พืชทำเงิน
ปัจจุบัน คนในโลกมี 7,300 ล้านคน คาดว่า ปี ค.ศ. 2050 โลกจะมีประชากร 9,000 ล้านคน สถานการณ์อาหารสำหรับบริโภคอาจเข้าสู่ภาวะวิกฤต องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พบว่า แมลงและหนอนจะถูกนำมาเป็นอาหารโปรตีนที่สำคัญ ในโลกมีแมลงเป็นล้านชนิด แต่มีแมลงที่กินกันอยู่ปัจจุบัน ราว 2,000 ชนิด ปริมาณโปรตีนในแมลงบางชนิดใกล้เคียงกับเนื้อสัตว์ เช่น หมู และไก่ แต่บางชนิดก็มีมากกว่า หนอนบางชนิดให้ไขมันได้ดี เช่น หนอน สรุปได้ว่าคุณค่าทางอาหารที่ร่างกายต้องการมีครบถ้วนเหมือนเนื้อสัตว์ที่เราบริโภคกันอยู่ทุกวันนี้ และการผลิตแมลงเล็กๆ เหล่านี้ยังประหยัดทรัพยากรอาหารสัตว์ได้อีกมาก เพราะวัวน้ำหนัก 1 กิโลกรัม ใช้อาหารถึง 8 กิโลกรัม ส่วนแมลง เช่น เนื้อจิ้งหรีดในปริมาณเท่ากัน ใช้อาหารแค่ 1.2 กิโลกรัม เท่านั้น วัฒนธรรมการกินแมลงของเรามีมานานแล้ว ภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดดเด่นที่สุดในเรื่องนี้ เนื่องจากสภาพภูมิอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง แมงกุดจี่ แมงอีนูน จิ้งโกร่ง บึ้ง เป็นอาหารยอดฮิต ในภาคเหนือแมลงก็เป็นหนึ่งในวัฒนธรรมอาหารเช่นกัน ด้วงงวงมะพร้าว ด้วงสาคู หรือ ด้วงลาน จัดว่าเป็นด้วงงวงขนาดกลาง ตัวเต็มวัย ปีกมีสีน้ำ
มะนาว พืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสูง และเป็นที่ต้องการของตลาดตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ประมาณเดือนมีนาคม-เมษายน มะนาวจะมีราคาสูงกว่าปกติ ทำให้มะนาวกลายเป็นพืชที่ล่อตาล่อใจในเรื่องของรายได้ ส่งผลให้มีเกษตรกรทั้งมือเก่ามือใหม่มากหน้าหลายตาอยากที่จะลงทุนปลูกมะนาว เพราะมองเห็นโอกาสที่จะรวยจากการปลูกมะนาว แต่เหรียญที่มี 2 ด้านฉันใด การประกอบธุรกิจก็เป็นเช่นนั้น มีข้อดี ข้อเสีย อยู่ที่ว่าใครจะเรียนรู้และปรับตัวได้เร็วกว่ากัน คุณชาคริยา วิวรวงษ์ หรือ พี่กรร อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 3 บ้านเปล ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส อดีตเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สถิติ ผันตัวเอาดีด้านงานเกษตร ลองผิดลองถูกจนประสบผลสำเร็จ ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ สร้างรายได้หลักแสน มีส้มโชกุนเป็นดาวเด่นของสวน รวมไปถึงการคิดต่อยอดแปรรูปผลิตภัณฑ์จากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดมูลค่าสูงสุด พี่กรร เล่าถึงจุดเริ่มต้นการทำเกษตรว่า ก่อนหน้านี้ตนทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สถิติ อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้แต่งงานมีครอบครัวและได้ย้ายมาอยู่ที่บ้านของสามีที่จังหวัดนราธิวาส ซึ่งสามีของตนนั้นประกอบอาชีพเป็นพ
เมื่อกว่า 10 ปีก่อน “เทคโนโลยีชาวบ้าน” เคยนำเสนอ ชมพู่พันธุ์ใหม่ ที่จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในชื่อของ ชมพู่ “เพชรคลองหาด” ซึ่งเป็นชมพู่ขึ้นชื่อ และเป็นไม้ผลส่งออก ราคาดี ชนิดหนึ่ง ของจังหวัดสระแก้ว ในวันนี้ ชมพู่เพชรคลองหาด ที่ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาในครั้งนั้น ได้รับการขยายพื้นที่ปลูกออกไป เกษตรกรปลูกชมพู่เพชรคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รวมกลุ่มกันในนามของ “กลุ่มปรับปรุงคุณภาพชมพู่ปลอดสารพิษเพื่อการส่งออก” และมีคุณยุทธนา ทัศมากร เกษตรกร ผู้ริเริ่มนำชมพู่เข้ามาปลูกในพื้นที่อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว รายแรก เป็นโต้โผ บริเวณเวิ้งบ้านของคุณยุทธนา 7 ไร่ ซึ่งแบ่งเป็นพื้นที่ปลูกชมพู่เพชรคลองหาดเต็มพื้นที่ 5 ไร่ ส่วนอีก 2 ไร่ จัดสรรเป็นพื้นที่บ้านและสิ่งอำนวยความสะดวกอื่น อาทิ แหล่งน้ำ และไม้ประดับ คุณยุทธนา มีภูมิลำเนาเดิมที่เกาะช้าง จังหวัดตราด แต่เพราะอาชีพหลักของชาวเกาะช้างส่วนใหญ่ หากไม่ดำเนินกิจการโรงแรม เกสต์เฮ้าส์ หรือบังกะโล ก็หันหน้าเข้ายึดอาชีพประมง เพราะเป็นพื้นที่เกาะ อยู่ติดทะเล ทำให้คุณยุทธนา บ่ายหน้าออกหาพื้นที่ที่เหมาะสำหรับการปลูกไม้ผล เพราะเป็นความใฝ่ฝัน นับตั้งแต
ไปตามถนนสุวรรณศร ก่อนเข้าตัวเมืองปราจีนบุรี บริเวณสี่แยกไฟแดง มีร้านค้าจำหน่ายพืชผักผลไม้ ดูคึกคักทั้งปี ผลผลิตส่วนใหญ่นำมาจากท้องถิ่น จากสี่แยกไฟแดงไปถึงวงเวียนสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายกิ่งพันธุ์ไม้ผล หากเป็นช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ฝนเริ่มมา จะเห็นรถจอดซื้อจำนวนมาก บริเวณนี้รู้จักกันดีคือตลาดต้นไม้ชะอม หรือหนองเต่า สาเหตุที่มีการผลิตและขายพันธุ์ไม้กันมากนั้น สืบเนื่องมาจากคนจากกรุงเทพฯ ไปสร้างสวนที่ปราจีนบุรี โดยนำพันธุ์ขนุน มะม่วง ทุเรียน กระท้อน จากเขตปริมณฑลไปปลูก เมื่อมีผลผลิตจึงนำออกมาวางขาย คนซื้อผลผลิตชิมเห็นว่าอร่อย อยากได้พันธุ์ หลังๆ จึงขยายพันธุ์ขาย ตอบสนองความต้องการของผู้ซื้อ รวมระยะเวลาของการตั้งร้านแถวนี้ ไม่ต่ำกว่า 40 ปีมาแล้ว เมื่อก่อนใครต้องการพันธุ์ขนุนฟ้าถล่ม ทองสุดใจ จำปากรอบ ที่เจ้าของเดิมคือ คุณสมปอง ตวงทอง ต้องไปที่ปราจีนบุรีเท่านั้น เสน่ห์ที่มีเพิ่มขึ้นของท้องถิ่นนี้ คือไผ่ตง นอกจากหน่อไผ่รสชาติหวานกรอบวางรอคนไปซื้อ ยังมีต้นพันธุ์ให้ซื้อหามาปลูก การซื้อขายต้นไม้สมัยก่อน หากอยากได้ขนุนเหรียญบาทสัก 2 ต้น อาจจะต้องขับรถจากชัยนาท มุ่งสู่ปรา
หลายคนชื่นชมการบริโภคมังคุด จึงแบ่งพื้นที่ว่างในสวน ปลูกมังคุดแทรกกับต้นไม้อื่นๆ เมื่อต้นมังคุดเริ่มให้ผลพบว่า เกิดอาการยางไหลสีเหลืองออกจากผิวของผลมังคุด และบางส่วนยางสีเหลืองตกภายในผล โดยไม่ทราบสาเหตุว่าเกิดจากอะไร และจะแก้ไขอย่างไร หากใครเจอปัญหาแบบนี้ จะพาไปหาคำตอบ ที่จะช่วยผลิตมังคุดคุณภาพดีให้กับทุกคนในอนาคตได้เลย สาเหตุของโรคยางไหลของผลมังคุด โรคยางไหลของผลมังคุด เกิดขึ้นได้ทั้งระยะผลอ่อนและผลแก่ โรคยางไหลที่เกิดขึ้นในระยะผลอ่อน สาเหตุเนื่องจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ ซึ่งเป็นแมลงปากดูดที่มีขนาดเล็ก ลำตัวมีสีเหลืองอ่อน ยาวประมาณ 1.0-2.0 มิลลิเมตร เพลี้ยไฟจะเลือกดูดน้ำเลี้ยงของผลอ่อน และหลบซ่อนอยู่หลืบฐานรองดอก ทำให้ยางสีเหลืองไหลออกจากรอยแผล มีลักษณะเป็นเม็ดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ผลที่ถูกทำลายรุนแรงจะเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ หากผลไม่ร่วงหล่นลงเสียก่อน เมื่อพัฒนาต่อไปเป็นผลแก่ผลจะมีขนาดเล็กและผิวกร้านขายไม่ได้ราคา ส่วนอาการยางไหลในระยะผลแก่ เกิดขึ้นกับผลมังคุดใกล้สุกแก่ มักแสดงอาการรุนแรงเมื่อมีฝนตกชุก รากของต้นมังคุดจะดูดน้ำขึ้นมาเลี้ยงผลปริมาณมาก ผิวของผลจะเปราะบางกว่าการได้รับน้
เห็ดเป๋าฮื้อ หรือเรียกกันทั่วไปว่า เห็ดหอยโข่งทะเล ในประเทศไทยมีรายงานการพบในธรรมชาติน้อยมาก ที่เห็นกันอยู่ในตลาดล้วนเป็นสายพันธุ์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งสิ้น คุณอนุสรณ์ วัฒนกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร บอกว่า การเพาะเห็ดเป๋าฮื้อในประเทศไทยมีมานานกว่า 40 ปี โดยการนำเข้าสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อมาจากประเทศไต้หวัน เพื่อผลิตบริโภคสดและบรรจุกระป๋องส่งจำหน่ายยังต่างประเทศ ปัจจุบัน เห็ดเป๋าฮื้อในประเทศไทยมีหลากหลายสายพันธุ์ มีทั้งสายพันธุ์ดอกสีเทาดำและสายพันธุ์ดอกสีครีม บางสายพันธุ์ก้านดอกสั้น บางสายพันธุ์ก้านดอกยาว คุณอนุสรณ์ บอกว่า เกิดจากการนำสายพันธุ์เข้ามาจากต่างประเทศ จึงอาจมีบ้างจากสายพันธุ์ที่นำเข้ามาเพาะนั้น เมื่อเพาะไปนานๆ หลายรุ่น ก็เริ่มมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น นอกจากนั้น สายพันธุ์ในท้องตลาดยังมีข้อด้อย เช่น เห็ดเป๋าฮื้อสายพันธุ์ดอกสีดำ เนื้อดอกกรอบ/แตกหักง่าย อายุการเก็บรักษาสั้น จึงไม่เป็นที่นิยมของผู้บริโภค บางสายพันธุ์มีก้านดอกสั้น แต่เนื้อดอกไม่แน่นและให้ผลผลิตน้อย เริ่มพัฒนาสายพันธุ์เห็ดเป๋าฮื้อ คุณ
ที่อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นพื้นที่รับน้ำตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ประสบภัยน้ำท่วมทุกปีมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำ “ชุมแสง” โดนน้ำท่วมอ่วมอรทัยในปี 2554 นานถึง 3 เดือนกว่า พืชผลการเกษตรที่ถูกน้ำท่วมเสียหายหมด ประชาชนในพื้นที่เดือดร้อนอย่างหนัก เมื่อคราวอุทกภัยใหญ่ บ้านทับกฤชใต้ถูกน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน พืชผลเกษตรเสียหายหมด แต่กลับมีพืชอยู่ชนิดหนึ่งที่ถูกน้ำท่วมนานก็สามารถทนอยู่ได้ หลังจากน้ำลดลงพืชชนิดนั้นกลับให้ผลผลิตดีมาก นั่นก็คือ “ไผ่อินโดจีน” เป็นไผ่รับประทานหน่อสายพันธุ์หนึ่งที่ คุณนิรุต ผลพิกุล อยู่บ้านเลขที่ 4/1 หมู่ที่ 6 บ้านทับกฤชใต้ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ ปลูกอยู่ 12 ไร่ คุณนิรุต กล่าวว่า พื้นที่สวนไผ่ของตนถูกน้ำท่วมนานกว่า 3 เดือน ระดับน้ำสูงประมาณ 3 เมตรครึ่ง หลังจากระดับน้ำลดลงก็พบว่า ไผ่อินโดจีนที่ปลูกอยู่ในพื้นที่ 12 ไร่ ยังยืนต้นอยู่ได้ไม่ล้มตาย จะมีตายก็เฉพาะไผ่ต้นอ่อนๆ เพิ่งจะลงปลูกใหม่ไม่ถึงปี นอกนั้นไม่ตาย “จะว่าไผ่น้ำท่วมไม่ตายเสียทุกสายพันธุ์ก็ไม่ได้ เพราะละแวกบ้านที่ปลูกไผ่สีสุก ไผ่รวก และไผ่อื่นๆ ถูกน้ำท่วมตายหมด มะพร้าวที่ว่าแน่ๆ ยังตาย จ
ปัจจุบันนี้ การไปเก็บหาของป่ามาบริโภคและนำออกมาขาย ยังเป็นอาชีพที่ยึดถือมาช้านาน เพื่อหารายได้และนำมาเป็นอาหาร ที่ทำกินอย่างเคยชินมาเป็นปกติ ตามฤดูกาล หมุนเวียนของพืชที่ออกมาในช่วงการเปลี่ยนแปลงฤดูที่ชาวบ้านได้เตรียมการไว้เพื่อออกมาขายตามริมถนน เพราะสะดวกกับการจำหน่าย ผลิตผลที่เก็บมาขายให้ผู้สัญจรไปมาจากผู้ขับขี่ยานพาหนะ รถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ที่ขับขี่ผ่านไปมาก็จะแวะซื้อไปประกอบเป็นอาหารที่บ้านหรือนำไปฝากญาติมิตรก็ไม่แปลกใจ สนนราคาถูกกว่าในตลาดหรือในเมือง ผลผลิตของป่าที่ชาวบ้านไปเก็บมาในป่าสักนั้นเขาจะช่ำชองที่ไปเก็บหามา มีหน่อไม้ ไผ่ตรง ไผ่ลวก มะเขือ สะเดาป่า ผักหวาน เห็ด กบ อึ่ง ปลา และอื่นๆ ล้วนเป็นอาหารยอดนิยม ราคาถูก เหมาะกับการครองชีพตามชนบท ที่คนกับป่าอยู่ด้วยกันได้ ว่ากันอย่างงั้น แม้ว่าสภาพป่าที่ถูกทำลายหรือแผ่วป่าเพื่อทำการเกษตร ชาวบ้านก็จะขยับขยายไปหาของป่าลึกเข้าไปอีกเพื่อรวบรวมของป่าที่ได้มาเป็นรายได้เล็กน้อยที่ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในครัวเรือนในการครองชีพ การประกอบอาชีพไปหาของป่านั้น เป็นอาชีพครั้งคราว ไม่ได้ทำทั้งปี หลังเลิกอาชีพรับจ้างก็มีหยุดพัก ในการหยุดทำไร่ ทำนา การไปหา
ข้าวสังข์หยดเป็นที่นิยมทานของกลุ่มสายรักสุขภาพกันมาก เพราะเป็นข้าวเจ้าที่มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และไนอะซิน ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ชาวบ้านจึงนิยมปลูกและแปรรูปเป็นข้าวกล้องและข้าวซ้อมมือ เพื่อจำหน่ายให้กับคนบริโภคข้าวเป็นอาหารเพื่อสุขภาพในชุมชนและจังหวัดใกล้เคียง “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนชมรมสื่อแห่งปัญญาพัฒนาเกษตรยั่งยืน” รวมตัวกันปลูกข้าวสังข์หยดบนพื้นที่ราบกว้างใหญ่นับพันไร่เคยเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าที่มีชื่อว่า “ทุ่งชัยรอง” ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลพนางตุง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง โดยเป็นข้าวสังข์หยดอินทรีย์ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานได้รับความสนใจจากผู้บริโภค กระทั่งนำไปสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิดตอบโจทย์กลุ่มคนรักสุขภาพอย่างแท้จริง คุณอำมร สุขวิน ประธานกลุ่ม เล่าถึงอาชีพเกษตรกรรมของตัวเองว่า ตอนนี้ปลูกข้าว 2 ชนิด ได้แก่ สังข์หยดอินทรีย์และข้าว กข 43 โดยข้าวสังข์หยดปลูกนาปีใช้พื้นที่ 4 ไร่ ส่วนข้าว กข 43 ปลูกนาปรังใช้พื้นที่ปลูก 11 ไร่ สำหรับเมล็ดพันธุ์ข้าวสังข์หยดและข้าว กข 43 จะแบ่งเก็บไว้ทุกปี แต่บางคราวหากมีความจำเป็นต้องนำมาจากทางศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ข้าว
มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณสุวิทย์ คงปาน ประธานกลุ่มเงาะแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนพัฒนาไม้ผลเพิ่มพูนทรัพย์ คุณกรุณา อักษรเพียร เหรัญญิกกลุ่มเงาะแปลงใหญ่ฯ และคณะกรรมการท่านอื่นๆ ที่ หมู่ที่ 4 บ้านเหมืองทวด ตำบลเพิ่มพูนทรัพย์ อำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุณสุวิทย์ เล่าว่า “อดีตเมื่อ 70-80 ปีที่แล้ว มีการทำเหมืองแร่ดีบุกมาก่อน โดยที่ผ่านมาชาวบ้านแถวนี้ทำการเกษตรทั่วไป อาทิ สวนผลไม้ สวนเงาะ สวนยางพารา หลักๆ ก็จะเป็นสวนเงาะ” ปัจจุบัน คุณสุวิทย์ อายุ 50 ปี โดยกล่าวเทียบราคาเงาะจากครั้งในอดีตตอนที่ยังคงเป็นเด็กว่า สมัยนั้นเงาะราคากิโลกรัมละประมาณ 7 บาท “เมื่อสมัย 30-40 ปีก่อน แถวนี้เป็นทุ่งนาปลูกข้าว ช่วงปี พ.ศ. 2531 มีเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากเกิดขึ้น ส่งผลให้น้ำท่วมหมดเลย โดยหลังจากนั้นจึงทำการฟื้นฟูก็ปลูกเงาะปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น ตอนแรกสวนเงาะ สวนทุเรียน ก็มีน้อย ส่วนใหญ่ก็มีนาข้าว พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ต่อคนหรือครอบครัว อยู่ที่ 10-20 ไร่ โดยประมาณ” คุณกรุณา กล่าว คุณสุวิทย์ เล่าว่า “จุดเริ่มต้นการกำเนิดเงาะแปลงใหญ่ เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2558 นำโดยเกษตรอำเภอบ้านนาสารและเจ้าหน้าที่…โครงการแปลงให
