SMEs
‘ขนมแม่เอย’ หนึ่งในแบรนด์ OTOP ซึ่งมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในวงการขนมไทย และได้ก้าวสู่ความสำเร็จในตลาดออนไลน์อย่างเต็มตัว การตัดสินใจขยายช่องทางจำหน่ายจากออฟไลน์สู่ออนไลน์ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และทำให้แบรนด์ได้รับการยอมรับในวงกว้าง จากสูตรขนมครอบครัว สู่แบรนด์ ‘ขนมแม่เอย’ คุณเอย-พิราภรณ์ มาริษชัย ทายาทรุ่น 2 ของแบรนด์แม่เอย เล่าให้ฟังว่า แบรนด์ ขนมแม่เอย เริ่มต้นมาจากคุณพ่อคุณแม่ทดลองทำขนมเปี๊ยะในยุคเศรษฐกิจยากลำบาก ช่วงปี 40 โดยใช้สูตรที่ได้จากนิตยสารและนำมาปรับให้เข้ากับรสนิยมของลูกค้า จากนั้นนำไปขายที่ร้านของฝาก ก่อนขยายธุรกิจไปสู่ห้างสรรพสินค้าและออกบูธงานอีเวนต์ต่างๆ จนมาถึงการเปิดโรงงานผลิตที่จังหวัดนครปฐม โดยมีการนำนวัตกรรมมาใช้ควบคู่กับวัฒนธรรมไทย ทำให้แบรนด์มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น และตอบโจทย์ตลาดได้อย่างครบถ้วน ความหลากหลายของขนม มีทั้ง ขนมเปี๊ยะหลากหลายรสชาติ ที่ใช้ผลไม้สด เช่น กล้วย ลำไย สตรอเบอร์รี สับปะรด มะตูม และมันม่วง รวมถึงขนมไทยพร้อมทานหลากหลายชนิด และขนมสำเร็จรูปส่งออก ที่มีอายุการเก็บรักษานานถึง 1 ปี สามาร
มูลค่าตลาดอาหารจากแมลงทั่วโลกในปี 2566 อยู่ที่ประมาณ 1,232.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคาดว่ามูลค่าของตลาดจะสูงถึง 7,600.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2576 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย ร้อยละ 19.9 ระหว่างปี 2567-2576 เนื่องจากตลาดเห็นความสำคัญของแมลงที่มีประโยชน์ทางโภชนาการสูง และปัจจุบันมีผู้บริโภคอาหารจากแมลงทั่วโลกกว่า 2,000 ล้านคน ประกอบกับองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) คาดการณ์ว่าประชากรโลก จะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 9 พันล้านคน ภายในปี 2593 ทำให้มีความจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารเพิ่มขึ้น จึงได้ประกาศให้แมลงเป็นแหล่งอาหารในอนาคตของโลก เนื่องจากให้ประโยชน์ทั้งเรื่องสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม ประเด็นเรื่องสุขภาพ แมลง คืออาหารที่มีประโยชน์และมีโภชนาการ หากเปรียบเทียบกับโปรตีนชนิดอื่นในปริมาณ 100 กรัม จิ้งหรีดจะมีปริมาณโปรตีน 70 กรัม ในขณะที่เนื้อไก่ เนื้อวัว และไข่ไก่ จะให้ปริมาณโปรตีน 32 กรัม 21 กรัม และ 13 กรัม ตามลำดับ นอกจากนี้ แมลงหลายชนิดอุดมไปด้วยไขมันดี มีแคลเซียม ธาตุเหล็กและสังกะสีในระดับสูง สำหรับด้านสิ่งแวดล้อม แมลงปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าปศุสัตว์อื่นๆ การเลี้ยงแม
“ชาไทย” ที่หลายคนรู้จัก มักจะเป็นสีส้มที่ดูเข้มข้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว รู้หรือไม่ว่า ชาไทยนั้นไม่ได้มีสีส้ม แต่สีที่เห็นนั้นเกิดจากการที่ใส่สีสังเคราะห์ ที่ชื่อว่า Sunset yellow FCF เพื่อให้เกิดสีส้มที่ดูน่าทาน และกลายเป็นภาพจำ เป็นเอกลักษณ์ของเมนูชาไทยไปแล้วว่าชาไทยต้องมีสีส้ม อีกทั้งยังเป็นเมนูฮิตนิยมนำมาขายตั้งแต่ร้านเล็กไปจนถึงแบรนด์ใหญ่ ปัจจุบันนี้ผู้คนเริ่มหันมาใส่ใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ทำให้เทรนด์ “ชาไทยไม่ใส่สี” กำลังจะกลายเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้บริโภค แบรนด์ใหญ่ๆ หลายแบรนด์ เริ่มมีการออกเมนูชาไทยไม่ใส่สี ชูจุดขายคือ ไม่แต่งสี ไม่แต่งกลิ่น แต่ยังคงรสชาติที่เข้มข้นแบบดั้งเดิมโดยไม่ต้องพึ่งสีสังเคราะห์ ซึ่งก่อนหน้านี้ ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล ก็ได้มีการทำเครื่องดื่มเมนูพิเศษร่วมกับ Erewhon ชื่อว่า Thai up the world เป็นชาไทยในรูปแบบพรีเมียม ไม่แต่งสี ราคา 11$ หรือประมาณ 380 บาท ส่วนผสมทุกอย่างเป็นออร์แกนิก ประกอบไปด้วย ชาดำออริจินอลแบบไม่หวาน ผสมกับครีมออร์แกนิกจากฟาร์มโคนมในแคลิฟอร์เนีย เพิ่มความหวานด้วยเมเปิ้ลไซรัปและผงวานิลลา เป็นชาไทยสูตรเฉพาะ ที่คงรสชาติของความดั้งเดิมไว้ ซึ
บรรทัดทอง ตั้งต้นจากการไม่พึ่งพิงนักท่องเที่ยวยุโรป แต่ดังในกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนและเอเชีย ช่วงพีกมีนักท่องเที่ยววันหนึ่งนับหมื่น ซึ่งประเมินว่านักท่องเที่ยว 1 คนน่าจะมีการจับจ่ายราว 250-500 บาท แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ซิงซิง ดาราจีน หายตัวไปช่วงมาประเทศไทย นักท่องเที่ยวหลักของบรรทัดทอง คือคนจีน ก็หายไปอย่างน่าใจหาย และหลังเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ทำให้นักท่องเที่ยว ยกเลิกการมาเมืองไทยกับบริษัททัวร์แทบเป็นศูนย์เลยทีเดียว ข้อมูลดังกล่าว คือส่วนหนึ่งจากปาก คุณสิทธิฉันท์ วุฒิพรกุล ที่ปรึกษาสมาคมผู้ประกอบการถนนบรรทัดทอง ซึ่งเคยให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ไว้ และวันเดียวกันนั้น เขาได้เชิญฝ่ายการเมือง นำโดย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร “พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน” มาร่วมสำรวจสภาพจริงบนถนนบรรทัดทอง ที่จากเคยขายดิบขายดีกันทุกร้าน กลายสภาพมาเป็นเงียบเหงา ห้องเช่าแขวนป้าย “เซ้ง” กันเป็นแถว “สตรีตฟู้ดเมืองไทย เป็นที่ขึ้นชื่อในหมู่ชาวต่างชาติ และยังช่วยส่งเสริการการท่องเที่ยวได้ดีมาก แถมมีเสน่ห์อย่างแรง แต่ยอมรับว่าของค้าขายในย่านใจกลางเมือง มักมีราคาแพง ถ้ายังมีถนนสายอาหาร ที่ราคาจั
จากนักเรียนไทยในแดนมังกร สู่นักไลฟ์สดมือโปร เรื่องราวของ คุณเปรมวดี อมราภรณ์พิสุทธิ์ หรือ คุณบีบี เจ้าของช่อง Chinbebe บนแพลตฟอร์ม TikTok ไทย และ ช่อง 泰国BB บนแพลตฟอร์ม Kuaishou, Douyin และ Xiao Hong Shu มีผู้ติดตามรวมกันกว่าครึ่งล้าน! เธอไม่ได้เริ่มต้นเส้นทางธุรกิจด้วยแผนการที่ชัดเจน แต่ด้วยความตั้งใจเพียงแค่ “อยากเรียนรู้ภาษาจีน” จึงตัดสินใจบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในประเทศจีน ในช่วงแรก เธอยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนจีนให้ความสนใจสินค้าจากเมืองไทยมากแค่ไหน จนกระทั่งอาจารย์และรุ่นพี่ชาวจีนเริ่มเข้ามาถามหา “ครีมหอยทาก” สินค้ายอดฮิตในเมืองไทย แต่เป็นไอเทมสุดฮอตในสายตาชาวจีน จากคำถามเล็กๆ กลายเป็นจุดเริ่มต้นของไอเดีย “บุกตลาดจีน” ด้วยสินค้าจากไทย และใช้เครื่องมือทรงพลังอย่าง ไลฟ์สด บนแพลตฟอร์มจีน จนสามารถสร้างยอดขายและฐานลูกค้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ จากนักศึกษาไทย สู่นักไลฟ์สด คุณบีบีเดินทางไปศึกษาต่อที่ประเทศจีน เพราะตั้งใจอยากเรียนภาษาจีนอย่างจริงจัง โดยที่ยังไม่รู้ว่าสินค้าไทยได้รับความนิยมในกลุ่มชาวจีนมากแค่ไหน แต่หลังจากใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นได้สักพัก เธอเริ่มได้รับคำถามจากอาจารย์ รุ่นพี
บทความโดย : อาจารย์ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ #ตู้จดหมายพลศรี ในโซเชียลเขาบอกกันว่า “ถ้าเราโกรธใคร เกลียดใคร จงยุให้เขาทำร้านอาหาร เป็นกิจการปราบเซียน เจ๊งแน่นอน” “ทำร้านอาหารยากจริงไหม” ตอบว่า “จริงครับ” เป็นสัจธรรมที่หลายคนรู้ดี แต่ก็แปลกทั้งๆ ที่รู้ คนก็อยากเปิดร้านอาหาร ร้านกาแฟสวยๆ กันไม่ขาดสาย เปิดใหม่สักพักเจ๊ง ก็มีคนมาเปิดใหม่อีก เข้าทำนองคำคมเปรียบเทียบประชดประชันโบราณเป็น “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ผมเกี่ยวข้องแวะเวียนเป็นเพื่อน เป็นคนรู้จัก เป็นที่ปรึกษา จัดอบรม ตรวจร้านอาหาร นับเป็นร้อยร้าน ผ่านกลับไปมีทั้งที่ยังอยู่ กิจการก้าวหน้า และอีกหลายสิบเลิกกิจการไปแล้ว บางร้านผมไปช่วยตั้งไข่ให้ตั้งแต่ต้น ไล่ไปตั้งแต่ช่วยออกแบบพื้นที่ สร้างครัว ทำร้าน สร้างเมนู ออกแบบอาหาร ทดลองอาหาร แนะนำการบริหารงาน การจัดการต้นทุน การตั้งราคาขาย การโปรโมต โฆษณา เรียกว่าทำกันถ้วนทั่วทุกกระบวนความ มีร้านที่ลงทุนจ้างอินฟลูเอนเซอร์ โฆษณาในโซเชียล หมดเป็นแสนก็ยังเจ๊งอยู่ดี ร้านที่รอดก็มีเยอะครับ เดี๋ยวจะโดนนินทาว่า ผมไปให้คำปรึกษาใครเขาเจ๊งหมด องค์ประกอบที่ทำให้กา
มากกว่าการช้อปปิ้ง คือ การเติบโตไปด้วยกัน เปิดเส้นทางแห่งการเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชนของ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) หนุนคนตัวเล็ก ผลักดันสินค้า OTOP และ SMEs เสริมรายได้ผู้สูงวัย และสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เพราะการเป็น “พันธมิตรของชุมชน” อย่างแท้จริงนั้น ไม่ใช่เพียงแค่การ “ตั้ง” อยู่ในชุมชนเท่านั้น แต่คือการจับมือเพื่อเติบโตไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน นี่คือพันธกิจที่ ซีเจ มอร์ (CJ MORE) ยึดมั่นมาตลอดการดำเนินธุรกิจตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และยังคงตอกย้ำบทบาทของ “การเชื่อมร้อยหัวใจของชุมชน” ผ่านการสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย และผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น รวมไปถึงโครงการเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง สะท้อนแนวคิดหลัก “ครบ ถูก คุ้ม” ที่เป็นมากกว่าแค่เรื่องของราคาหรือสินค้าภายในร้าน แต่คือการร่วมเติบโตไปกับชุมชน เปิดพื้นที่ให้คนตัวเล็กได้ก้าวต่อ และสร้างพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมให้ไปต่อได้อย่างมีคุณค่า เปิดเวทีของคนตัวเล็กได้มีโอกาสเติบโตอย่างมีคุณค่า ซีเจ มอร์ ได้ขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ที่สะท้อนถึงความตั้งใจในการสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธร
หนึ่งในคนไทยที่รู้จัก “ตลาดจีน” อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่แค่ในฐานะนักธุรกิจ แต่ยังเป็นผู้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางผู้บริโภคชาวจีนมายาวนานกว่า 20 ปี คุณเปี๊ยก-บุญชัย ลิ่มอติบูลย์ CEO Moomall / Co-Founder ของ PUNDAI – ปันได้ และเจ้าของช่อง TikTok พี่เปี๊ยกจัดให้, พี่เปี๊ยกบ้านอยู่จีน ผู้ติดตามหลักแสน เริ่มต้นจากการเป็นนักเรียนไทยที่ไปเรียนต่อที่จีน สู่การเป็นนักขายอสังหาริมทรัพย์ให้กับชาวต่างชาติในช่วงยุคบูมของจีน ก่อนจะหันมาเรียนรู้โลกออนไลน์ และเริ่มเข้าใจ “วิธีขาย” ให้ถูกจริตผู้บริโภคแดนมังกร จากนักเรียนไทย สู่การบุกตลาดจีน คุณเปี๊ยกใช้ชีวิตอยู่ในประเทศจีนมายาวนานกว่า 20 ปี โดยเริ่มจากการไปเรียนต่อปริญญาโท และหลังจากนั้นได้มีโอกาสทำงานกับบริษัทเกี่ยวกับไฟแนนซ์แห่งหนึ่ง ย้อนกลับไปช่วงปี 2010 ถือเป็นยุคเฟื่องฟูของอสังหาฯ ในจีน โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งที่มีชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนกันอย่างคึกคัก “เพราะฉะนั้น คนก็เลยนิยมซื้อเพื่อลงทุน โดยเป็นการปล่อยเช่าให้กับชาวต่างชาติ ทำให้ผมเข้าไปอยู่ในพวกอาคาร คอนโดที่เพิ่งสร้างเสร็จ เนื่องจากคนที่ซื้อไปเขาไม่ได้ซื้อเพื่อความสวยงาม แต่ทำยังไงก็ได้
แบรนด์ ‘Merge’ ถือเป็นแบรนด์แฟชั่นของคนไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยก่อตั้งขึ้นจาก 2 พาร์ตเนอร์ คุณกลด-อธิศ ทิพย์ชัยเชษฐา และ คุณพรปวีณ์ ด่านมิ่งเย็นวงศ์ เมื่อปี 2563 เริ่มต้นด้วยการขาย ‘กางเกงยีนส์’ ที่ผลิตมาเพื่อแก้ปัญหาของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะรูปร่างแบบไหน อกเล็ก หรือสะโพกใหญ่ ก็สามารถใส่กางเกงยีนส์ได้อย่างมั่นใจ โดยผ่านการพัฒนาแพตเทิร์นมามากกว่า 10 ครั้ง จนกลายเป็นกางเกงยีนส์คุณภาพที่มีให้เลือกถึง 10 ไซซ์ จากนั้นได้มีการออกกางเกงอีกหลายคอลเล็กชัน ซึ่งมีดีไซน์โดดเด่น เป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้ ‘Merge’ ยังผลิตสินค้าแฟชั่นวางจำหน่ายหลากหลาย ทั้ง เสื้อ เดรส กระโปรง แอกเซสซอรี เช่น กิ๊บ เข็มขัด และที่ได้รับความนิยมสุดๆ คือ กระเป๋า โดยออกรุ่นแรกๆ Merge A-Day Bag กระเป๋า Tote ผลิตจากผ้าทอเทคนิค Flyknit เนื้อหนาพิเศษ น้ำหนักเบาแต่ทนทาน ในราคา 2,590 บาท จากนั้นก็ตามมาอีกหลายรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Merge A Day Bag Brown Dart ผลิตจากผ้า Flyknit สี Light Beige เกรดพิเศษ ตัดกับหนังวีแกนสีน้ำตาล ในราคา 2,790 บาท หรือจะรุ่นต้อนรับวันวาเลนไทน์ อย่าง MERGE A DAY BAG X SUPE
บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (PPE) ฉลองครบรอบ 25 ปีแห่งความสำเร็จในธุรกิจความปลอดภัย โดยมี คุณเสริมศักดิ์ วงศ์ชัย ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผยถึงจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2543 จากถุงมือผ้าธรรมดาสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมถุงมือเพื่อความปลอดภัย ที่ยึดมั่นในพันธกิจ “ทำให้คนทำงานอย่างปลอดภัย สะดวก และมีประสิทธิภาพ” คุณเสริมศักดิ์ กล่าวว่า หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญคือการพัฒนา แบรนด์ MICROTEX ซึ่งเป็นถุงมือถักไร้รอยต่อจากเส้นใยพิเศษที่ไม่ทิ้งฝุ่นและเศษด้าย นับเป็นรายแรกในประเทศไทยที่ผสานนวัตกรรมเพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้ กลัฟเท็กซ์เตรียมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต พร้อมลงทุนติดตั้ง Solar Rooftop เปลี่ยนรถบริษัทเป็น EV และเดินหน้าเชิงรุกขยายกลุ่ม Green Products เพื่อต่อยอดแนวคิด Circular Economy อย่างเป็นรูปธรรม “เรามุ่งมั่นเป็นมากกว่าผู้ผลิต แต่เราคือองค์กรที่ขับเคลื่อนอนาคตของความปลอดภัยและความยั่งยืนในทุกมิติ” คุณเสริมศักดิ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ นอกจากนี้ กลัฟเท็กซ์ยังได้ก้าวสู่ระดับโลกด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับแบรนด
