เทคนิคเกษตร
ฝักคูนที่เห็นแก่หล่นอยู่ใต้ต้น ทราบไหมว่าสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง โดยเกษตรกรหัวก้าวหน้าของพะเยาได้ศึกษาและมีแนวทางการใช้ประโยชน์อย่างมากมาย ลองติดตามดูนะครับ ข้อมูลทางวิชาการราชพฤกษ์, คูน, ลมแล้ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia fistula เป็นไม้ดอกในตระกูล Fabaceae เป็นพืชพื้นเมืองของเอเชียใต้ ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถาน ไปจนถึงอินเดีย ศรีลังกา พม่า และไทย นอกจากนี้ ดอกราชพฤกษ์ยังเป็นดอกไม้ประจำชาติไทยอีกด้วย ชื่อของราชพฤกษ์นั้นมีการเรียกแตกต่างกันออกไปในแต่ละท้องถิ่น ส่วนใหญ่จะเรียกราชพฤกษ์ว่า คูน เนื่องจากจำง่ายกว่า (แต่มักจะเขียนผิดเป็น คูณ) ทางภาคเหนือเรียกว่า ลมแล้ง ทางภาคใต้เรียกว่า ราชพฤกษ์ ลักเกลือ หรือลักเคย ชาวกะเหรี่ยงและในกาญจนบุรีเรียกว่า กุเพยะ การปลูกและการดูแลรักษาการปลูกในช่วงแรกๆ ต้นราชพฤกษ์จะเจริญเติบโตได้ช้าในระยะเวลาประมาณ 1-3 ปีแรก หลังจากนั้น จะเจริญเติบโตเร็วขึ้น เปลือกจะเป็นสีน้ำตาลเรียบ มีรากแก้วยาวสีเหลือง และมีรากแขนงเป็นจำนวนมาก เมื่อมีอายุ 4-5 ปี จึงออกดอกและเมล็ดและเจริญเติบโตต่อไป การดูแลรักษาแสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Vitex glabrata R. Br. ชื่อวงศ์ VERBENACEAE LAMIACEAE ชื่ออื่นๆ คมขวาน โคกฝรั่ง (กลาง) ขี้เห็น (อุบลราชธานี-เลย) ปลู (สุรินทร์-เขมร) ผมได้ยินชื่อตัวเองเมื่อใครเรียกหาแล้วสะดุ้งทุกครั้ง เพราะเป็น “วจนภาษา” ที่แสดงความรู้สึกทางอารมณ์ ส่งผลทางพฤติกรรมได้อย่างชัดเจน ลองจินตนาการดูซิครับ เมื่อใครพูดถึงอะไรที่ “เน่า” สีหน้าจะแสดงออกอย่างไร น้ำเน่า ปลาเน่า หมาเน่า เหม็นเน่า หรือไข่เน่า หาสีหน้าสร้างสรรค์ได้ยาก แปลก…แต่เป็นชื่อของต้นไม้ดอกหอม ถ้าเอ่ยถึง “ไข่เน่า” ที่เป็นของจริงจาก ไข่เป็ด ไข่ไก่ คงจะไม่ต้องอธิบายถึง “กลิ่น” ว่า “ฉุนนาสิก” เพียงใด ล้างสิบน้ำแล้วยังติดจมูกไม่หาย สมัยก่อนวัยรุ่นนักเลงโบราณยังใช้ไข่เน่าปาหัวเวลายกพวกตีกัน แต่มีไข่อีกแบบที่คล้ายๆ กัน เป็น “ไข่เสีย” ไม่ใช่ไข่เน่า คือ ไข่ซึ่งฟักไม่ออกเป็นตัว ตัวอ่อนตายในฟองไข่ และมีพัฒนาการต่างกันตามอายุ เรียกกันว่า “ไข่ตายโคม” หรือ “ไข่ข้าว” บางท้องถิ่นเรียกว่า ไข่ค้างรัง ในประเทศลาว เรียกว่า ไข่ค้างฮาง ในประเทศฟิลิปปินส์ เรียกว่า “บาลุต” ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไข่ไก่ หรือไข่เป็ด ที่ฟักแล้วไม่ออกเป็นตัวคือตัวอ่อนตายในฟองไ
ผลไม้ไทย มีคุณภาพดีและมีรสชาติอร่อย เป็นที่ต้องการของผู้ซื้อทั่วโลก แต่ยากในการดูแลรักษาคุณภาพสินค้า เพราะหลังการเก็บเกี่ยว โดยธรรมชาติพืชผักผลไม้สดยังคงมีการหายใจตามอัตราปกติเหมือนตอนที่ติดอยู่บนลำต้น ซึ่งกระบวนการหายใจของผลไม้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลไม้สูญเสียความสด หากวางพืชผักผลไม้ในพื้นที่ที่มีระดับก๊าซออกซิเจนมาก ยิ่งส่งผลให้ผลผลิตเหี่ยวง่ายได้ เอทิลีน มีผลต่อการสุกของผลไม้ เอทิลีน เป็นตัวการสำคัญที่กระตุ้นให้ผลไม้เกิดการสุก ดังนั้น วิธีการใดก็ตามที่มีผลลดอัตราการสร้างหรือยับยั้งการทำงานของเอทิลีนในพืชย่อมส่งผลให้ชะลอการสุกได้ โดยทั่วไปสภาพที่มีผลต่อการกระตุ้นการสร้างเอทิลีนในพืชได้แก่ อุณหภูมิ ปริมาณออกซิเจน การเกิดบาดแผลหรือชอกช้ำ รวมทั้งการเข้าทำลายของโรคและแมลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าว มีผลส่งเสริมการสร้างเอทิลีน แต่มี 3 แนวทาง ที่สามารถยับยั้งการสร้างเอทิลีนหรือมีผลทำลายเอทิลีน ได้แก่ 1.ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ 2. อุณหภูมิต่ำ 3. การใช้สารดูดซับเอทิลีน โดยการใช้สารดูดซึบเอทิลีนให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด จะต้องใช้ในปริมาณที่มากพอ เพื่อให้การทำลายเอทิลีนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ เกษต
ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศบ้านเรา มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิด พืชพรรณนานาที่เคยเป็นสัญลักษณ์ประจำฤดูกาลก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย แต่จะต่างกับความรู้สึกนึกคิด ความรับผิดชอบของคน ที่มันจะเปลี่ยนแปลงตามสถานะหรือไม่นั้น ก็สุดแท้ที่จะคาดเดาได้ โดยเฉพาะกับคนบางคน ที่ยังหลงใหลอยู่ในสถานะทางสังคมปัจจุบัน คืนวันเดือนปี ฤดูกาลผันเปลี่ยน แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนไปของคนไทย คือความรัก และภาคภูมิใจใน “ผักสมุนไพรพื้นบ้าน” ที่ฝังอยู่ในสายเลือด และจิตวิญญาณ “หอมแดง” เป็นผักที่มากคุณค่า มีราคาดี ซื้อขายกันในราคาพอเหมาะตามสมควร หรือตามห้วงฤดูกาล เมื่อเป็นของดี มีความเชื่อมั่นในแหล่งผลิต คนชื่นชมนิยม มักจะเป็นที่เสาะหา หลายคนยกให้เป็นผักของจำเป็นที่มันต้องมีไว้ประจำครัว กินอาหารมื้อใด ต้องมีหอมแดงเข้าเป็นส่วนร่วมด้วยเสมอ หลายคนหลงใหลติดหอมแดงจนขาดหายไปจากมื้ออาหารไม่ได้เลย หลายปีที่ผ่านมา ที่จังหวัดอุตรดิตถ์มีการปลูกหอมแดงกันมากมาย เริ่มที่ชาวลับแลซึ่งก็ปลูกมาหลายสิบปี ทำรายได้ให้กับชาวสวนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน จนชื่อ “หอมแดงลับแล” มีชื่อเสียงติดตลาด มีการขยายพื้นที่ปลูกออกมาเขตอำเภอต่างๆ เช่น
มะขามคางคกผลไม้ไร้ค่านักเรียนนำมากินพักเที่ยงสู่แยมนางอายที่อร่อยคว้ารางวัลระดับเหรียญทอง ในการแปรรูปอาหาร ระดับชั้น ป.4-ป.6 ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับเขตพื้นที่การศึกษา ครั้งที่72ระดับประเทศ ที่ผ่านมา วันที่ 6 สิงหาคม 2567 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านโคกทรายตำบลโพรงจระเข้ อำเภอ ย่านตาขาว จังหวัดตรัง พบกับเด็กหญิงวราภา ผ่อนย่อง ป.6 เด็กหญิงโชติมณี นาง ป.6 และเด็กหญิงกัญญาวีร์ ศรีนวล ป.5 พร้อมกับคุณครูพาผู้สื่อข่าวไปเก็บผลมะขามคางคกที่สวนหลังโรงเรียนและหลังบ้านของนักเรียนเอง เพื่อจะนำมาแปรรูปเป็นแยมนางอาย ก่อนอื่นต้องมาทำความรู้จักกับ ” มะขามคางคก” ผลไม้พื้นถิ่นภาคใต้พบในจังหวัดตรัง สตูล ภาคใต้เรียก นัมนัม มังคะ หล่ำหล่ำ ชื่ออื่น ๆ คือ มะเปรียง,อัมพวา, นางอาย (กรุงเทพฯ ), บูรานัม (ภาคกลาง), และ หีหมา (ปัตตานี) มะขามคางคก เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลางพบมากทางภาคใต้และภาคกลางของประเทศไทย เป็นไม้โตค่อนข้างช้าไม่สูง อายุประมาณ2-4ปีจะเริ่มให้ผลผลิตบริเวณโคนต้น ผลมีขนาดเท่าข้อมือ ผลมีรูปร่างคล้ายกับมะม่วงแต่แบนกว่า ผิวเปลือกด้านนอกมีสีเทาปนเขียว ลักษณะขรุขระ ผลดิบ
ใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์ ตัดง่าย ไม่เปลืองน้ำมัน ภูมิหลังของ ใบมีดตัดหญ้ามหัศจรรย์ นี้ เกิดจากนายวุฒิพงศ์ (น้าหลุยส์) ตางจงราช ผู้คิดประดิษฐ์มีอาชีพรับจ้างตัดหญ้าโดยตรงทำให้รู้ว่าการตัดหญ้าด้วย เครื่องตัดหญ้า นั้นจะต้องประสบกับปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น ใบมีดตัดหญ้าตามท้องตลาดทั่วไปจะตัดหญ้าได้ช้ามาก หญ้าหนาๆ ก็ตัดไม่ได้หรือตัดได้ช้ามากทำให้เปลืองน้ำมันและเสียเวลาทำงานมาก ทำให้การทำงานตัดหญ้าจะเหนื่อยมาก ในขณะทำงานตัดหญ้ามักจะเกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ จากการที่ ใบมีดตัดหญ้า หมุนไปปะทะของแข็ง เช่น แท่งคอนกรีต ทำให้ใบมีดแตกหัก หรือน็อตยึดใบมีดขาดใบมีดหลุดกระเด็นออกอย่างรุนแรง เกิดอันตรายร้ายแรงมาก 7 พืชควรปลูกรอบบ้าน ได้ทั้งไว้กินเอง และสร้างรายได้ จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ น้าหลุยส์ ต้องคิดหาวิธีแก้ไขอยู่ตลอดเวลาโดยขณะที่ทำงานรับจ้างตัดหญ้าอยู่ ได้สังเกตดูความหลากหลายของชนิดต้นหญ้าต่างๆ และดูการทำงานของใบมีดตัดหญ้าทั่วไปและแม้แต่ใบมีดที่นำเข้ามาจากต่างประเทศที่ว่าดีเลิศก็ได้ซื้อมาทดลองใช้ดูแล้วเช่นกัน ผลปรากฏว่าไม่ว่าใบมีดแบบใดๆ ก็ตามก็จะประสบปัญหาในการใช้งานเหมือนๆ กันดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น จน
กลุ่มนักศึกษาวิศวกรรมเกษตรอุตสาหกรรม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) 14 คน ร่วมกันนำเสนอโครงงานขนาดเล็ก (Mini Project) ผลงาน “โรงเรือนปลูกข้าวอัจฉริยะแบบลอยน้ำ” โดยเน้นควบคุมระบบให้น้ำอัตโนมัติ อัตราการเจริญเติบโตแต่ละช่วงอุณหภูมิและความชื้น เพื่อออกแบบโรงเรือนแบบลอยน้ำ พัฒนาวิธีการปลูกข้าวที่ประหยัดแรงงาน เพิ่มมูลค่าการใช้ประโยชน์จากพื้นที่เหนือแหล่งน้ำให้สูงขึ้น ผลงานของนักศึกษาชั้นปีที่ 3 นำโดย นายภัทรดิษฐ์ สุทธิทรัพย์, นายฐาปกรณ์ เสร็จกิจ, น.ส.พรนภัส ชำนาญไพร, นายพีรพล พึ่งทวี, นายจักกฤษ มั่งมี, นายวิสิฐพงษ์ ไชยฟู, น.ส.อารีญา ทนช่างยา, นายณัฐกานต์ เอี่ยมบรรจง, นายจักรพันธ์ รัตนพันธ์, นายนันทิพัฒน์ วงปัตตา, น.ส.ยศวดี ศรีคง, น.ส.ณิชาภัทร บัวสำลี, น.ส.หทัยภัทร หนูสี และ น.ส.อัณณ์ญาดา กมลโรจน์ธนากุล ซึ่งมี รศ.ดร.เกรียงไกร แซมสีม่วง และ ดร.วิพุธ ตุวยานนท์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ตัวแทนกลุ่ม “ทิม” นายภัทรดิษฐ์ สุทธิทรัพย์ เล่าว่า โครงการนี้เป็นจุดเริ่มต้นอย่างหนึ่งที่เสริมสร้างและสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ ผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม
กะทือ จัดเป็นสมุนไพรประจำบ้านที่สำคัญอย่างหนึ่ง ในอดีตมีการปลูกเพื่อใช้เป็นประโยชน์ทั้งด้านอาหารและยา เป็นไม้ที่ขึ้นง่าย คิดจะปลูกลงดินเป็นแปลงใหญ่หรือปลูกในกระถางก็ได้ เนื่องจากบางพื้นที่นิยมนำเอาดอกมาปักแจกันเป็นไม้ประดับสวยงามซึ่งดอกอยู่ทนทานไม่เหี่ยวง่าย สีสดใสด้วย กะทือ เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นเหนือดิน กลม สูง 1-1.5 เมตร มีเหง้าใต้ดิน ต้นจะเหี่ยวแห้งในหน้าแล้งแต่จะงอกขึ้นใหม่ในหน้าฝน ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับในระนาบเดียวกัน ปลายใบแหลม โคนใบมนสอบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ก้านใบเป็นกาบหุ้มลำต้น ดอก ออกเป็นช่อแทงออกจากเหง้าขึ้นมา ช่อดอกรูปทรงกระบอก มีใบประดับสีเขียวแกมแดง เรียงซ้อนกันแน่นเป็นระเบียบ ดอกสีเหลือง โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกบานไม่พร้อมกัน ผล แบบผลแห้งแตก รูปทรงค่อนข้างกลม สีแดง เมล็ดสีดำชื่อสามัญในภาษาอังกฤษ มีเรียกหลากหลายชื่อตามแต่ละท้องถิ่น กะทือ เป็นพืชที่น่าสนใจ มีการตั้งชื่อเรียกตามประโยชน์ใช้สอยด้วย เช่น เรียกว่า Shampoo Ginger เพราะมีการใช้ส่วนของใบและลำต้นนำไปใช้ในการสระผม หรือ Bitter ginger หรือ Wild Ginger เพราะใช้เป็นอาหารได้เหมือนขิง แต่มีรสขม และที่เรี
ผมคิดว่า ผักบ้านๆ ที่ผมเริ่มกินได้เป็นชนิดแรกๆ ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียนประถมศึกษา น่าจะคือ กระถิน (Leucaena) เพราะว่ารั้วบ้านแม่ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรีสมัยนั้นยังเป็นรั้วต้นไม้หลายชนิดปนๆ กัน กระถินก็เป็นหนึ่งในไม้รั้วพวกนั้น บ้านเราจึงมียอดกระถินอ่อนๆ จิ้มน้ำพริกกินเสมอ ผมก็พลอยได้เริ่มหัดกิน โดยเอามาจิ้มน้ำพริกถ้วยที่ตำพิเศษเผ็ดน้อย กินกับปลาทูนึ่งทอด อร่อยได้เกือบจะเท่าสำรับของพวกผู้ใหญ่เหมือนกัน เลยพลอยกินยอดกระถิน ดอกอ่อน ฝักอ่อน และเมล็ดในฝักแก่เคี้ยวกรอบๆ มันๆ อย่างติดอกติดใจมาตั้งแต่ครั้งนั้นแล้ว พอโตขึ้นมาหน่อย ถึงรู้ว่า กระถินในบ้านเรามีอย่างน้อย 2 สายพันธุ์ คือ กระถินพันธุ์พื้นเมือง (common type) และกระถินยักษ์ (giant type) เดิมมันเป็นพืชพื้นเมืองแถบอเมริกากลาง แต่ก็คงแพร่เข้ามาในดินแดนแถบนี้นานมาก รายงานบางชิ้นระบุว่า ถึงกระถินจะมีธาตุสำคัญต่อร่างกาย อย่างวิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และมีสารต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างมาก แต่มันก็มีพิษอ่อนๆ คือมีสาร mimosens ซึ่งอาจมีผลให้กระบวนการสร้างโปรตีนหรือย่อยโปรตีนผิดปกติ แต่ก็ยังไม่มีรายงานว่ามีผลกับร่างกายมนุษย์อย่างมีนัยสำคัญ อ
“จานใบไม้ที่เราทำ ผลิตจากวัสดุธรรมชาติ สะอาด ปลอดภัย มีลวดลายเป็นเอกลักษณ์เหมาะสำหรับใช้เป็นภาชนะใส่อาหาร ขนม ผลไม้ เครื่องตกแต่งบ้าน ของที่ระลึกหลากหลายรูปแบบ สามารถนำไปเป็นของขวัญในโอกาสต่างๆ ช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้รับได้อย่างไม่รู้ลืม” เป็นคำกล่าวของ คุณเนตรนภา ทากาฮาชิ รองประธานวิสาหกิจชุมชนสร้างป่าสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าใบไม้ ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านซาง หมู่ที่ 4 ตำบลขี้เหล็ก อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ เดิมครอบครัวมีอาชีพค้าขายและทำร้านอาหาร ชื่อร้านอาหารในสวน (In the garden) เปิดบริเวณสวนหลังบ้าน มีจุดถ่ายภาพที่สวยงาม ตกแต่งแบบล้านนาและมีสวนดอกไม้ให้ถ่ายภาพซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังฮิตในตอนนั้น ในปี 2560 ช่วงนั้นบุตรชายเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์กระถางต้นไม้จากต้นข้าวโพด ส่งอาจารย์ของบุตรชาย จนได้เข้าร่วมการประกวดนวัตกรรมรักษ์โลกที่ประเทศมาเลเซีย จุดประกายให้ต่อยอดเป็นธุรกิจ ผลิตจานใบไม้ ที่ไม่ใช่แค่ช่วยแก้ปัญหาเผาป่าและลดฝุ่น PM 2.5 ยังกลายเป็นการเพิ่มมูลค่าใบไม้แก่ที่ร่วงจากป่า สู่สินค้าที่เข้ากับเทรนด์ธุรกิจสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์
