Exclusive
หลังจากสุราชุมชนถูกตีกรอบด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายมานานหลายปี ที่ผ่านมาวิสาหกิจชุมชนจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย ทั้งขั้นตอนการขออนุญาตที่ซับซ้อน ข้อจำกัดในด้านเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งข้อห้ามในการจำหน่ายสุราผ่านช่องทางออนไลน์ ส่งผลให้ศักยภาพของการผลิตสุรากลั่นในชุมชนไม่สามารถเติบโตได้เต็มที่ แม้จะมีความรู้ ภูมิปัญญา หรือวัตถุดิบอันเป็นเอกลักษณ์ในท้องถิ่นก็ตาม แต่การประกาศใช้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2568 ในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ที่เปิดทางให้สุราชุมชนสามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย สร้างรายได้จริงให้กับชุมชน และยกระดับผลิตภัณฑ์ให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ในวงกว้าง ‘สุราชุมชน’ ไม่ใช่แค่เครื่องดื่มแต่เป็นเสมือนตัวแทนของวิถีชีวิต วัฒนธรรม และอัตลักษณ์ของผู้คนในท้องถิ่น ที่มีศักยภาพในการต่อยอดเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่มั่นคงและยั่งยืน คุณชลธี ทำทิพย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรรุ่งเรืองทรัพย์ทวี ตำบลตาลชุม อำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน ผู้สืบทอดกิจการสุรากลั่นจากครอบครัวรุ่นที่ 3 ปัจจุบัน คุณชลธีเป็นเจ้าของกิจการภายใต้แบรนด์อัสดง
วันนี้เรามาถึงจังหวัดนครราชสีมา ปลายทางคือ หมู่บ้านตลิ่งชัน อำเภอครบุรี หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องการเลี้ยงควายเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน และยังเลี้ยงสัตว์อื่นควบคู่กันไปเพื่อสร้างรายได้เสริม หนึ่งในเกษตรกรที่โดดเด่นของที่นี่ คือ แม่แพรว – นางแพรวพรรณ ศรีสันเทียน ผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังบวกและหัวใจที่รักในอาชีพเกษตรกรรมจนสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจให้คนรอบข้างได้อย่างน่าชื่นช, จากคนรับจ้างเลี้ยงควายให้คนอื่น… สู่เจ้าของฝูงควายไทยกว่า 100 ตัว แม่แพรวเล่าว่า ชีวิตพลิกผันเมื่อ “ปู่” มอบควายแม่พันธุ์ให้ 2 ตัว ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของอาชีพในวันนี้ แม่เลี้ยงเขาด้วยหัวใจ จาก 2 ตัวเพิ่มเป็น 100 ตัวทีละรุ่น ขายลูกควายเพศผู้สร้างรายได้ เก็บลูกเพศเมียไว้ต่อยอดเป็นแม่พันธุ์ จนสามารถส่งลูกเรียนจนจบ มีบ้าน มีรถ และมีความมั่นคงในชีวิตด้วยแรงของอาชีพนี้เพียงอย่างเดียว แม่แพรวเริ่มเลี้ยงควายตั้งแต่อายุ 21 ปี ปัจจุบันอายุ 55 แล้ว แต่ความมุ่งมั่นและความสุขในอาชีพยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ตลอดช่วงบทสนทนา เราเห็นแววตาของแม่เต็มไปด้วยความรักและผูกพันราวกับควายทุกตัวคือสมาชิกในครอบครัว “ความสุขขอ
ในวันที่อากาศร้อนเกินจะทน ฝนตกผิดฤดู พายุเข้าแบบไม่ทันตั้งตัว และโรคพืชแปลกใหม่ระบาดบ่อยขึ้น เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าที่เคย ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกแบบไม่เป็นมิตร “การทำเกษตร” จึงไม่อาจยึดรูปแบบเดิมได้อีกต่อไป Distar Fresh Farm คือหนึ่งในตัวอย่างของการทำเกษตรสมัยใหม่ที่มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรเข้ามาใช้ในการทำเกษตร ด้วยการพัฒนา “เกษตรระบบปิด” ที่ไม่ได้ตอบโจทย์แค่ความสะอาด หรือปลอดภัยจากสารพิษเท่านั้น แต่ยังออกแบบให้รับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ปลดล็อกข้อจำกัดของฤดูกาล สภาพอากาศ และศัตรูพืช ให้เกษตรกรสามารถผลิตอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ มั่นคง และยั่งยืน DISTAR FRESH Farm โมเดลเกษตรที่ควบคุมต้นทุนได้จริง ราคาผักไม่ผันผวนตามราคาตลาด เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเชน-สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR Fresh Farm โดยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังว่า ‘เดิมทีเราเป็นเพียงผู้บริโภคคนหนึ่ง ที่เคยกังวลกับผักปลอดสารพิษในตลาด เพราะแม้จะมีฉลากรับรอง แต่หลายครั้งกลับพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี’ จากความไม่แน
เมื่อพูดถึง “ผักพื้นบ้าน” ภาพที่คนส่วนใหญ่นึกถึงมักเป็นแปลงเล็กๆ หลังบ้าน ปลูกไว้กินเองในครอบครัว หรือวางขายข้างทางในตลาดท้องถิ่น แต่ใครจะเชื่อว่า วันหนึ่งผักบ้านๆ อย่าง ผักแขยง มะเดื่อชุมพร หรือใบมันปู จะกลายเป็น “ของหายาก” ที่เชฟระดับมิชลินตามหา เพื่อนำไปเสิร์ฟในจาน Fine Dining เบื้องหลังการเดินทางอันน่าทึ่งของผักพื้นบ้านเหล่านี้ มี “Go Organics Thailand” คอยเชื่อมต่อระหว่าง เกษตรกรรายย่อยกับเชฟระดับโลก อย่างแนบเนียน ด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า “ผักพื้นบ้านไทยไม่ควรถูกลืม แต่ควรถูกยกระดับให้โลกได้เห็นคุณค่า” Go Organics Thailand เป็นธุรกิจเพื่อสังคมที่ทำงานกับชุมชนเกษตรอินทรีย์ทั่วประเทศ คอยเสาะหาและส่งเสริมเกษตรกรที่ยังคงรักษาพันธุ์ผักท้องถิ่นไว้ ทั้งในภาคเหนือ อีสาน กลาง ใต้ ผักบางชนิดไม่ได้มีให้กินตลอดปี บางชนิดปลูกได้เฉพาะในพื้นที่ชื้นสูงหรือต้องอาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านในการดูแล สิ่งเหล่านี้ทำให้ “ผักบ้านๆ” กลายเป็น “ผักหายาก” ที่มีเรื่องราวและรสชาติเฉพาะตัว เมื่อนำผลผลิตเหล่านี้มาผ่านกระบวนการคัดสรรและจัดส่งอย่างเหมาะสม ผักพื้นบ้านจึงได้ไปปรากฏตัวบนโต๊ะอาหารหรู ไม่ใช่แค่เพื่อเพิ่มคว
ในทุกฤดูร้อนของไทยผลผลิตที่โดดเด่นจากสวนของเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็น ทุเรียน มังคุด มะม่วง ถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ จากการคาดการณ์ของข้อมูลเอกภาพปี 2568 ในปีนี้ ผลผลิตอย่างทุเรียนเพิ่มขึ้น 37.25% เมื่อเทียบกับปี 2567 มีผลผลิตอยู่ที่ประมาณ 1,280,000 ตัน ซึ่งจากการคาดการณ์ในปีนี้ 2568 ผลผลิตทุเรียนจะอยู่ที่ 1,760,000 ตัน สาเหตุที่ผลผลิตทุเรียนมีปริมาณที่สูงขึ้น เกิดจากเกษตรกรนิยมปลูกมากขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จากราคาที่จูงใจในการทำตลาด แม้จะมีสัญญาณดีจากปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ภัยแล้งที่เจอในทุกปีกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจฉุดคุณภาพและรายได้ของเกษตรกรให้ลดลงได้ จากรายงานของกรมส่งเสริมการเกษตร ระบุว่า ทุเรียนที่ให้ผลผลิตสูงจะอยู่ที่แถบภาคตะวันออก อยู่ที่ประมาณ 920,000 ตัน และผลผลิตทางภาคใต้อยู่ที่ 840,000 ตัน ซึ่งในต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดมากที่สุด โดยเริ่มต้นผลผลิตจากทางภาคตะวันออก และถือว่าเป็นระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่ผลผลิตมังคุดและมะม่วงก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ ด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่พัฒนามากขึ้นและการดูแลสวนที่ดีขึ้นของเกษตรกร แต่ท่ามกลางข่าวดีนี้ ปัญหาใหญ่ที
