พืชทำเงิน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ภัยแล้ง” เป็นปัญหาทางธรรมชาติที่เกษตรกรหลายคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ถึงกระนั้นเราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เนื่องจากเมืองไทยของเรามักมีปัญหาเรื่องน้ำไม่เพียงพอต่อการเกษตรบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อน จะทำอย่างไรดีเพื่อให้ยังคงเพิ่มผลผลิตมีรายได้เลี้ยงชีพต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องมองหาแนวทางอย่างถูกต้อง เพื่อรู้จักกับปัญหาดังกล่าวรวมถึงเข้าใจวิธีแก้ไข ทำความรู้จัก “ภัยแล้ง” คืออะไร? ต้องอธิบายว่าภัยแล้งคือ ความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นทางธรรมชาติจากภัยทางอากาศและพื้นดิน ที่เราไม่สามารถควบคุมหรือคาดเดาได้ เมื่อฝนที่ควรตกลงมาให้ความชุ่มชื้นกลับไม่เป็นไปตามฤดูกาล หรือตกลงมาน้อยกว่าปกติ พื้นดินจึงเกิดความแห้งแล้ง ส่งผลกระทบต่อผู้คน เศรษฐกิจ สังคม โดยเฉพาะภาคเกษตรกร ประเทศไทยเราพบได้บ่อยในภาคอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเกิดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความชื้นในอากาศ ความชื้นในดิน ระยะเวลาที่แห้งแล้ง ขนาดของพื้นดินที่แห้งแล้ง เป็นต้น อย่างไรแล้ว ภัยแล้งเกิดขึ้นได้ทั้งทางธรรมชาติ อย่างที่บอกคือสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป อุณหภูมิโลก ระดับน้ำทะเล ภัยทางธรรมชาติ อย่างฝนไม่ตก
สมัยก่อน “กระจับเขาควาย” เป็นวัชพืชเท่านั้น แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นพืชที่สามารถสร้างรายได้ให้ไม่น้อย ใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวเพียงแค่ 4 เดือนก็ได้ผลผลิตจำหน่าย สามารถเก็บขายได้ 2-3 รอบเลยทีเดียว กระจับเป็นพืชน้ำล้มลุกอายุหลายฤดู มีอยู่ทั่วไป ลักษณะเป็นกอลอยน้ำ ชอบน้ำนิ่ง มีรากหยั่งยึดดินและมีไหล ใบเดี่ยวมี 2 แบบ ใบที่ลอยน้ำมีก้านยาว อวบน้ำและพองเป็นกระเปาะตรงกลาง ทำให้ลอยน้ำได้ดี แผ่นใบมีรูปร่างคล้ายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนหรือรูปพัด ใบจะเรียงรอบลำต้นเวียนเป็นเกลียวถี่ๆ ทำให้ดูเหมือนใบแผ่เป็นวงรอบต้น ใบอีกแบบหนึ่งอยู่ในน้ำ เป็นเส้นฝอยๆ คล้ายราก ดอกเป็นดอกเดี่ยวสีขาว ออกที่โคนก้านใบ มีกลีบดอก 4 กลีบ บานอยู่เหนือน้ำ เมื่อติดผลแล้วก้านดอกจะงอกลับลงน้ำและผลจะเจริญอยู่ใต้น้ำ ผลอ่อนสีม่วงอมแดงจะเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ส่วนที่เป็นเขาโค้ง 2 ข้าง เจริญมาจากกลีบเลี้ยง ผลหรือฝักกระจับมีสีดำขนาดใหญ่ เปลือกหนาแข็งงอโค้งคล้ายเขาควาย เมื่อกะเทาะเปลือกนอกที่แข็งออก จะได้เนื้อในสีขาว มีแป้งมาก สำหรับประโยชน์ของกระจับมีมากมาย ซึ่งส่วนมากและการใช้ประโยชน์จากกระจับจะนิยมนำฝักกระจับ มากิน เนื้อของฝักกระจับสามาร
“จิตร์นิยม” สวนผลไม้ชื่อดังของจังหวัดปราจีนบุรี ที่ได้เป็นสวนออร์แกนิกดีเด่นระดับประเทศจากกรมวิชาการเกษตร ประจำปี 2556 มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยรุ่นอาเหล่ากงบุกเบิกทำเป็นสวนเกษตรอินทรีย์เป็นที่แรกของอำเภอศรีมหาโพธิ จนเริ่มเป็นที่รู้จักในยุคคุณสมพร อุดมสิน ในชื่อสวนจิตร์นิยม และได้รับการเฝ้าดูจนมาถึงรุ่นคุณเกรียงศักดิ์ อุดมสิน เจ้าของสวนคนปัจจุบัน ผู้ทำการตลาดส่งออกผลไม้และติดต่อขายกับ 24 Shopping ในรูปแบบ E-Commerce และห้างสรรพสินค้า Central จนมาถึงรุ่นที่ 4 ซึ่งได้มีการวางแผนลงทุนและต่อยอดต่อไป ปัจจุบันที่สวนก็ยังยืนหยัดที่จะทำเกษตรอินทรีย์ 100 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงมีการขยับขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากเดิมพื้นที่ 20 ไร่ จนถึงปัจจุบันขยายพื้นที่ไปถึง 500 ไร่ นับได้ว่าเป็นอีกสวนเกษตรผสมผสานแบบอินทรีย์ที่มากคุณค่า มากเรื่องราว และน่าค้นหาเป็นอย่างมาก คุณบุณยกร อุดมสิน หรือ คุณเนียร์ อยู่บ้านเลขที่ 29/1 หมู่ที่ 2 ตำบลหนองโพรง อำเภอศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง ในวัย 23 ปี ที่กำลังจะกลับมาสานต่อกิจการทำสวนของที่บ้าน อยู่ในช่วงระหว่างการเปลี่ยนรุ่นการดูแล โดยได้มีกา
เมื่อพูดถึงสินค้าอัตลักษณ์จังหวัดพังงา เชื่อว่าหลายคนคงนึกถึงทุเรียนสาลิกาพังงาเป็นลำดับแรก มีลักษณะเฉพาะตัวและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร ทำให้ทุเรียนสาลิกาพังงาเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค และเป็นที่นิยมในตลาดสำหรับผู้บริโภคที่ชื่นชอบทุเรียนพันธุ์พื้นเมือง นอกจากนี้ยังมีสินค้าอัตลักษณ์อื่นๆ ที่สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดพังงา เช่น ข้าวไร่ดอกข่าพังงา มังคุดทิพย์พังงา ปลิงทะเลเกาะยาว เป็นต้น สวนเย็นจิตกะปง แหล่งผลิตทุเรียนสาลิกาพังงาดั้งเดิม การันตีด้วยรางวัลแหล่งผลิตสินค้าอัตลักษณ์ต้นแบบ และรางวัลเกษตรกรดีเด่น ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจของคุณจำลอง เอี๋ยวสกุล พ่อผู้ก่อตั้ง และคุณฐิติกร เอี๋ยวสกุล ลูกชายผู้สืบทอด ทำให้สวนเย็นจิตกะปงเป็นหนึ่งในสวนทุเรียนที่ใครหลายคนถามถึง อยากเข้ามาเยี่ยมชม และทดลองชิมถึงสวนสักครั้ง คุณพ่อจำลอง ผู้ก่อตั้งสวนเย็นจิตกะปง เริ่มต้นปลูกทุเรียนพันธุ์สาลิกาพังงากว่า 200 ต้น และทุเรียนพันธุ์หมอนทองอีกเล็กน้อย เพื่อจำหน่ายและรับประทานในครอบครัว แต่ด้วยข้อจำกัดด้านการตลาด คุณพ่อจำลองจึงตัดสินใจโค่นทุเรียนบางส่วน เปลี่ยนไปทำสวนยางพาราและปาล์มน้ำมันทดแทน ซึ่งให้ผลส
รอยต่อระหว่างจังหวัดตากไปลำปาง สองข้างทาง ดูไม่ร่มรื่นนัก โดยเฉพาะที่อำเภอสามเงา ทั้งนี้ เป็นเพราะอยู่ในอิทธิพลของเงาฝน กระนั้นก็ตาม เมื่อเลี้ยวลึกเข้าไปตามซอกซอย จะเห็นแปลงปลูกฝรั่ง กล้วยไข่ รวมทั้งมะละกอ เกษตรกรอาศัยความอุมสมบูรณ์ที่แม่น้ำวังไหลผ่าน สำหรับทำการเกษตร มะละกอที่ปลูกกัน ทำรายได้ให้ดี โดยเฉพาะพันธุ์เรดเลดี้ คุณสมจิตต์ บุญมาวงศ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายขายเขตภาคเหนือ บริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ปลูกมะละกอพันธุ์เรดเลดี้ ส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ตาก กำแพงเพชร นครศรีธรรมราช กระบี่ และจังหวัดอื่นๆ ลักษณะประจำพันธุ์ “เรดเลดี้” มะละกอของบริษัท เพื่อนเกษตรกร จำกัด ที่ได้รับความนิยมมีอยู่หลายสายพันธุ์ เรดเลดี้ เป็นสายพันธุ์หนึ่ง ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก จุดเด่นคือให้ผลผลิตเร็ว ลำต้นสูง 60-80 เซนติเมตร ก็เริ่มให้ผลผลิตแล้ว ผลผลิตมากกว่า 40-50 ผลต่อต้น ต้านทานไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคใบด่างวงแหวนได้ดี ผลที่เกิดจากดอกตัวเมียจะมีลักษณะกลม-สั้น เนื้อสีส้มแดง ผลที่เกิดจากดอกกะเทย ผลมีลักษณะยาว เนื้อหนา น้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม เมื่อสุก มะละกอเรดเลดี้มีกลิ
ปุ๋ยคอก คือ ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากมูลสัตว์ต่างๆ ที่อยู่ในรูปของเหลวและของแข็ง ส่วนใหญ่จะเป็นมูลสัตว์เลี้ยง เช่น มูลวัว ไก่ เป็ด สุกร ประกอบด้วยอุจจาระและปัสสาวะของสัตว์ ซึ่งเป็นส่วนของซากพืชและสัตว์จากอาหารที่สัตว์ผ่านกระบวนการย่อยสลายจากระบบย่อยอาหาร ธาตุอาหารในปุ๋ยคอกจะมีปริมาณมากน้อยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น วิธีการเลี้ยง การเก็บรักษา แหล่งที่อยู่ของสัตว์ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อพืชผักแล้ว ยังช่วยป้องกันรักษาหน้าดินและบำรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกพืชด้วย ในปุ๋ยคอกมีการหมักหมมของเชื้อรา หากเราใส่ให้ต้นไม้ทุกวันจะส่งผลทำให้ดินเค็ม นอกจากนี้ มันจะยังทำให้ต้นไม้เราได้รับสารอาหารเยอะเกินจำเป็น และในช่วงหน้าฝนจะมีไนโตรเจนในอากาศเยอะอยู่แล้ว เราไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยต้นไม้เยอะในช่วงนั้น พืชพรรณ พืชผัก พืชไม้ยืนต้น อาจมีความต้องการปริมาณปุ๋ยคอกแตกต่างกันไป รวมถึงลักษณะการปลูกที่แตกต่างกันด้วย จึงควรรู้วิธีใช้ปุ๋ยคอกให้มีประสิทธิภาพ ตามชนิดของพืชและลักษณะการปลูก เพื่อบำรุงพืชให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ชนิดของพืช – ข้าว จะใช้ปุ๋ยคอก 2 ตันต่อไร่ โดยหว่านให้ทั่ว แล้วไถกลบ ก่อนเริ่
บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน ให้ความสำคัญกับการเลือกสรรวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพสูง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นเทรนด์กระแสหลักสำหรับวงการอาหารและเครื่องดื่มในปี 2568 เพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เดินหน้าต่อเนื่องสานต่อความสำเร็จ “โครงการเกษตรกรคู่ชีวิต” มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการปลูกกะเพราของเกษตรกรในชุมชนท้องถิ่นรอบโรงงานซีพีแรม ให้สอดคล้องตามมาตรฐาน GAP (Good Agricultural Practices) เพื่อสร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภคและผู้ปลูก สร้างรายได้ และความเป็นอยู่ที่ดีของเกษตรกร พร้อมสร้างความปลอดภัยทางอาหาร – ความมั่นคงทางอาหาร – ความยั่งยืนทางอาหาร ปลูกกะเพราขายซีพีแรมสร้างรายได้งามตลอดปี กลุ่มเกษตรกร 10 ครัวเรือนในพื้นที่หมู่ 3 ตำบลโนนแดง อำเภอโนนศิลา จังหวัดขอนแก่น มีอาชีพและรายได้อย่างมั่นคง เฉลี่ยเดือนละ 2 แสนบาท หลังเข้าร่วมโครงการเกษตรกรคู่ชีวิต ของบริษัท ซีพีแรม จำกัด (ขอนแก่น) นายประหยัด อุสาย เกษตรกรต้นแบบของโครงการเกษตรกรคู่ชีวิต ในจังหวัดของแก่น กล่าวว่า ปี 2560 เจ้าหน้าที่ซีพีแรมมาชวนปลูกกะ
ชื่อสามัญ : ผักหวานป่า ; Pak warn ชื่อวิทยาศาสตร์ : Melientha suavis วงศ์ : OPILIACEAE ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ผักหวานป่า เป็นไม้พื้นเมือง มีถิ่นกำเนิดอยู่ในไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ใบหนาสีเขียวเข้มเป็นมัน ก้านใบสั้นๆ เหนียวติดกะลำต้น เป็นใบเดี่ยว รูปร่างรีๆ เหมือนไข่ ปลายใบป้านกลมอาจมีรอยเว้าบ้าง มีหูใบเล็กๆ บริเวณก้านใบ ผล ก็จะเป็นพวงๆ มีสีเหลืองอมน้ำตาล ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร ชอบขึ้นตามเชิงเขา หรือตามป่าเต็งรัง ที่เป็นหินปนดินดาน หรือปนทราย ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ผักหวานป่าจะทิ้งใบจนแทบหมดต้น แล้วต่อมาเดือนกุมภาพันธ์พฤษภาคม ก็จะแตกยอดและใบอ่อนให้ได้กินกันทุกปี ผักหวานป่า เป็นที่รู้จักบริโภคกันทุกภาค เนื่องจากรสชาติดี หากินยาก มีเฉพาะฤดูกาล ราคายังค่อนข้างสูง ปัจจุบัน ประมาณกิโลกรัมละ 100-200 บาท หน้าฝนก็อาจถูกลงมาบ้าง ตามหลักการของดีมานและซัพพลาย แต่ก็ยังถือว่าเป็นพืชทำรายได้ที่ดีแก่ชาวบ้านอย่างหนึ่งในขณะนี้ คนนิยมซื้อหาไปปรุงอาหาร และมีความต้องการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการดัดแปลง สูตร เช่น ก๋วยเตี๋ยวเนื้อใส่ผักหวาน ผักหวานผัดน้ำมันหอย แกงจืดผักหวาน ฯลฯ
เข้าหน้าแล้ง ปลูกอะไรที่ใช้น้ำน้อย ดูแลไม่ต้องเยอะแต่สร้างรายได้ดี เกษตรกรนครราชสีมา เจ้าของไร่แตงโม ใช้ช่วงว่างเว้นจากการทำนาปลูกข้าว ปรับเปลี่ยนมาปลูกแตงโม พันธุ์กรีนซันเลส ปลูกเพียง 2 เดือนก็ได้ผลผลิตจำหน่ายขายได้ราคาดี คุณสมพร อุดมบุญ เจ้าของไร่แตงโม ตำบลดงใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา เดิมพื้นที่ตรงนี้ 7 ไร่ เป็นที่ทำนาปลูกข้าว ซึ่งช่วงหน้าแล้งว่างเว้นจากทำนา จึงหันไปปลูกแตงโมพันธุ์กรีนซันเลส จุดเด่นของสายพันธุ์นี้ ลูกโต เนื้อแดง หวานฉ่ำ ซึ่งขายได้ราคาดีมาก มีลูกค้าบางคนเดินทางมาซื้อถึงที่สวน ทำให้มีรายได้เสริมที่ดีมากในช่วงหน้าแล้ง อีกทั้งยังให้ผลผลิตภายใน 2 เดือน กวาดเงินสด 120,000 บาทต่อรอบ มีพ่อค้าแม่ค้ามาแห่ซื้อแตงโมกันอย่างคึกคัก แม่ค้าคนกลางรายหนึ่ง ชาวจังหวัดนครราชสีมา ที่มาเหมาซื้อแตงโมทั้ง 7 ไร่ ก่อนนำส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้าในตลาด เล่าว่า “ได้มีการตกลงราคาเหมาแปลง ประมาณ 120,000 บาท” นำรถมารอรับเพื่อนำไปขายในตลาดต่างๆ ทั้งในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาและจังหวัดต่างๆ แตงโมที่สวนแห่งนี้ถึงขายดีเป็นพิเศษ เนื่องจากแตงโมลูกใหญ่มีน้ำหนักตั้งแต่ 4-8 กิโลกรัม โดยคนงานคัดแตงโม บ
มะม่วงได้ชื่อว่า เป็นไม้ผลที่ปลูกมากที่สุดในเมืองไทย เพราะมะม่วงเป็นไม้เมืองร้อน ที่ปรับตัวได้ดีในทุกภูมิภาคทั่วไทย ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ อีสาน กลาง แต่พื้นที่ภาคใต้ สภาพภูมิอากาศไม่เอื้อต่อการปลูกมะม่วงมากนัก เพราะเป็นแหล่งที่มีฝนชุกเกือบตลอดทั้งปี เกษตรกรสามารถปลูกมะม่วงคุณภาพเพื่อการส่งออกได้ผลดีเฉพาะเขตพื้นที่ภาคใต้ตอนบนคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เท่านั้น ส่วนจังหวัดอื่นๆ ในโซนพื้นที่ภาคใต้ไม่ค่อยพบเห็นการปลูกมะม่วงสักเท่าไหร่ ที่ผ่านมามีมะม่วงเพียงไม่กี่สายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดีในสภาพพื้นที่ของภาคใต้ เช่น “มะม่วงพันธุ์นาทับ” มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่พื้นที่ตำบลนาทับ จังหวัดสงขลา จุดเด่นของมะม่วงพันธุ์นี้คือ มีขนาดผลใหญ่ ลูกละเกือบ 2 กิโลกรัม เนื้อละเอียด เมล็ดบาง และรสชาติหวานอร่อย “มะม่วงเบา” เป็นมะม่วงพันธุ์พื้นเมืองของภาคใต้ นิยมปลูกแพร่หลาย มะม่วงเบามีขนาดผลเล็ก ให้ผลดกต่อเนื่องทั้งปี นิยมนำมาปรุงอาหารโดยเฉพาะเมนูอาหารยำ หรือขายในลักษณะมะม่วงดอง ที่ผ่านมามีเกษตรกรบางรายนำพันธุ์มะม่วงอื่นๆ เช่น มะม่วงมันศาลายา มะม่วงเขียวไข่กา มะม่วงฟ้าลั่น มะม่วงเขียวเสวย มะม่วงน้ำดอกไม้ มะม่วงแก้วลืม
