พืชทำเงิน
มหัศจรรย์แห่งไผ่ ไผ่ช้างเมืองน่าน และอีกหลายสายพันธุ์ แห่งท่าวังผา จังหวัดน่าน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าเขา ดินอุดมสมบูรณ์ พืชพื้นเมืองของจังหวัดน่านจึงมีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะไม้ไผ่ ที่อำเภอท่าวังผา ชาวบ้านนำไม้ไผ่ที่คุณสมบัติโดดเด่นมาเผาข้าวหลาม ซึ่งช่วยหนุนส่งให้ผลิตภัณฑ์ข้าวหลามมีกลิ่นหอม รสชาติดี เยื่อไผ่มีขนาดพอเหมาะไม่หนาและบางเกินไป ลอกได้ง่าย เวลาเคี้ยวนุ่ม ไผ่ที่ว่าคือ“ไผ่ข้าวหลาม” ลักษณะปล้องไม่ใหญ่ แต่ค่อนข้างยาว บ้านดอยติ้ว ตำบลศรีภูมิ อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน มีปลูกไผ่ลำขนาดใหญ่ เรียกกันว่า”ไผ่ช้างเมืองน่าน”หรือไผ่ยักษ์ ขนาดของลำเคยวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ 12 นิ้วหรือ 1 ไม้บรรทัด ความยาวของลำมากกว่า 20 เมตร ไผ่ช้างเมืองน่านใช้ประโยชน์ได้เหมือนไผ่ทั่วไป เริ่มตั้งแต่กินหน่อ ใช้ลำต้นในการก่อสร้าง ดอยติ้วอยู่ห่างจากอำเภอท่าวังผาราว 30 กิโลเมตร ใกล้เมืองเข้ามาหน่อย เป็นที่ตั้งของศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตรจังหวัดน่าน(พืชสวน) หน่วยงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่นี่มีปลูกพันธุ์พืชสวนหลายช
ในกลุ่มผู้ทำก้อนเห็ดต่างๆ ในบ้านเรามีทุกจังหวัด มีเจ้าหน้าที่ของรัฐให้การสนับสนุน ในเรื่องของวิชาการองค์ความรู้ควบคู่กันไป บางคนมีแรงจูงใจไม่เพียงแค่ทำก้อนเห็ดขายแต่อย่างเดียวเท่านั้น แต่นำเอาองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการต่อยอดเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นัก แต่มีน้อยคนที่ประสบผลสำเร็จ รวมถึงการให้บริการแนะนำการดูแลก้อนเห็ดจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ที่เห็นส่วนใหญ่จะทำขายเฉพาะก้อนเห็ดสำเร็จรูปเท่านั้น และตีตลาดกันเอง เป็นธรรมดาในเชิงการค้ามักหนีไม่พ้นเรื่องของการเอาเปรียบลูกค้า เช่น การทำก้อนเห็ดโดยไม่มีกระบวนการผ่านการอบและฆ่าเชื้อที่ถูกต้อง หรือไม่ก็ลักไก่ใส่เชื้อในปริมาณที่น้อยกว่ากำหนด เรื่องนี้ทำให้ผู้ซื้อได้รับความเสียหายอย่างมาก เห็ดไม่ออกดอก เชื้อราเขียวระบาดอย่างรวดเร็ว แค่ข้ามคืนราเขียวก็จะกระจายเชื้อทั่วทั้งก้อน เห็ดไม่ออกดอก คุณสมจิตร น้อยท่าราช เกษตรกร อยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ที่ 11 ตำบลนนทรี อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำก้อนเห็ดขายมากว่า 15 ปี โดยได้สามีช่วยงานด้านนี้มาตลอด สร้างโรงเรือน 2 หลัง ทำเห็ดนางฟ้าภูฏานขายใ
พริกไทยอ่อน พืชเศรษฐกิจ ที่สร้างรายได้หลักล้านบาท เริ่มกลับมาสดชื่นมีชีวิตชีวา เขียวชอุ่มอีกครั้ง พร้อมแตกช่ออ่อน รอเก็บเกี่ยวผลผลิตช่วงเดือนกันยายน เป็นพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรหลายคนยึดเป็นอาชีพหลัก แม้จะลงทุนสูง แต่ราคาไม่ตก ผลผลิตออกมามีตลาดรองรับหมด ที่ ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก หลายครอบครัวที่นั่นยึดอาชีพปลูกพริกไทยอ่อน เป็นพืชที่ดูแลไม่ยาก เป็นพืชยืนต้นที่มีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนานระหว่าง10-20 ปี ไม่ต้องมาปลูกบ่อยๆ และระยะเวลาไม่นานพริกไทยกลับกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ ที่ราคาไม่เคยตกต่ำลงมาเลย พริกไทยราคาดีมาโดยตลอดระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน โดยเฉพาะในช่วงแล้งราคาพริกไทยสูงมาก ราคาสูงถึง 300-350 บาท นางปัญญา มีเนตรขำ อายุ 60 ปี อยู่บ้านเลขที่ 46 ม.8 ต.บ้านแยง อ.นครไทย จ.พิษณุโลก เปิดเผย ครอบครัวของตนปลูกพริกไทยอ่อน ที่มีทรงพุ่มใหญ่ ต้นใหญ่ ใบใหญ่กว่าพริกไทยพันธุ์อื่น จำนวน2,245 หลัก บนพื้นที่กว่า 13 ไร่ โดยปลูกมานานกว่า 10 ปีแล้ว การปลูกพริกไทย หลายคนมองข้ามและให้ความสนใจในการปลูกพริกไทยกันน้อยนั้นส่วนหนึ่งก็มา
เมื่อเร็วๆ นี้ ณ แปลงไร่ บริษัท น้ำตาลและอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน) แปลงทัพพระ บ้านหนองยาง ตำบลท่าเกวียน อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว ได้มีการจัดงานโครงการรณรงค์สู้ภัยแล้งและการควบคุมหนอนกออ้อยโดยวิธีผสมผสาน เนื่องจากจังหวัดสระแก้วมีพื้นที่ปลูกอ้อย 385,983 ไร่ เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย 11,097 ครัวเรือน สามารถสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรเป็นจำนวนเงินมากกว่า 4,000 ล้านบาท ต่อปี ในปี 2559 จังหวัดสระแก้วได้ประสบปัญหาภัยแล้งในทุกอำเภอ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ทำให้อ้อยชะงักการเจริญเติบโต และเป็นปัจจัยใจที่ทำให้เกิดการระบาดของหนอนกออ้อย โดยพบการระบาดในพื้นที่การปลูกอ้อยจำนวนถึง 100,000 ไร่ และพบพื้นที่ระบาดรุนแรงประมาณ 10,000 ไร่ ถ้าหากไม่มีการป้องกันกำจัดและควบคุมที่ถูกวิธี จะทำให้การระบาดลุกลามเป็นบริเวณกว้างและก่อความเสียหายอย่างรุนแรงได้ในอนาคต จึงได้มีการทำงานร่วมกันในรูปแบบประชารัฐ โดยความร่วมมือระหว่างภาคราชการ ภาคเอกชน ได้แก่ ส่วนราชการจังหวัดสระแก้ว บริษัท ดูปองท์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท น้ำตาลอ้อยตะวันออก จำกัด (มหาชน) สมาคมเกษตรกรชายแดนบูรพา พร้อมด้วยตัวแทนเ
แม้ว่าปัญหาภัยแล้งในระยะนี้จะเริ่มทุเลาลงไป เพราะฤดูฝนก้าวเข้ามาเกือบเต็มรูปแบบแล้วก็ตาม แต่ภาวะภัยแล้งก็ไม่ได้หนีหายไปจากใจของเกษตรกรแขนงต่างๆ เพราะต่างรู้กันดีอยู่แล้วว่า การทำการเกษตร หากขาดน้ำก็ไปไม่รอด ดังนั้น การแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างยั่งยืน จึงเป็นแนวทางที่น่าจะช่วยลดผลกระทบที่เกิดจากภัยแล้งในทุกปีได้ดีที่สุด กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ก้าวเข้ามารับผิดชอบโดยหน้าที่ ในการแก้ปัญหาภัยแล้ง และลดผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรจากภาวะภัยแล้งที่เกิดขึ้น หนึ่งในหลายโครงการและมองเห็นเป็นรูปธรรมคือ โครงการอบรมเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิตของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งนอกจากพุ่งเป้าช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว ยังสร้างเครือข่ายการทำงานแบบมีส่วนร่วม โดยการเรียนรู้จากเกษตรกรต้นแบบในชุมชน อันจะเป็นการสร้างฐานการเรียนรู้อย่างยั่งยืน กรมส่งเสริมการเกษตร โดย นายโอฬาร พิทักษ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เล็งเห็นความสำคัญของโครงการ จึงติดตามตรวจสอบอย่างเคร่งครัด โดยการลงพื้นที่สำรวจการดำเนินโครงการถึงถิ่น ซึ่งครั้งนี้ลงพื้นที่ในจังหวัดระนอง ทั้งนี้ นาย
สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย มีเรื่องของเห็ดที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ Coprinus comatus (o.F.Mull) Gray ที่เหมาะสมกับการเพาะในประเทศไทย คุณวราพร ไชยมา นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กลุ่มวิจัยและพัฒนาเห็ด สำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร และคณะ ได้เสนอผลงานวิจัยเรื่อง การพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่หรืออีกชื่อหนึ่งว่า เห็ดถั่วฝรั่ง ได้ส่งเข้ารับการคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ในปี 2555 ได้รับการพิจารณาให้เป็นผลงานวิจัยดีเด่น กรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2555 เห็ดถั่วฝรั่ง ไม่คุ้นหูกับคนไทยเหมือนเห็ดฟาง เห็ดนางฟ้า เห็ดแชมปิญอง หรือเห็ดที่นำมาบริโภคเป็นยา เช่น เห็ดหลินจือ เป็นต้น คุณวราพร หัวหน้าทีมงานวิจัยการพัฒนาเห็ดเศรษฐกิจสายพันธุ์ใหม่ ของสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ เล่าว่า เห็ดถั่วฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ เรียกว่า Coprinus comatus เป็นเห็ดเมืองหนาวชนิดหนึ่ง ที่เรารู้จัก คือ เห็ดออรินจิ เห็ดเข็มเงิน เข็มทอง เห็ดถั่วฝรั่งมีถิ่นกำเนิดเดิมอยู่ทางแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ซึ่งเขานิยมรับประทานกันอยู่เสมอ มีรสชาติอร่อย มี
สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน), (สพภ.) เป็นองค์กรหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจจากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืน ด้วยการส่งเสริมและสนับสนุนการเพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นและธุรกิจชีวภาพด้วยการใช้สหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการต่อยอดองค์ความรู้ของภูมิปัญญาในแต่ละชุมชนท้องถิ่นไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ หนึ่งในงานวิจัยที่น่าสนใจของหน่วยงานนี้คือ การนำเส้นใยไผ่มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า กระเป๋า หรือรองเท้า โดยผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กระทั่งสามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ นอกจากนั้น ยังต่อยอดเพื่อก้าวสู่ภาคอุตสาหกรรมด้วยการนำเส้นใยไผ่ไปพัฒนาเป็นแผ่นดูดซับเสียง และที่วางสิ่งของท้ายรถ คุณถาวร บุญราศี เจ้าหน้าที่พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และเป็นผู้ดูแลโปรเจ็กต์นี้กล่าวว่า ข้อดีของไผ่คือโตเร็ว ไม่ต้องดูแลใส่ใจมาก ไม่ต้องใส่ปุ๋ย ยา นับเป็นพืชที่ลงทุนต่ำ ดังนั้น จึงมองว่าหากผลักดันเข้าสู่เชิงพาณิชย์แล้ว ไผ่น่าจะเป็นอีกทางเลือกของพืชเศรษฐกิจที่ชาวบ้านจะหันมาปลูกกันเพิ่มมากขึ้น ฉะนั้น
เดิมเงาะยอดนิยมของไทยคือ เงาะสีชมพู จากนั้นจึงเป็น เงาะโรงเรียน ครองแชมป์ ระยะหลังๆ มานี้ เงาะสีทอง เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เงาะสีทอง ชื่ออย่างเป็นทางการคือ “เงาะทองเมืองตราด” ผสมและคัดเลือกพันธุ์โดย คุณประเสริฐ ชัยกุล เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาทำสวน ปี 2541 ซึ่งเป็นเกษตรกรระดับแนวหน้าของจังหวัดตราด “เงาะพันธุ์ทองเมืองตราด”…เป็นการผสมระหว่าง เงาะพันธุ์บางยี่ขันกับเงาะพันธุ์โรงเรียน เพราะนำเงาะพันธุ์บางยี่ขันไปติดตาบนต้นเงาะพันธุ์โรงเรียน แล้วนำเมล็ดมาเพาะและคัดเลือกต้นที่ให้ผลผลิตคุณภาพดีมาปลูกต่อ เงาะพันธุ์ทองเมืองตราด เป็นเงาะมีคุณภาพดี ลักษณะผลใหญ่ให้เนื้อมาก เนื้อผลจะแน่น แต่นุ่มกว่าเงาะพันธุ์โรงเรียน กรอบ ล่อน เมล็ดเล็ก เนื้อหวาน เปลือกผลจะมีความหนาเป็นพิเศษ ขนแข็งยาวเหยียดตรง เมื่อสุกแล้วจะไม่มีสีแดงเหมือนเงาะโรงเรียนโดยทั่วไป แต่จะมีสีเหลืองแต้มแดง สามารถเก็บได้นานโดยที่เปลือกไม่ดำ ซึ่งเป็นข้อดีของเงาะพันธุ์เมืองทองตราด อีกทั้งยังเป็นผลไม้ไม่ค่อยแตก สามารถขนส่งได้ไกลๆ และปลูกนอกฤดูได้ผลผลิตดี ในช่วงฤด
สะละอินโดฯ เป็นพืชท้องถิ่นของประเทศอินโดนีเซีย เกษตรกรไทยได้นำเข้ามาปลูกในประเทศไทยนานหลายปีแล้ว โดยเริ่มในจังหวัดทางภาคใต้ก่อน เนื่องจากมีอากาศชื้นและฝนชุกคล้ายภูมิประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งมีเกาะเป็นจำนวนมาก ต่อมาได้ขยายพื้นที่การปลูกไปหลายจังหวัด เช่น จังหวัดในภาคตะวันออก และจังหวัดภาคกลางบางจังหวัด มีโอกาสได้ชิมรสชาติสะละอินโดฯ ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีมาแล้ว รู้สึกประทับใจในความล่อนของเนื้อและความกรอบ ในสมัยนั้นสะละพันธุ์ดีๆ ของไทย เช่น สุมาลี เนินวง ยังไม่มีแพร่หลาย มีแต่ระกำหวาน ซึ่งคุณภาพยังเทียบกับสะละในปัจจุบันไม่ได้ แต่รสชาติหวานอมเปรี้ยวของสะละบ้านเราก็ยังเป็นที่นิยมมากกว่า เนื่องจากสะละอินโดฯ มีราคาแพงกว่าสะละบ้านเรา เกษตรกรชาวสวนยางในอำเภอยะหา จังหวัดยะลา คุณดอเลาะ สะตือบา อยู่ที่บ้านเลขที่ 101 หมู่ที่ 8 ตำบลบาโร๊ะ ได้ปลูกสะละอินโดฯ แซมในสวนยาง ซึ่งมีพื้นที่ 3 ไร่ เป็นจำนวน 400 ต้น ส่วนพื้นที่ที่เหลืออีก 4 ไร่ ได้ขุดบ่อปลา เลี้ยงไก่ และทำการเกษตรผสมผสานอย่างอื่น โดยการปลูกยางพาราจะใช้ระยะห่างระหว่างต้น 8 เมตร และระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร ในช่วงว่างระหว่างต้น 8 เมตรนั้น คุณดอ
เกษตรกรหลายจังหวัดได้หันมานิยมปลูกพืชเศรษฐกิจเพื่อการค้ากันมากขึ้น และ หลากหลายดูเหมือนว่าจะประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี ใช้เวลาไม่นานก็สามารถเก็บผลผลิตออก สู่ท้องตลาดได้แล้ว พืชทางเลือกมีหลายอย่างให้เลือกปลูก เน้นจุดคุ้มทุนเป็นหลัก ถึงจะพอมีเวลา ให้ได้ตั้งตัว คุณสถาพร ใจลูน เกษตรกรแห่ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ได้หันมาปลูกไผ่เป๊าะเพื่อการค้าเมื่อปีที่แล้ว โดยศึกษาจากตำรา เห็นว่าไผ่ชนิดนี้ปลูกง่ายและออกหน่อเก็บได้นาน ที่สำคัญหน่อมีขนาดใหญ่และอวบรสชาติอร่อย กรอบ เนื้อเยอะ ทำอาหารแทบไม่ต้องต้มก่อนเลยด้วยซ้ำไป นี่คือจุดเด่นของ ไผ่เป๊าะ คุณสถาพร เรียนรู้ด้วยตัวเองในการเป็นเกษตรกรตามแบบฉบับพื้นบ้านหรืออาจจะเรียกว่าครูพักลักจำนั่นแหละ การปลูกไผ่เป๊าะนี้ไม่ต่างกับปลูกไผ่รวก ไผ่เลี้ยงทั่วไปเลย มีเทคนิคอยู่อย่างหนึ่งในการปลูกไผ่คือ ขุดหลุมราวครึ่งศอก นำปุ๋ยคอกใส่ก้นหลุมคลุกกับน้ำพอเปียกแล้วนำพันธุ์ไผ่ลงปลูก เหยียบดินพอแน่นทิ้งไว้อาทิตย์เดียวไผ่ก็จะแตกตา ถือว่าไผ่กอนี้รอดแล้ว ไม่ตาย คุณสถาพรปลูกไผ่เป๊าะ 2 ไร่ ไผ่เลี้ยง 1 ไร่ เคล็ดไม่ลับในการปลูกไผ่ในหน้าแล้งหรือชำไผ่ช่วงหน้าแล้ง ให้ตัดข้อด้านบนสุ
