แปรรูปสินค้าเกษตร
ผู้เขียน : Huynh Nhat Mai Van ทุกปีเมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูแล้ง ใบไม้จำนวนมากที่ร่วงหล่นทับถมอยู่ตามพื้นป่า กลายเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงธรรมชาติที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าและปัญหาหมอกควัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนืออย่างจังหวัดเชียงใหม่ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 มาอย่างต่อเนื่อง แต่ใครจะคิดว่าใบไม้ที่หลายคนมองว่าไร้ค่าเหล่านี้ หากนำมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างเหมาะสม จะสามารถเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานได้จริง พร้อมสร้างมูลค่าและรายได้ให้กับคนในชุมชน วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปรู้จักกับ คุณทวีศักดิ์ อ่องศิริกุล เจ้าของแบรนด์ “ใบไม้ – ในสวน Nai Suan” ผู้มองเห็นโอกาสจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร จากใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้นป่า ใครจะคิดว่าวันหนึ่งจะถูกนำมาแปรรูปเป็นภาชนะบนโต๊ะอาหารได้ ด้วยแนวคิดที่มองเห็นคุณค่าของวัสดุธรรมชาติใกล้ตัว ผสานกับการทดลองและพัฒนา จึงเกิดเป็น “จานใบไม้” ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ และยังเปิดโอกาสให้คนในชุมชนมีรายได้ ตั้งแต่การเก็บรวบรวมใบไม้มาจำหน่าย ไปจนถึงการแปรรูปเป็นของใช้ เปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองข้ามให้กลายเป็นวัตถุดิบที่มีมูลค่า จุดเริ่มต้นจากโครงงานวิทยาศาสตร
ราคายางปี 69 ทุบสถิติสูงสุดในรอบ 10 ปี!!! การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คาดการณ์ว่า แนวโน้มราคายางพาราในไตรมาสที่ 4 ปี 2569 จะยังทรงตัวในระดับสูง และอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นบางช่วงจากปัจจัยพื้นฐานของตลาดโลกที่อุปทานตึงตัว อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯ และ กยท. ยังคงเดินหน้าวางมาตรการบริหารยางเชิงรุกทั้งระบบ ควบคู่เดินหน้ารักษาเสถียรภาพราคาเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคงในระยะยาว ที่ผ่านมาของ กยท. ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพยางพาราไทย สนับสนุนและส่งเสริมให้เกษตรกรใช้สารจับตัวยางที่ได้มาตรฐาน ป้องกันการใช้สารเคมีผิดประเภทและสิ่งปลอมปนที่อาจกระทบต่อคุณภาพผลผลิตและความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ยางพาราไทยในฐานะวัตถุดิบคุณภาพของอุตสาหกรรมโลก ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกษตรกร ภายใต้นโยบายเกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนของเกษตรกรไทย สร้างความเข้มแข็งของภาคยางพาราไทยให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของพี่น้องชาวสวนยางอย่างแท้จริง รู้จัก “ลานตี้ท่าด้วง” ลานยางพาราที่ราคาสูงที่สุดในประเทศ หลังจากการยางแห่งประเทศไทยสาขาเพชรบูรณ์ ได้ติดตามการส่งมอบยางก้อ
เศษกิ่งไม้ ใบไผ่ และวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการถูกทิ้งหรือกำจัดเสมอไป เพราะหากรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ ก็สามารถแปรรูปเป็นทรัพยากรที่ช่วยสนับสนุนการจัดการดินได้ หนึ่งในนั้นคือ ถ่านไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ วัสดุคาร์บอนที่ผลิตจากชีวมวลและสามารถนำไปใช้ปรับปรุงดินได้ตามความเหมาะสม จึงเป็นอีกทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ ภายในงาน เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีการจัดเวิร์กช็อป ‘การผลิตถ่านไบโอชาร์จากไผ่ (จัดการเศษวัสดุ คืนชีวิตให้ดิน)’ โดย ประสาน สุขสุทธิ์ เจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีประสบการณ์ดูแลสวนไผ่กว่า 100 ไร่ มาถ่ายทอดความรู้จากการศึกษาและทดลองด้วยตัวเอง พร้อมสาธิตแนวทางนำเศษไผ่มาแปรรูปเป็นถ่านไบโอชาร์เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จากปัญหาเศษไผ่ในสวน สู่การเรียนรู้ที่นำไปต่อยอดได้ จุดเริ่มต้นของประสานมาจากปัญหาที่พบในสวนของตัวเอง เมื่อการปลูกไผ่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้มีเศษกิ่ง ใบ รวมถึงวัสดุเหลือใช้เกิดขึ้นจำนวนมาก เขาจึงเริ่มมองหาวิธีจัดการวัสดุเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ก่อนศึกษาเรื่อ
ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มอ่านเนื้อหา อยากให้ลองลุกไปเดินสำรวจรอบบ้านกันก่อนสักรอบ ลองมองดูสิว่า มีกิ่งก้านใบไม้หรือพืชสมุนไพรตัวไหนขึ้นอยู่รอบรั้วบ้านเราบ้าง เชื่อไหมว่าสิ่งที่เราเห็นจนชินตาพวกนี้ จริงๆ แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้สบายมาก หลายคนอาจสงสัยใช่ไหมว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าพืชสมุนไพรตัวไหนบ้างที่ตลาดรับซื้อและขายได้จริง คำตอบคือมีเยอะมากจนเราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว แต่ติดอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้หลายคนปวดหัว ก็คือเรื่อง ‘เทคนิคการตาก’ เพราะตากทีไรใบไม้สีหมอง ขึ้นราง่าย พอเอาไปส่งขายก็ถูกกดราคาหรือไม่ก็โดนตีกลับมาทุกที เรื่องนี้แหละที่เป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งคนทำเกษตรเจอกันเยอะ ทาง เทคโนโลยีชาวบ้าน เลยจับมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานสัมมนา เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE ‘เกษตรไม่เหมือนเดิม’ ขึ้นมา เพื่อขนเอาความรู้และวิธีแก้ปัญหามาบอกกันแบบยกชุด ทั้งเวทีเสวนา บูธสินค้าเกษตร และกิจกรรมเวิร์กชอปอัปสกิลอาชีพ โดยเฉพาะเวิร์กชอปเด็ดที่มีผู้ให้ความสนใจกันจำนวนมากจนโต๊ะเต็มในเวลาอันรวดเร็ว จนต้องเปิดให้ร่วมกิจกรรมถึง 2 รอบ นั่นคือหัวข้อ เปลี่ยน ‘ใบไ
เทคนิคเกษตร
ตะไคร้ เป็นพืชล้มลุกที่เรียกได้ว่าไม่มีใครที่ไม่รู้จัก เพราะมีการนำมาเป็นเครื่องเทศ หรือส่วนผสมที่อยู่ในอาหารไทยหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นการทำต้มยำ การยำ หรือแกงเผ็ดต่างๆ ล้วนแล้วมีส่วนประกอบของตะไคร้เข้ามาช่วยทำให้อาหารมีรสสัมผัสและกลิ่นหอมมากขึ้น ซึ่งตะไคร้ถือว่าเป็นพืชที่ปลูกได้ง่ายและถือว่าเป็นพืชสมุนไพรประจำบ้านเลยก็ว่าได้ ด้วยความที่เป็นพืชที่ปลูกง่าย จึงทำให้ในบางฤดูกาลราคาจำหน่ายอาจไม่ได้สูงมากเหมือนพืชผักชนิดอื่นๆ จึงทำให้เกษตรกรมีการปรับตัวในเรื่องของการทำตลาดด้านอื่นที่มีรายได้มากกว่าเดิม แทนที่จะปลูกเพื่อจำหน่ายต้นเพียงอย่างเดียว คุณเสาวคนธ์ ภูมิผล เกษตรกรผู้ปลูกตะไคร้อยู่จังหวัดพิษณุโลก ได้มีการปรับเปลี่ยนจากการปลูกตะไคร้มาตัดเป็นใบส่งจำหน่ายแทนต้น เพราะตะไคร้ที่ตัดใบเมื่อนำมาตากแดดแล้วสามารถมาจำหน่ายเกิดรายได้ตลอดทั้งปี และด้วยความที่มีช่องทางการทำตลาดนี้เองจึงทำให้เธอแนะนำการปลูกกับญาติพี่น้อง จนทำให้มีกำลังผลิตที่ส่งตะไคร้ตัดใบเข้าโรงงานได้อย่างต่อเนื่องเป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ คุณเสาวคนธ์ เล่าให้ฟังว่า ปัจจุบันทำงานประจำอยู่ที่กรมชลประทาน โดยในช่วงว่างจากวันหยุดก็จะทำอาชี
ต้นยางนา พบได้ทั่วไปในประเทศไทย ซึ่งยืนยันได้จากชื่อหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ที่มีคำว่า “ยาง” มีอยู่ในทุกภาคของประเทศ เช่น อำเภอท่ายาง ท่าสองยาง ยางตลาด และยางชุมน้อย เป็นต้น และยางนา ไม้มีค่าคู่เมืองไทยมาช้านาน ความสำคัญแต่โบราณ ยาง หรือยางนา คือต้นยางที่ให้น้ำมันยางแก่คนไทยในรุ่นโบราณอย่างเป็นล่ำเป็นสัน รวมทั้งยังเป็นต้นไม้ที่คนไทยรุ่นเก่า ท่านได้นำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือนเป็นที่อยู่อาศัยเป็นลำดับรองลงมาจากไม้สัก เป็นต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตป่าดิบใกล้ๆ ลำห้วย ลำธาร ปัจจุบัน ปริมาณไม้ยางนาในประเทศลดลงมาก เนื่องจากการบุกรุกทำลายป่า เพื่อใช้ประโยชน์ที่ดินสำหรับการเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่อุดมสมบูรณ์ใกล้ๆ แหล่งน้ำที่มีไม้ยางนาขึ้นอยู่ จะเป็นที่ต้องการเพื่อการเพาะปลูกมาก การเจาะโคนไม้ยางเพื่อเอาน้ำมันยาง โดยใช้ไฟสุมและเผา ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำลายแหล่งพันธุกรรมไม้ยางนา จึงควรที่มีการอนุรักษ์และส่งเสริมการปลูกกันต่อไป ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้น ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 40-50 เมตร ลำต้นเปลาตรง เปลือกหนา เรียบ สีเทาหรือเทาปนขาว โคนต้นมักเป็นพูสูงขึ้นมาเล็กน้อย ข
ในมุมมองของคนทำเกษตร “วัชพืช” มักถูกมองว่าเป็นศัตรูตัวสำคัญของแปลงปลูก เพราะเข้ามาแย่งทั้งน้ำ แสงแดด และธาตุอาหารจากพืชหลัก หลายพื้นที่จึงเลือกกำจัดวัชพืชทันทีที่เริ่มพบเห็น แต่ในอีกมุมหนึ่ง วัชพืชอาจกำลังทำหน้าที่เป็น “สัญญาณจากธรรมชาติ” ที่ช่วยบอกสภาพของดินและระบบนิเวศในพื้นที่โดยที่หลายคนไม่ทันสังเกต แท้จริงแล้ว วัชพืชแต่ละชนิดไม่ได้ขึ้นแบบสุ่ม แต่จะเลือกเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตัวเอง บางชนิดชอบดินแน่น บางชนิดขึ้นได้ดีในดินกรด หรือบางชนิดมักพบในพื้นที่ที่มีธาตุอาหารไม่สมดุล จึงทำให้เกษตรกรสามารถใช้ “วัชพืช” เป็นตัวช่วยสังเกตคุณภาพดินเบื้องต้นได้ วัชพืช คือ “ตัวบอกสภาพดิน” ตามธรรมชาติ ในระบบนิเวศทางการเกษตร ธรรมชาติจะพยายามสร้างสมดุลให้กับพื้นที่อยู่เสมอ เมื่อดินมีปัญหาในลักษณะใด มักจะมีพืชบางชนิดเข้ามาปกคลุมพื้นที่นั้นโดยอัตโนมัติ เพื่อช่วยฟื้นฟูหรือปรับสภาพดินในระยะหนึ่ง เกษตรกรสมัยก่อนในหลายพื้นที่จึงนิยม “อ่านดินจากวัชพืช” ควบคู่ไปกับการสังเกตสภาพแวดล้อมอื่นๆ เช่น ความชื้น สีดิน หรือแมลงที่พบในแปลง แม้จะไม่สามารถใช้แทนการวิเคราะห์ดินทางวิทยาศาสตร์ได้ทั้งหมด แต่ก็ถือเป็นภู
ในยุคที่ปุ๋ยแพงจนแบกต้นทุนไม่ไหว ทางรอดเดียวของเกษตรกรคือการพึ่งพาตัวเอง วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านพาไปเปิดสูตรปุ๋ยอินทรีย์สารพัดประโยชน์จาก คุณสมศักดิ์ เครือวัลย์ (ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ปี 2558) เกษตรกรชาวสวนผลไม้ชั้นครูจากจังหวัดระยอง สูตรนี้ทำง่าย และตอบโจทย์คนรักต้นไม้ที่สุด เพราะผสมครั้งเดียวสามารถบำรุงได้ ทั้งพืชผักสวนครัว ไม้ผล ไม้ดอก ไม้ประดับ ยันไม้กระถางในบ้าน ทำอย่างไรมาดูกัน วิธีการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ มีกระบวนการผลิต ดังนี้ 1.1 มูลสัตว์แห้งละเอียด 1 ส่วน 1.2 แกลบดำ 1 ส่วน 1.3 อินทรียวัตถุอื่นๆ ที่หาได้ง่าย เช่น แกลบ ชานอ้อย ขี้เลื่อย เปลือกถั่วลิสง เปลือกถั่วเขียว และขุยมะพร้าว เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน 3 ส่วน 1.4 รำละเอียด 1 ส่วน 1.5 นำน้ำสกัดชีวภาพ 1 ส่วน + น้ำตาล 1 ส่วน + น้ำ 100 ส่วน คนจนละลายเข้ากันดี 1.6 กระสอบป่านเก่าๆ สำหรับคลุมปุ๋ยที่ผสมแล้ว 1.7 จอบ 1.8 พลั่ว และ 1.9 ฝักบัวรดน้ำ 2.1 เตรียมพื้นที่ผสมปุ๋ยบนพื้นซีเมนต์ หรือถ้าเป็นพื้นดินให้ปูผ้ายางเพื่อป้องกันปุ๋ยซึมลงดิน 2.2 นำเอาวัสดุต่างๆ มากองซ้อนกันเป็นชั้นๆ แล้วคลุกเคล้าจนเข้ากันดี 2.3 เอา
