แปรรูปสินค้าเกษตร
“มิโสะ” (Miso) เป็นอาหารหมักที่ทำจากถั่วเหลืองร่วมกับเกลือผ่านกระบวนการหมักโดยเชื้อราในกลุ่มแอสเปอร์จิลรัส ออไรเซ่ (Aspergillusoryzase) หรืออาจจะใช้หลายสายพันธุ์ ร่วมกัน เช่น แอสเปอร์จิลรัส โซแย่ (A.soyae) และอาจใช้ยีสต์ร่วมด้วย ปกติมักบ่มในถังไม้นาน ประมาณ 1-3 ปี โดยตลอดระยะเวลาที่บ่มสามารถเติมส่วนผสมอื่นลงไปได้จึงทำให้มิโสะมีสี รสชาติและกลิ่นที่แตกต่างกันออกไป มิโสะมีหลายสี อาทิ สีขาวครีม น้ำตาลแดง ไปจนถึงสีน้ำตาลเข้ม “มิโสะ” มีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว โดยใช้เป็นเครื่องปรุงรสให้แก่อาหารประเภทต่างๆ และนำเข้าในประเทศญี่ปุ่น หลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นได้ทำการปรับปรุงพัฒนาสายพันธุ์ของเชื้อราที่ใช้ในการหมักกระบวนการผลิตตลอดจนการปรุงแต่งรสเรื่อยมา ทำให้มิโสะมีความหลากหลายมากขึ้น ซึ่งต้นกำเนิดมากจากแถบเกียวโต โดยมีสีค่อนข้างขาว มิโสะ จัดได้ว่าเป็นอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร โปรตีน เหล็ก และโพแทสเซียม ช่วยในการเจริญเติบโตของกระดูกและที่สำคัญ คือ ธาตุเหล็กช่วยในการบำรุงโลหิต และวิตามิน เช่น บี 1 บี 2 บ
ปัจจุบัน ธุรกิจเห็ดออร์แกนิกกำลังเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะเห็ดเป็นแหล่งอาหารที่ให้แร่ธาตุ วิตามินที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ช่วยให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินอย่างเพียงพอ จึงมีผู้คนจำนวนมาก ชื่นชอบรับประทานผลิตภัณฑ์อาหารจากเห็ดออร์แกนิกหลากหลายรูปแบบ เหมาะกับ Life Style คนรักษ์สุขภาพ วิทยาลัยเทคนิครัตนบุรี มีแนวคิดสร้างสรรค์นำ เห็ดออร์แกนิกจำนวน 3 ชนิด คือ เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมหลวง เห็ดยามาบูชิตาเกะ (เห็ดหัวลิง) นำมาแปรรูปเป็น น้ำพริกเห็ดออร์แกนิกคั่วสมุนไพร ตอบสนองความต้องการของทุกเพศทุกวัย เป็นอาหารรับประทานเล่นที่ดีต่อสุขภาพเพราะเห็ดช่วยเสริมภูมิคุ้มกันถึงระดับ “เม็ดเลือดขาว” ช่วยต้านมะเร็ง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และไฟเบอร์ ดีต่อระบบขับถ่าย มีแคลอรีต่ำช่วยในการลดน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์น้ำพริกเห็ดออร์แกนิกคั่วสมุนไพร ได้รับรองจาก กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นเมนูชูสุขภาพและ OTOP มีส่วนประกอบสำคัญ ได้แก่ เห็ดออร์แกนิก 40% พริกป่น 12% ตะไคร้หอม 10% หอมเจียว 10% กระเทียมเจียว 10% ใบมะกรูด 5% น้ำตาลปี๊บ 5% น้ำมะขามเปียก 5% และเกลือ 3% วิธีทำน้ำพริกเห็ดออร์แกนิกคั่วสมุนไพร เริ่มจากเตร
ครูแหม่ม หรือ นางศิริรัตน์ พุมดวง วัย 54ปี เจ้าของบ้านสวนครูแหม่ม จ.นครศรีธรรมราช ประสบความสำเร็จในการพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มผักเหลียงได้หลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ข้าวเกรียบใบเหลียง หรือใบเหลียงสแน็ก ผงโรยข้าวผักเหลียง ซาใบเหลียง ผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติจากใบเหลียง สบู่น้ำแร่ผักเหลียง ผงพอกหน้าผักเหลียง กลายเป็นสินค้าเด่นของชุมชนที่นักท่องเที่ยวนิยมซื้อติดมือกลับบ้าน ปลูกผักเหลียงอินทรีย์ในสวนยางพารา บ้านสวนครูแหม่ม ปลูกผักเหลียงแบบอินทรีย์ในสวนยางพารา ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 15 หมู่ 8 ต.นบพิตำ อ.นบพิตำ จ.นครศรีธรรมราช ครูแหม่มได้ศึกษาพบว่าในสวนยางพารามีต้นผักเหลียงซึ่งเป็นสายพันธุ์พื้นเมืองของตำบลนบพิตำ จึงได้ศึกษาทดลองปรับปรุงสายพันธุ์ตลอดจนวิธีการเพาะปลูก และการตูแลรักษาเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพ จนได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์จากศูนย์วิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช และได้ใบรับรอง Organic Thailand เป็นเครื่องการันตีคุณภาพสินค้าสะอาด ปลอดภัย ไร้สารเคมี จึงสามารถขายผักเหลียงได้ราคาสูงถึง กก.ละ 100 บาท ครูแหม่มคว
โครงงานกระถางใยกล้วย เป็นการศึกษาการประดิษฐ์กระถางจากกาบกล้วย ของกลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนวัดราษฎร์ศรัทธาทำ (ปทุมธรรมโชติ) โรงเรียนระดับประถมศึกษา ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 บ้านวัดราษฎร์ศรัทธาทำ ตำบลบางหลวง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี โครงงานกระถางใยกล้วยมีจุดเริ่มต้นแนวคิดมาจากการแก้ปัญหาถุงเพาะดำที่ใส่ต้นพันธุ์พืชหลายชนิดเพื่อนำมาปลูกในสวนเกษตรตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียน จนทำให้มีจำนวนถุงดำมากมายที่ถูกทิ้งกลายเป็นปัญหาการทำลายและก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม จึงประดิษฐ์กระถางใยกล้วยขึ้นมาแทนเพื่อให้ย่อยสลายตามธรรมชาติ ไม่เป็นมลพิษกับดินและสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดิน และที่สำคัญเป็นการลดการใช้ถุงพลาสติก ประหยัดงบประมาณ นางสาวพิมพ์พร เต่าน้ำ และ นายนฤเดช อริยา คุณครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ ร่วมกันให้ข้อมูลว่า ที่มาของแนวคิดเกิดจากกิจกรรมของโรงเรียนที่มีการปลูกพืชไม้ผลหลายชนิด โดยเฉพาะกล้วยที่จัดรวบรวมสายพันธุ์สำหรับไว้ศึกษา จึงนำมาสู่การถอดบทเรียนด้วยการคิดนำทุกส่วนของกล้วยมาผลิตเป็นของเครื่องใช้แทนการทิ้งให้เสียเปล่า ดังนั้น จึงตั้งโจทย์ให้นักเรียนร่วมกันคิดจนนำมาสู่การทำโครงงานกระถางใยก
จากปัญหาราคาขุยมะพร้าวราคาสูง 1 คัน รถ 6 ล้อ ราคา 5,000 – 10,000 บาท ส่งผลกระทบให้ต้นทุนการผลิตดินปลูกต้นไม้สูงตาม เพื่อแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ผลิตดินปลูกต้นไม้ มีรายได้ที่สูงขึ้น นักศึกษาวิทยาลัยการอาชีพไชยา ประกอบด้วย นางสาวผกาภรณ์ เทพณรงค์ นายภานุวงศ์ เพชรล่อง นางสาวจิณณพัต เวชศาสตร์ นายเขมชัย ช่วยเหลื่อม นายธีรภัทร ไกรวงษ์และครูที่ปรึกษาผลงาน : นายณรงค์ แก้วกาฬสินธุ นางสาวเกศรา คงเจริญ นายสุริยา กันลือนาม นายศุภวิทย์ สุขพร ได้ร่วมกันออกแบบ เครื่องย่อยซังปาล์มผสมจุลินทรีย์กึ่งอัตโนมัติสำหรับทำดินปลูก โดยนำซังปาล์มน้ำมันที่เหลือจากการเพาะเห็ดฟางมาใช้ประโยชน์ ซึ่งซังปาล์มสามารถใช้ทดแทนขุยมะพร้าวได้ดี มีธาตุอาหารเสริมให้กับพืช เพิ่มการร่วนซุยของดินปลูกใช้ได้กับพืชทุกชนิด สามารถลดต้นทุนในการผลิตและเพิ่มกำไรได้อีกด้วย สูตรดินผสมจากซังทะลายปาล์มน้ำมัน เครื่องย่อยซังปาล์มผสมจุลินทรีย์กึ่งอัตโนมัติ ถูกออกแบบและสร้างชิ้นส่วนโครงสร้างตามแบบที่กำหนด สร้างถังบดทะลายปาล์มน้ำมันหรือซังปาล์ม การติดตั้งชุดส่งกำลังเครื่อง
“ดาวเรือง” จัดเป็นไม้ดอกที่มีความผันผวนทางด้านราคาค่อนข้างสูง หากปีไหนความต้องการมากแต่ผลผลิตน้อยเกษตรกรก็ยังพอยิ้มออกหน่อย เพราะราคาจะดีดขึ้นไปสูงถึงดอกละ 2.50-3 บาท แต่หากช่วงไหนผลผลิตล้นตลาด ราคาจะร่วงลงมา ชนิดที่ว่าคนปลูกก็ร่วงลงมาตามกันเลยทีเดียว เพราะฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่เกษตรกรควรที่จะเริ่มหาทางออกให้ตัวเอง ด้วยการนำผลผลิตที่มีอยู่นำมาแปรรูป เนื่องจากได้มีงานวิจัยจากออกมาว่า “ดอกดาวเรือง” ไม่ได้มีดีแค่นำมาร้อยพวงมาลัยหรือจัดแจกันไหว้พระเพียงเท่านั้น แต่ยังมีสารสำคัญที่มีคุณสมบัติช่วยบำรุงสายตาและบำรุงผิวพรรณได้อีกด้วย คุณนฤดี ทองวัตร หรือ พี่อุ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 89 หมู่ที่ 8 ตำบลหนองบัว อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย เกษตรกรนักสู้ ผิดหวังกับการปลูกดาวเรืองแบบขายดอกสด พลิกวิกฤตเปลี่ยนเส้นทางการตลาดหันทำชาดอกดาวเรืองขาย สร้างมูลค่าเพิ่มจากเดิมได้กว่าครึ่ง พี่อุ๋ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการแปรรูปชาดอกดาวเรืองว่า ตนเองประกอบอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกดาวเรืองมานานกว่า 13 ปี แต่ช่วงหลายปีหลังมานี้ต้องประสบกับปัญหาด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง เกิดความไม่แน่นอนในชีวิต เป็นเหตุให้ต้องตัดสินใจลองเปลี่ยนวิธีกา
“โปรตีนเกษตร” คือ โปรตีนที่ได้จากแป้งถั่วเหลือง โดยผ่านกระบวนการสกัดไขมัน (Defatted soy flour) และนำมาอัดพอง (Extrusion) และนำมาอบแห้งเพื่อให้ได้เป็นโปรตีนในรูปทรงต่างๆ ซึ่งโปรตีนเกษตรแต่ละรูปทรงก็จะเหมาะกับการนำไปประกอบอาหารในประเภทที่แตกต่างกัน แต่โปรตีนคงเป็นชื่อที่ใครหลายๆ คนคงไม่ค่อยคุ้นหูนัก ในขณะที่บางคนคงคุ้นหูเป็นอย่างดี เนื่องจากโปรตีนเกษตรนั้นเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมสำหรับผู้ที่ทานเจหรือกลุ่มผู้ทานวีแกน เนื่องจากเป็นอาหารที่สามารถทานแทนการบริโภคเนื้อสัตว์ได้เพราะมีโปรตีนที่สูง โดยมีโปรตีนมากถึง 49.47% มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีสารอาหารอื่นๆ เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม เหล็ก ไนอะซิน วิตามินบี 1 และบี 2 เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในสุดยอดอาหาร หรือ superfood เลยก็ว่าได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจึงอยากชวนมาทำความรู้จักกับเจ้าโปรตีนเกษตรนี้ให้มากขึ้น ! โปรตีนเกษตรเกิดขึ้นได้ยังไง ? เจ้าโปรตีนเกษตรนี้เกิดจากการวิจัยและศึกษาของ สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่มีเป้าหมายจะสร้างผลิตภัณฑ์โปรตีนสูงเพื่อทดแทนเนื้อสัตว์ และวางจำหน
ธรรมชาติในชนบทบ้านเราเมื่อก่อนโน้น ภาพจำยังติดตา ผืนป่า แนวเขา ท้องทุ่ง นาไร่ สายธาร บ้านเรือน ทางล้อเกวียน กองฟาง ปลักควาย นก หนู ปู ปลา ผีเสื้อ แมลงปอ จิ้งหรีด จักจั่น เด็กเล่นว่าว เป่ายางวง ผู้ใหญ่ก๊งยาดอง ถอง ส.ร.ถ.ตาตั๊กแตน รั้วบ้านเป็นแค่ราวไม้ไผ่พาดเสากิ่งไม้ บางบ้านเป็นแนวต้นมะขาม หว่านเป็นแถวแนวรั้ว ปลูกต้นแค ต้นกล้วย ต้นมะละกอ ใกล้ริมรั้ว มีสวนครัวเล็กๆ กลางสวน ตั้งโอ่งใหญ่ใส่น้ำ พร้อมขันตักน้ำ ปูไม้กระดานไว้รองนั่ง หรือยืนอาบน้ำ ล้างผัก ซักผ้า ปลูกผักสมุนไพรไว้หลายอย่าง ปลูกไว้ใกล้ตัว รวมทั้ง “ข่า” ก็เห็นมีกันแทบทุกสวนหลังบ้าน ผักสมุนไพรชนิดนี้ มีประวัติความเป็นมากับบ้านเราอย่างยาวนาน จนเป็นตำนานที่บอกกล่าวเล่าขาน เป็นนิทานพื้นบ้าน หลายต่อหลายเรื่อง ปรากฏในสำนวนไทยที่ยังใช้ถึงทุกวันนี้ “ขิงก็รา ข่าก็แรง” เขาฟ้องลักษณะอาการ อากัปกิริยา ของคนเล่นการเมืองบ้านเรา หรือว่าเป็นแค่ละครทีวี หรือเป็นชนเผ่าขมุ ชาติพันธุ์หนึ่งอยู่บนดอยสูงที่ลาว ไม่แน่ชัดนะจ๊ะ “ข่า” ใช้เป็นส่วนประกอบในอาหาร ในเครื่องปรุง เครื่องแกงหลายอย่าง และที่นำมาบอกกล่าวกันวันนี้ก็คือว่า “ข่า” จัดเป็นพืชเศรษฐกิจระดั
ชื่อสามัญ หมาน้อย (อีสาน) กรุงเขมา (นครศรีธรรมราช) วุ้นหม้อน้อย ; ขงเขมา ; พระพาย (กลาง) ; หมาน้อย ; เครือหมาน้อย (อีสาน) ; ก้นปิด (ใต้) ; เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน) ; สีฟัน (เพชรบุรี) ; อะกามินเยาะ (นราธิวาส) ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และเกษตร เป็นไม้เถาเลื้อยพัน ใบเดี่ยว (simple) รูปร่างใบเป็นรูปหัวใจ (cordate) โคนใบแบบก้นปิด (peltate) ใบกว้าง 5.6-6.6 เซนติเมตร ยาว 6.9-7.6 เซนติเมตร หน้าใบและหลังใบมีขนสีน้ำตาล ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปกคลุมหนาแน่น หลังใบมีขนปกคลุมหนาแน่นมากกว่าหน้าใบ ก้านใบมีขน ยาว 1.7-2.5 เซนติเมตร ขอบใบเรียบ (entire) ใบเป็นมัน หน้าใบหลังใบไม่มีขน ยอดอ่อนสีน้ำตาลแดง ใบแก่สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 0.4-0.6 เซนติเมตร ออกดอกที่ยอดหรือปลายกิ่ง ช่อดอกมี 4-5 ดอก ยาว 6.0-6.5 เซนติเมตร ดอกย่อยแยกจากกัน มีขนาดเล็กสีเขียว เมล็ดโค้ง (เหมือนพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว) ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดหรือหน่อ แหล่งที่พบ และเก็บรวบรวมพันธุ์ พบขึ้นทั่วไปในที่รกร้างว่างเปล่า ในสวนป่า เช่น อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร (PC 537) อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี (SN 364) ที่ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 80-130 เมตร การ
ผม ( กฤช เหลือลมัย) ทนดูดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูน) บานสะพรั่งให้สองข้างทางท้องถนนเสมือนมีม่านสีเหลืองสดใสคลี่ขยายเป็นฉากหลังมาได้นานหลายสัปดาห์นะครับ และก่อนที่มันจะวายไปหมดในหน้าแล้งปีนี้ ก็เพิ่งได้โอกาสปรุงกับข้าวสำรับที่ชอบมากที่สุดอีกสำรับหนึ่งในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้เอง ช่วงนี้ของปี ดอกไม้นานาพันธุ์จะแข่งกันเบ่งบาน แต้มแต่งให้ริมสองข้างถนนหนทาง ท้องไร่ท้องนา และสวนของเราเต็มไปด้วยสีสันสดใส โดยเฉพาะมันเป็นสีสันที่กินได้ และกินอร่อยเสียด้วย นี่จึงเป็นห้วงยามของการ “กินดอกไม้” ที่น่าประทับใจยิ่งช่วงหนึ่งของปีทีเดียว เริ่มด้วยการออกตระเวนซื้อ ตระเวนเก็บดอกไม้กินได้มาเตรียมไว้ให้ได้หลายๆ อย่างก่อน เราสามารถหาซื้อ ดอกขจร (ดอกสลิด) ดอกแคขาว ดอกโสน ดอกกวางตุ้ง ได้ตามร้านขายผักที่ค่อนข้างใหญ่หน่อย ส่วน ดอกบวบ ดอกฟักทอง ดอกข้าวสาร จะมีขายตามแผงเล็กๆ เช่น แผงผักพื้นบ้านลาว เป็นต้น สำหรับ ดอกราชพฤกษ์ นั้น เราต้องทำเป็นใจกล้า เลือกเก็บจากข้างถนน เฉพาะช่อที่ยังมีดอกตูมๆ อยู่มากหน่อยนะครับ เช่นเดียวกับ ดอกเฟื่องฟ้า ดอกชงโค ดอกพวงชมพู หรือ ดอกกาหลง ที่ยังพอมีคนปลูกไว้ตามริมทางให้เก็บได้อยู่ ครั้นได้มาพ
