอาดไชยศรี โดยแบ่งที่ทำกิน เป็นที่นา 5 ไร่ และทำประมง 2 ไร่ นอกนั้นปลูกพืชแบบผสมผสาน และได้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง กระทั่งได้รับคัดเลือกเป็นแปลงต้นแบบโครงการ 1 ไร่ 1 แสน ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงจังหวัดกาฬสินธุ์ ในโครงการกาฬสินธุ์ คนดี สุขภาพดี รายได้ดี ปี 2557 ปลูกน้อยหน่า 500 ต้น ไม่พอขาย คุณพิชิต เล่าให้ฟังว่า ได้เปิดเป็นศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของตำบลสะอาดไชยศรี เมื่อปี 2552 ตอนนี้มีรายได้วันละ 300-600 บาท ไม่รวมรายได้เป็นเดือนและรายปี ซึ่งล้วนมา
อ้อยไข่ ท่านผู้อ่านคงจะแปลกใจในชื่อไม่น้อย ที่มาของชื่อ อ้อยไข่ คำว่า “อ้อย” คือลำต้นคล้ายต้นอ้อย หรือต้นหญ้า ต้นอ้อ และ คำว่า “ไข่” คือ สีเหลืองเหมือนไข่แดงของไข่ต้ม และฝักที่เกาะกันคล้ายไข่ปลาสวายหรือไข่ปลาตะเพียนเป็นลิ่มและเกาะกันคล้ายกะหล่ำดอก รสชาติหวานกว่ากะหล่ำดอก จึงทำให้ผู้คนสนใจในพืชชนิดนี้และอยากจะศึกษาเรียนรู้เพื่อที่จะนำมาต่อยอดเป็นพืชผักสวนครัว ที่ให้รสชาติหวาน หอมกลิ่นเฉพาะตัว และอร่อยมาก คุณอำไพ นันติวงค์ชัย หลังบ้านของข้าราชเกษียณอายุ จากอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ใช้เวลาว่างหลังเกษียณมาทำไร่นาสวนผสม ปลูกต้นไม้ที่คิดว่าปลูกได้และส่งเสริมให้คนมีรายได้นำไปต่อยอดเพื่อทำเป็นผลิตผลการเกษตรขาย “ปลูกอ้อยไข่ ไว้รับประทาน รสชาติอะร้อย อะหร่อย…ไม่ผิดหวังเลยค่ะ มีความหอม หวาน รวมรสชาติของหลายผักไว้ในตัว เช่น กะหล่ำดอก หน่อไม้ฝรั่ง ยอดมะพร้าวอ่อน…” คุณอำไพ กล่าว พืชแปลกที่แปลกเฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นพืชผักที่เป็นของพื้นบ้านของชาวอินโดนีเซียและมาเลเซีย มีรสหวานเล็กน้อยเหมือนกะหล่ำดอก รสชาติที่เข้ากันได้ดีกับเมนูอาหารไทย โดยเฉพาะแกงเผ็ดทั้งหลาย ที่มีรสชาติใกล้เคียงกันกับ
หอมแดง เป็นทั้งพืชสมุนไพร ที่ให้ผลผลิตทั้งการใช้ดอกในลักษณะพืชผัก และใช้หัวสดสำหรับปรุงอาหาร หอมแดง มีสรรพคุณทางยาที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เช่น ช่วยขับลม แก้อาการท้องอืด แน่นท้อง ปวดหลัง ปวดเอว ปวดประจำเดือน แก้หวัด คัดจมูก ขยายหลอดลม ช่วยให้ผู้ป่วยที่มีอาการหอบหืดสามารถหายใจได้สะดวกขึ้น ปัจจุบัน ได้มีการนำหอมแดงไปใช้ในวงการอุตสาหกรรมอาหารต่างๆ มากมาย ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกหอมแดงประมาณ 4 หมื่นไร่ สามารถปลูกหอมแดงได้ตลอดทั้งปี เนื่องจากหอมแดงเป็นพืชน้ำน้อย ระยะปลูกสั้นแค่ 75 วัน จึงเป็นพืชทางเลือกที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมากในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการทำนาปรัง การเพาะปลูกหอมแดงในประเทศไทย ส่วนใหญ่นิยมเพาะปลูกในพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีแหล่งน้ำเพียงพอ ซึ่งเกษตรกรสามารถเพาะปลูกหอมแดงได้มากถึง 3 ครั้ง ต่อปี ในช่วงฤดูหนาว ฤดูร้อน และฤดูฝน แต่จะมีเพียงช่วงฤดูหนาวเท่านั้น ที่เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวดอกหอมแดงไปจำหน่ายเป็นรายได้เพิ่มจากการขายหัวหอมแดงปกติ เนื่องจากหอมแดงจำเป็นต้องได้รับความเย็นที่เพียงพอ จึงจะสามารถแทงช่อดอกได้ และสามารถออกดอกช่วงระยะแตกกอ หรือประมาณ 45 วัน หลังการปลูก นวัตกรรมการผลิ
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเขาการ้อง ตำบลวังใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร นำโดย คุณสมบูรณ์ หนูนวล ประธานกลุ่ม พร้อมด้วย คุณสุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดชุมพร (Corporate Social Responsibility Chumphon หรือ ศูนย์ CSR ชุมพร) คุณอนัน รามพันธุ์ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร คุณทวีลาภ การะเกด ที่ปรึกษาผู้ตรวจราชการภาคประชาชน ด้านสังคม จังหวัดชุมพร และ คุณอัจจนา หอมละออ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ร่วมเดินทางเข้าเยี่ยมชมแปลงปลูกพืชกระท่อมของ คุณเอกภมร พลวาริน อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 133 หมู่ที่ 7 ตำบลบ้านนา อำเภอเมือง จังหวัดชุมพร โดยมี คุณกันตพล เชาว์กิจค้า อายุ 24 ปี นักศึกษาคณะการเงิน มหาวิทยาลัยนานาชาติมหิดล (Finance Inter MUIC) ร่วมติดตามไปเยี่ยมชมด้วย คุณเอกภมร เปิดเผยว่า ตนเองมีอาชีพเกษตรกรปลูกพืชผสมผสาน ทั้งทุเรียน กาแฟ เงาะ ลองกอง ขนุน ในพื้นที่ประมาณ 22 ไร่ ส่วนกระท่อมมีการปลูกหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งกระท่อมก้านแดง ก้านเขียว หางกั้ง แซมเอาไว้ทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ประมาณ 400 ต้น หลังจากรัฐบาลมีการปลดล็
ในบรรดาคนเกษตรที่เทคโนโลยีชาวบ้านได้สัมผัสมา ผอ. วีระพร จำปาอ่อน คือผู้ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพมากที่สุดคนหนึ่ง เส้นทางเดินของท่าน มีขั้นมีตอน มีแผน ทำให้ประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษา หน้าที่การงาน และที่กำลังสนุกสนานอยู่ในปัจจุบันนี้คือ งานเกษตรหลังเกษียณ ปลูกแก้วมังกร ไม่ได้ทำกันในวงเงินหลักหมื่นหลักแสน แต่ว่ากันปีละเป็นล้านบาท รักและชอบการเกษตร ผอ. วีระพร จำปาอ่อน เป็นคนอำเภอเมืองเลย บ้านเกิดอยู่ตรง กม.0 บริเวณนั้นรู้จักกันดี คือที่ตั้งของแขวงการทาง หากเลี้ยวซ้ายไปอำเภอภูเรือ ด่านซ้าย นาแห้ว รวมทั้งเชื่อมโยงไปเพชรบูรณ์ พิษณุโลก เลี้ยวขวาก็แหล่งท่องเที่ยวสุดฮิต เชียงคาน ต่อไปถึงหนองคายได้ จังหวัดเลย ได้ชื่อว่า เป็นจังหวัดที่อุดมไปด้วยธรรมชาติ ป่าเขาลำเนาไพร นอกจากสิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติแล้ว เรื่องการเกษตรก็มีชื่อเสียงต่อเนื่องมาทุกยุคทุกสมัย มีการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะ ยุคก่อนๆ ฝ้ายดัง หลังๆมะขามหวานมีมาก ถึงแม้ไม่สร้างชื่อเท่ากับจังหวัดอื่น แต่สร้างเงินให้กับเกษตรกรไม่น้อย เพราะมีพื้นที่ปลูกมากกว่าจังหวัดข้างเคียง ทุกวันนี้ที่อื่นมี จังหวัดเลยมีครบ ไม่ว่าจะเป็น ยางพารา มะม่วง เง
เพื่อนชวนไปชมสวนไม้ประดับ ที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติจังหวัดสกลนคร (มก. ฉกส.) บริเวณบ้านเชียงเครือ อำเภอเมืองสกลนคร โดยออกจากตัวเมืองสกลนคร ผ่านสี่แยกบ้านธาตุนาเวง หรือที่เรียกกันว่า “สี่แยกบ้านธาตุ” หน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร จากตัวเมืองสกลนคร เพียง 6 กิโลเมตร ก็ถึงสี่แยกแล้วเลี้ยวขวา มุ่งหน้าตามถนนสกลนคร-นครพนม ผ่านหน้าสถานีวิทยุกระจายเสียง 909 กองบัญชาการทหารสูงสุด ที่เป็นกระบอกเสียงในการปฏิบัติภารกิจในด้านจิตวิทยา สร้างมวลชนต่อสู้กับภัยคุกคาม ความคิดหรืออุดมการณ์ที่เห็นต่าง ไม่ตรงกัน “คอมมิวนิสต์” ในสมัยนั้น แต่ปัจจุบัน ไม่มีให้เห็น คงเหลือแต่ร่องรอยของอดีต และเลยผ่านทางเข้าสนามบินสกลนคร นั่งรถผ่านมามองฝั่งซ้ายของถนน มีคลองจากชลประทาน เขื่อนน้ำอูน ทอดยาวตรง บางแห่งคดเคี้ยวไปตามพื้นที่ในไร่นา ไหลผ่าน ลอดสะพานข้ามถนนไปสู่ฟากโพ้น ก่อนลงสู่แหล่งน้ำหนองหาร ทะเลสาบน้ำจืดแห่งอีสาน ปกติทุกปีในพื้นที่ยามนี้จะมองเห็นความเขียวขจีของข้าวกล้า นาปรัง มีหมู่นกปากห่างและนกนา เดินย่องหาอาหาร ขาวไปเต็มทุ่ง แต่ปีนี้ชาวนาหลายคนไม่ได้ทำนาปรัง เพราะรัฐบาลประกาศว่าน้ำใ
“ข่าแดง” หรือ ข่าอ่อน เป็นพืชสมุนไพรที่กำลังได้รับความนิยมสูงในการนำมาเป็นส่วนประกอบหลายเมนูอาหาร อีกทั้งเป็นพืชที่ทนแล้ง ต้านทานโรคได้ดี ปลูกและดูแลง่าย สรรพคุณมากมายโดยเฉพาะด้านสุขภาพ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดสูง การยึดอาชีพปลูกข่าแดงของชาวบ้านที่บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทำกันมายาวนานกว่า 30 ปี เพราะข่าแดงเป็นพืชที่ปลูกง่าย ดูแลง่าย ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกมาก เป็นพืชที่ช่วยกันในครัวเรือน ลงทุนน้อย ปลูกแล้วเก็บผลผลิตได้นานเป็น 10 ปี ที่สำคัญมีรายได้ทุกวัน จึงเป็นพืชที่ชาวบ้านไม่ง้อรายได้จากการปลูกข้าว ฉะนั้น เกือบทั้งหมู่บ้านหันมาปลูกข่าแดงสร้างรายได้ อีกทั้งยังสร้างมูลค่าด้วยการปลูกข่าแบบอินทรีย์จนได้ใบรับรองมาตรฐาน จึงเป็นที่ต้องการของลูกค้าหลายพื้นที่ทั่วประเทศและจากที่เคยเป็นรายได้เสริมเมื่อก่อน จึงกลายเป็นรายได้หลักในวันนี้ กระทั่งทำให้ทุกครอบครัวในตำบลห้วยขะยุงที่ปลูกข่าแดงขายมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน คุณนวนศรี พรมมากอง อยู่บ้านเลขที่ 83 หมู่ที่ 13 บ้านเกษตรสมบูรณ์ ตำบลห้วยขะยุง อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี
