Exclusive
แน่นอนว่าใครที่อยู่ในแวดวงกาแฟช่วงนี้ คงสัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมสำคัญของตลาด โดยเฉพาะกระแสการบริโภคที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ข้อมูลล่าสุดพบว่าคนไทยดื่มกาแฟเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 340 แก้วต่อคนต่อปี ดันความต้องการใช้เมล็ดกาแฟในประเทศพุ่งแตะ 100,000 ตันต่อปี แต่ปริมาณผลผลิตในประเทศ สามารถผลิตได้จริงเพียงประมาณ 16,000-17,000 ตันต่อปี เท่านั้น (ข้อมูลปี 2568/69 จากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) สาเหตุหลักมาจากพื้นที่ปลูกที่ลดลง สภาพอากาศที่ผันผวนจากสภาวะโลกร้อน รวมถึงธรรมชาติของต้นกาแฟที่ให้ผลผลิตไม่คงที่ในแต่ละปี ส่งผลให้ไทยต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศสูงถึง 80,000 ตัน เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ จึงเรียกได้ว่าเป็นโอกาสทองบนความท้าทาย ของทั้งเกษตรกรที่ต้องการยกระดับสู่กาแฟคุณภาพ และผู้ประกอบการที่สนใจเข้ามาจับธุรกิจนี้ เพราะในวันที่ของขาดตลาดแต่คนอยากกินเพิ่มขึ้น ราคาย่อมพุ่งสูงขึ้นตามกลไกตลาด อย่างไรก็ตาม…วงการนี้ “ไม่ได้ง่าย” อย่างที่คิด คนที่รู้ไม่จริง…อาจอยู่ไม่ได้ แม้ตลาดจะดูหอมหวาน แต่กาแฟคือพืชที่อาศัยความประณีตสูง ตั้งแต่การคัดเลือกสายพันธุ์ การดูแลแบบเกษตรแม่นยำ ไปจนถึงทั
ในวันที่เกษตรกรไทยต้องรับมือกับความไม่แน่นอนมากกว่าที่เคย มีฟาร์มหนึ่งที่เลือกเดินต่างออกไป ฟาร์มที่มองเทคโนโลยีไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกษตรแม่นยำขึ้น ลดความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จากพื้นที่ 15 ไร่ VIP Organic Farm กำลังพิสูจน์ว่า การปลูกเห็ดที่ควบคุมด้วย IoT ไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่เป็นทางรอดของเกษตรยุคใหม่ คุณสุเมศวร์ เสนชู ผู้ก่อตั้ง VIP Organic Farm เล่าให้ฟังว่า ทุกอย่างเริ่มต้นจาก “ปัญหา” ที่ได้พบเจอในภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัญหาแรงงานที่ขาดแคลน รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้ฟาร์มหันมามองหาวิธีใหม่ๆ ในการพัฒนา และนำไปสู่การวิจัย ทดลอง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต แม้หลายคนมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคนมีเงิน ลงทุนสูง และดูเหมือนทำ “เล่นๆ” แต่ในมุมของคุณสุเมศวร์ หากมองในระยะยาวแล้วถือว่าคุ้มค่า เพราะช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความแม่นยำ และสร้างความต่อเนื่องในการผลิตได้จริง อย่างไรก็ตาม คุณสุเมศวร์ย้ำเสมอว่า “เทคโนโลยีคือเครื่องมือ” และถ้าใช้ไม่เป็นก็อาจไม่ต่างอะไรกับการมีจักรยานแต่ปั่นไม่เป็น
หลังจากการประกาศ “พักฟาร์ม” ในปี 2568 เพื่อปรับปรุงพื้นที่ครั้งใหญ่ ปลายปี 2569 นี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เตรียมกลับมาสร้างตำนานบทใหม่ ที่จะยกระดับทั้งงานศิลปะ การเกษตร และวัฒนธรรมอีสานให้เข้มข้นและยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จากที่เคยเป็นแหล่งผลิตไข่ไหมและปลูกหม่อนเพื่อส่งโรงงานทอผ้า ใน พ.ศ. 2542 ฟาร์มได้มีการพัฒนาและเติบโตมากลายเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว ด้วยลานฟักทองยักษ์และทุ่งดอกไม้กว้างสุดสายตาที่เป็นจุดเช็กอินแรกๆ ของไทย นอกจากความงามแล้ว ฟาร์มยังนำเรือนอีสานโบราณมาจัดเป็นหมู่บ้านมีชีวิต ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด และช่วยสร้างงานพร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชนรอบข้างให้มีรายได้ที่มั่นคงขึ้น คุณต้อง บุตรศรีชา ผู้จัดการ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม หรือที่น้องๆ พี่ๆ พนักงานมักจะเรียกกันติดปากว่า “ลุงต้อง” ด้วยความสนุกสนาน เป็นกันเอง และรอยยิ้มที่เปื้อนหน้าอยู่ตลอดเวลาของลุงนั่นเอง เมื่อเร็วๆ นี้ทางทีมงานเทคโนโลยีชาวบ้าน และเส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสพูดคุยและสัมภาษณ์กับลุงต้อง ทามกล่างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน และความกระฉับกระเฉงในการเด
หากพูดถึงดาราหนุ่มมาดเข้ม เพ็ชร ฐกฤต หลายคนอาจคุ้นเคยกับบทบาทในวงการบันเทิง แต่ใครจะรู้ว่าอีกมุมหนึ่งของเขาคือเจ้าของสวนสุดร่มรื่น The Florimel Garden Farm ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดชัยนาท คุณเพ็ชรลงทุนซื้อที่ดินขยายอาณาจักรสีเขียวให้ยิ่งใหญ่ จากพื้นที่สวนแห่งนี้จะเห็นได้ชัดว่ามีความตั้งใจทำด้วยความรัก และหลงใหลในธรรมชาติอย่างแท้จริง นอกจากนี้ คุณเพ็ชรยังชอบอวดภาพความสวยงามของต้นไม้และดอกไม้ในไอจีส่วนตัว ชนิดที่เห็นแล้วอยากเข้าไปสัมผัสด้วยตาตัวเอง งานดูแลสวนอาจเป็นเรื่องยาก แต่คุณเพ็ชรได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถ้ารักจริง อะไรก็เป็นไปได้!!! จากสถานการณ์โควิด-19 พบสิ่งที่ชอบ คือการทำเกษตร คุณเพ็ชรเล่าย้อนให้ฟังถึงสาเหตุที่ทำให้ได้มาทำเกษตรเหมือนเช่นทุกวันนี้ เกิดจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้งานการแสดงต้องหยุดลงเกือบ 1 ปีเต็ม ซึ่งในขณะนั้นคุณเพ็ชรได้มองหางานอดิเรกเพื่อให้มีกิจกรรมทำในสถานการณ์เช่นนั้น จึงได้หาซื้อที่ดินในจังหวัดชัยนาทเพราะมองว่าการเดินทางไม่ได้ห่างจากกรุงเทพมหานครมากนัก “ช่วงนั้นผมกลัวจะเป็นซึมเศร้าครับ เลยหากิจกรรมทำและก็มาหาซื้อที่ดิน ตอนแรกผมจะซื้อแค่ 1-2 ไร่ แต่พอลองคิดดูแล้วจ
ฟาร์มไก่ไข่แห่งนี้ไม่ได้เริ่มต้นจากคำว่า “ธุรกิจ” แต่เริ่มจากการต่อสู้ของครอบครัวเกษตรกรรุ่นเตี่ยรุ่นแม่ที่ย้ายถิ่นฐานมาสร้างครอบครัว และลองทำกินทุกอย่าง ตั้งแต่การเลี้ยงไก่เนื้อ เลี้ยงปลา แต่ไม่ใช่ทุกความพยายามจะประสบความสำเร็จ สุดท้าย “ไก่ไข่” กลายเป็นทางเลือกที่พาครอบครัวไปต่อได้ แม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็มีกินมีใช้ในฐานะปานกลางจนสามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ คุณวัฒณ์-ชาณุวัฒณ์ สิวะโมกข์ เจ้าของฟาร์มไข่ไก่ King Eggs (ราชาไข่ไก่) คือทายาทรุ่น 2 ที่เติบโตมากับภาพเหล่านี้ พร้อมความตั้งใจเล็กๆ ว่าสักวันหนึ่งจะกลับมาดูแลกิจการ แต่ชีวิตกลับพาให้ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ เป็นโปรแกรมเมอร์เต็มตัว ความตั้งใจก็ถูกเลื่อนออกไป จนกระทั่งช่วงหลังปี 2546 เมื่อผ่านวิกฤตไข้หวัดนกระบาด ไก่ที่ถูกทำลายหมดฟาร์มแทบไม่เหลืออะไร เหลือเพียงเตี่ยกับแม่ที่ต้องเผชิญกับความจริงตรงหน้า จากนั้นทุกคนในครอบครัวได้มาช่วยกันเริ่มต้นใหม่และสร้างเป็นฟาร์ม King Eggs จนถึงปัจจุบัน “การเริ่มต้นใหม่ในครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เตี่ยกับแม่ตัดสินใจขายที่ รวบรวมทรัพย์สินทั้งหมด แล้วกลับมาเลี้ยงไก่อีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่แบบเดิม จา
เช็ค-สุทธิพงษ์ ธรรมวุฒิ จากเด็กบ้านนอกที่เข้ากรุงเทพฯ ด้วยย่ามใบเดียว ผ่านพ้นประสบการณ์ทั้งดีและร้าย จนชีวิตได้มาเจอโอกาสและไขว่คว้าไว้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และประสบความสำเร็จในนาม “คนค้นฅน” วันนี้พี่เช็คเลือกถอดหัวโขนเพื่อกลับสู่รากเหง้าในวัยเกษียณ เพราะตระหนักได้ว่าหากใช้ทั้งชีวิตเพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียวคงเป็นเรื่องที่ผิดพลาด การหันมาลงมือทำเกษตรจึงเป็นการกลับมาหาความหมายของชีวิตที่เรียบง่ายและยั่งยืน . ฟาร์ม-เล็ก-เล็ก พื้นที่แห่งปัญญาและการพึ่งตนเอง “ฟาร์ม-เล็ก-เล็ก” คือบทพิสูจน์ของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่กินได้จริง พี่เช็คเปลี่ยนที่นาเก่าให้กลายเป็นสวนผักอินทรีย์ โดยเน้นการใช้ความรู้และความละเอียดในการบริหารจัดการ เพราะเชื่อว่าแค่ผักไม่กี่กระถางหากทำด้วยความเข้าใจ ก็สามารถสร้างอาหารที่ปลอดภัยเลี้ยงตัวเองได้จนเหลือแบ่งปัน เป็นอิสระจากวงจรสารเคมีและหนี้สิน . กำไรชีวิตคือการให้ และการส่งต่อที่ไร้จบสิ้น กำไรชีวิตคือการให้ และการส่งต่อที่ไร้จบสิ้น เป้าหมายในวันนี้ไม่ใช่ความร่ำรวย แต่คือการสร้างแหล่งเรียนรู้เพื่อส่งต่อความเชื่อว่า “เกษตรอินทรีย์ทำได้จริง” พี่เช็คมีความสุขกับการเห็นผ
ในอดีต “ใบเตย” อาจถูกมองว่าเป็นเพียงพืชสวนครัวหรือสมุนไพรพื้นบ้าน ที่ใช้แต่งกลิ่น แต่งสี หรือประกอบอาหารและขนมไทยเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แนวโน้มความสนใจด้านสุขภาพ อาหารฟังก์ชัน และวัตถุดิบจากธรรมชาติในระดับโลกที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังทำให้ “ใบเตยไทย” เปลี่ยนบทบาทจากพืชธรรมดา สู่พืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพต่อยอดได้ในเชิงธุรกิจและตลาดส่งออก วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน ได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณยุ้ย-วีณา เทศนา เจ้าของแบรนด์ ‘เตยย์’ ผู้ผลักดันพืชที่หลายคนเคยมองว่า “ไม่มีราคา” ให้กลายเป็นพืชที่ตลาดส่งออกต้องการ และสามารถยกระดับสู่สินค้าพรีเมียมได้สำเร็จ กว่าที่คุณยุ้ยจะมาถึงจุดนี้ เธอใช้เวลากว่า 7 ปี ในการพัฒนา ค้นคว้า ทดลอง และต่อยอดผลิตภัณฑ์อย่างจริงจัง จนกลายเป็น “ผงใบเตยพรีเมียม” ที่ทั้งมีคุณค่า มีมาตรฐาน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก ใบเตยคือหนึ่งในนั้นพืชที่อยู่คู่ครัวไทยมานาน ปลูกง่าย โตไว จนหลายคนมองว่าไม่มีมูลค่า แต่สำหรับคุณยุ้ย ความธรรมดานี้แหละคือสิ่งที่มีคุณค่า เพราะใบเตยคือกลิ่นอายความเป็นไทยชัดเจน ทั้งในขนม เครื่องดื่ม และอาหารหลายชนิด เพียงแค่ได้กลิ่น ก็รู้สึกถึงความเป็น “ไทย” ขึ้น
ท่ามกลางกระแสคราฟต์เบียร์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วในเมืองไทย มีชื่อหนึ่งที่ถูกพูดถึงในวงการบ่อยครั้ง นั่นคือ “เทพนม” แบรนด์คราฟต์เบียร์ไทย ที่ไม่ได้มีดีแค่รสชาติเป็นเอกลักษณ์ แต่ยังเป็นผู้ “ปลูกฮอปส์” ในไทย ที่กลายเป็นฟาร์มฮอปส์แห่งแรกและใหญ่ที่สุดของประเทศ คุณอ๊อบ–ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีโอกาสพูดคุยกับ คุณณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ หรือ “คุณอ๊อบ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์คราฟต์เบียร์ “เทพนม” อดีตเคยเป็นเจ้าของบริษัทผลิตซอฟต์แวร์และแอพพลิเคชั่นสำหรับโทรศัพท์มือถือนาน 10 กว่าปี ก่อนจะตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางชีวิตครั้งใหญ่ หันหลังให้กับงานประจำ และสวมบทบาทเกษตรกร ด้วยการเริ่มต้นปลูก “ฮอปส์” ในระบบโรงเรือน ซึ่งถือเป็นพืชวัตถุดิบหลักในการผลิตคราฟต์เบียร์ และยังไม่เคยมีการปลูกในประเทศไทยมาก่อน เบื้องหลังของแบรนด์เทพนมไม่ได้มาจากวงการเกษตรหรืออุตสาหกรรมเครื่องดื่มโดยตรง แต่เกิดจากความสนใจของคุณอ๊อบเอง ที่มีพื้นฐานด้านเทคโนโลยี คุณอ๊อบ เล่าว่า “ผมเป็นซอฟต์แวร์ดีเวลลอปเปอร์ และเป็น maker ที่ชอบสร้างสิ่งใหม่ๆ การทำคราฟต์เบียร์จึงเป็นทั้งความหลงใหลและความท้าทาย ที่ได้ใช้ทักษะการทดลองและพัฒนาสูตรขึ้น
ประเทศไทย ถือเป็นผู้นำด้านการส่งออก วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์สมุนไพร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยมูลค่าการส่งออกที่สูงถึง กว่า 12 ล้านบาท จากสมุนไพรที่ตลาดให้ความสนใจสูงสุด 24 ชนิด หนึ่งในดาวเด่นคือ “ขมิ้นชัน” เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางยา และสามารถต่อยอดแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าได้มากถึง 10 เท่า ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบผง แคปซูล เครื่องดื่ม หรือเครื่องสำอาง ก็ล้วนได้รับความนิยมทั้งในและต่างประเทศ คุณจอน-เสาวลักษณ์ มณีทอง อดีตพนักงานออฟฟิศที่ตัดสินใจกลับบ้านเกิด เพื่อเริ่มต้นทำในสิ่งที่ตัวเองรัก นั่นคือ การปลูกและแปรรูปสมุนไพร จากความตั้งใจเล็กๆ ในชุมชน กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิสาหกิจชุมชนสมุนไพรปลูกรัก” ที่วันนี้ไม่เพียงสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและคนในชุมชน แต่ยังสามารถต่อยอดส่งออกผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยไปยังต่างประเทศ ได้หลายแห่ง สร้างชื่อให้กับสมุนไพรไทยในเวทีโลก จากสมุนไพรที่เคยใช้ในครัว กลายเป็นสินค้าทำเงินให้หลายบ้านในชุมชน วันนี้ขมิ้นชันจึงไม่ใช่แค่สมุนไพรธรรมดา แต่เป็นฮีโร่ตัวจริงของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรปลูกรัก ที่ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับทุกคน ย้อนอ่
คุณบั๊ม-ลักขณา แสนบุ่งค้อ ผู้ก่อตั้ง Banana Land เริ่มต้นเส้นทางด้วยหัวใจจิตอาสาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 สภาเด็กและเยาวชนจังหวัดเลย ในนามกลุ่ม “ชวนน้องออมถวายพ่อหลวง” เมื่อปี 2550 ที่มุ่งทำงานด้านเด็กและเยาวชน โดยตั้งคำถามกับเด็กๆ ว่า “ปัญหาของพวกเขาคืออะไร” คำตอบที่ได้กลับมาคือ ครอบครัวไม่อบอุ่น เพราะพ่อแม่ต้องออกไปทำงานหาเงินนอกบ้าน คุณบั๊มจึงเริ่มคิดว่า “จะทำอย่างไรให้พ่อแม่กลับมาทำงานที่บ้าน และใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ได้มากขึ้น” เวลาผ่านไปจนถึงปี พ.ศ. 2557 คุณบั๊มได้มีโอกาสเข้าเรียนด้าน Social Enterprise (SE) ด้วยทุนจาก Ford Foundation ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่ในยุคนั้น โดยแนวคิด SE มีรากฐานจากพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 คุณบั๊มจึงเริ่มมองเห็นหนทางว่า “ธุรกิจ” สามารถเป็นกลไกที่ช่วยดูแลทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้ทุกคนในระบบเติบโตไปพร้อมกันได้ จุดเริ่มต้นคือ Banana Family ในปี พ.ศ. 2557 แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ชุมชน กระทั่งเกิดเหตุการณ์ “ช้างลงไปในป่ากล้วย” และคุณบั๊มได้มีโอกาสเข้าร่วมแข่งขันรายการ Win Win WAR Thailand สุดยอดธุรกิจแบ่งปัน จึงเกิดไอเดียสร้างพื้นที่รวมตัวกันของคนในชุมชน โดยให้แต่ล
