Exclusive
บางคนอาจคิดว่าธุรกิจที่เน้นสิ่งแวดล้อมและสังคมทำเงินได้ยาก แต่หากเจาะกลุ่มลูกค้าให้ถูกและตอบโจทย์ความต้องการได้ ก็สามารถสร้างธุรกิจที่สร้างรายได้และสร้างประโยชน์ได้เช่นกัน อย่างธุรกิจที่สองสาวที่ตั้งใจสร้างขึ้นมา “Happy Geocers” เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมเกษตรกรไทยกับลูกค้าในเมือง ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล ให้ทุกคนได้ทานผักที่คัดสรรคุณภาพ มาไว้ที่ Truck คันนี้ คุณโม-สุธาสินี สุดประเสริฐ และ คุณมุก-ปัทมาภรณ์ ดำนุ้ย ผู้ก่อตั้งธุรกิจ Happy Grocers เป็นเพื่อนสมัยเรียน จบจากวิทยาลัยโลกคดีศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พลิกวิกฤตจากช่วงโควิด-19 ที่เกิดช่วงล็อกดาวน์ที่ตลาดและสถานที่ค้าขายปิดให้บริการ ทั้งคู่ได้มีโอกาสใกล้ชิดกับเกษตรกรและได้เห็นถึงปัญหาการปล่อยสินค้า ไม่รู้จะขายที่ไหน รัฐก็ประกาศล็อกดาวน์ แล้วผู้คนจะไปหาซื้อสินค้าได้ที่ไหน นี่เองที่จุดประกายให้เกิด Happy Grocers ธุรกิจที่เชื่อมโยง “เกษตรกร” และ “ผู้บริโภค” เข้าหากันนั่นเอง จากโควิดสู่จุดเริ่มต้นของ Happy Grocers กว่าจะมาเป็น “Happy Grocers” ที่หลายๆ คนรู้จัก ขอเท้าความไปตอนสมัยเรียนด้วยความที่คณะที่เรียนเน้นการทำโปรเจ็กต์ โดยเฉพาะเรื่องค
ข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญของไทย และอาชีพที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ถูกกล่าวถึงเสมอในฐานะ “กระดูกสันหลังของชาติ” แต่ในวันนี้ผู้ที่เปรียบได้ว่าเป็นกระดูกสันหลังของชาติ กำลังเผชิญกับปัญหารายได้ หนี้สิน และต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ราคาผลผลิตกลับต่ำลง สิ่งเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะลูกหลานเกษตรกร ตั้งคำถามว่า หากการทำนายังเดินอยู่บนเส้นทางเดิม อาชีพนี้จะสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับคนรุ่นต่อไปได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ ลูกหลานชาวนาบางส่วนจึงเริ่มกลับมาทบทวนคุณค่าของอาชีพที่บรรพบุรุษส่งต่อมา พร้อมมองหาวิธีที่จะสืบสานทั้งอาชีพและภูมิปัญญาให้ยังคงอยู่ โดยไม่ได้มอง “ผืนนา” เป็นเพียงพื้นที่สำหรับผลิตข้าวเท่านั้น แต่ตั้งคำถามต่อไปว่า จะสร้างคุณค่าใหม่จากผืนดินแห่งนี้ได้อย่างไร หนึ่งในนั้นคือ คุณดิว-ธันยพงศ์ ใจคำ ผู้ก่อตั้ง “เกี้ยวตะวัน ธัญฟาร์ม” ตำบลงิ้ว อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ลูกหลานเกษตรกรที่เลือกนำศิลปะ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และภูมิปัญญาท้องถิ่น มาผสมผสานเข้ากับการทำนา เพื่อทำให้ผืนนาข้าวกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างคุณค่าได้มากกว่าผลผลิต แนวคิดของเขามองว่า “นาข้าวจ
ในยุคที่ผู้คนต่างมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองใหญ่เพื่อไขว่คว้าโอกาสและสร้างเส้นทางชีวิตของตนเอง “ขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์” ก็เคยเดินเส้นทางนั้นเช่นกัน ช่วงแรกของชีวิต คุณขิมใช้เวลาในกรุงเทพมหานครทำงานมาหลายอาชีพ แต่ในใจลึกๆ กลับโหยหาธรรมชาติและความสงบอยู่เสมอ ความเป็นคนรักป่าและมีกิจกรรมเดินป่าอยู่บ่อยครั้ง คุณขิมได้สัมผัสกับความงดงามของธรรมชาติและเกิดความรักในต้นไม้อย่างจริงจัง สิ่งนี้ได้จุดประกายให้กลับบ้านเกิดที่จังหวัดพัทลุง พร้อมตั้งเป้าจะทำเกษตรเชิงปลูกป่าให้ครบวงจร ตั้งแต่เพาะกล้า ปลูกต้นไม้ ไปจนถึงการแปรรูปไม้ และตอนนี้คุณขิมสามารถมีรายได้จากสิ่งเหล่านี้ จากอคติสู่โอกาส พลิกมุมมองเกษตร สร้างอาชีพยั่งยืน คุณขิม เล่าให้ฟังว่า ชีวิตที่อยู่ในกรุงเทพฯ ช่วงแรกอาจมองว่ามีความสุข แต่เมื่ออยู่ไปนานวันเกิดความรู้สึกเป็นอะไรที่หมุนเวียนในแบบเดิมๆ ทำให้สิ่งที่เคยคิดจะหนีให้พ้นจากการทำเกษตรกรรมตั้งแต่สมัยคุณพ่อคุณแม่ กลับไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เพราะเมื่อมาทำงานในเมืองใหญ่ความจำเจมีมากกว่าอยู่ที่บ้านเกิด “ตอนเด็กต้องบอกเลยค่ะ ขิมมองอาชีพทางการเกษตรว่าไม่มีรายได้ ยิ่งทำน่าจะมีแต่หนี้สิน มันทำให้ภาพเ
“ปลูกน้อยแต่ขายได้ราคา” เปลี่ยนวิธีคิดเกษตรกร จากผลิตตามกระแส สู่การเข้าใจตลาด พร้อมใช้พลังออนไลน์และเครือข่ายเกษตรกร สร้างธุรกิจเมล็ดพันธุ์ที่เติบโตอย่างมีระบบ การทำธุรกิจเมล็ดพันธุ์ในวันนี้ ไม่ได้มีเพียงโจทย์เรื่องการพัฒนาสายพันธุ์ให้มีคุณภาพ แต่ยังต้องเข้าใจพฤติกรรมของเกษตรกร ช่องทางจำหน่าย และความต้องการของตลาดปลายทาง เพราะเมล็ดพันธุ์ที่ดีอาจไม่เพียงพอ หากไม่สามารถเชื่อมโยงกับการผลิตและการขายของเกษตรกรได้ สำหรับ คุณปกรณ์ กลับดี เจ้าของธุรกิจเมล็ดพันธุ์น้ำเต้าปูปลา ที่มีประสบการณ์ในวงการเมล็ดพันธุ์ตั้งแต่ปี 2541 เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดและพฤติกรรมผู้ซื้อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสู่ช่องทางออนไลน์ ซึ่งเริ่มต้นจากยอดขายหลักหมื่นบาท ก่อนเติบโตเป็นหลักแสน และขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงโควิด-19 เบื้องหลังการเติบโตไม่ได้มีเพียงการขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ แต่ยังประกอบด้วยแนวคิดการบริหารองค์กรด้วยการสร้างทีมขายจากเกษตรกรตัวจริง การแบ่งกลุ่มสินค้าให้เหมาะกับภูมิภาค ตลอดจนการสร้างชุมชนออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางการเกษตร วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะพาไปพูดคุยกับ คุณปกรณ์ กลับดี กรรมการผู
ทุกวันนี้การทำเกษตรอาจไม่ใช่เรื่องของการผลิตให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป เพราะต่อให้ผลิตได้ดีเพียงใด หากไม่มีตลาด ไม่มีเรื่องราว และไม่มีวิธีสื่อสารให้ผู้คนเข้าใจคุณค่าของสิ่งที่ผลิต สิ่งนั้นก็อาจกลายเป็นเพียงสินค้าที่ต้องแข่งขันกันด้วยราคา ในขณะที่เกษตรกรจำนวนมากมีต้นทุนสำคัญอยู่ในมือแล้ว ทั้งผืนดิน ภูมิประเทศ ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และวัฒนธรรม เพียงแต่ต้นทุนเหล่านี้ ยังไม่ได้ถูกนำมามองในฐานะ “คุณค่าของแบรนด์” อย่างจริงจัง อาจารย์ขาบ-สุทธิพงษ์ สุริยะ นักปั้นแบรนด์และนักออกแบบภาพลักษณ์ธุรกิจอาหาร ภาคการเกษตร และการท่องเที่ยวเกษตรยั่งยืน แห่ง Karb Studio เจ้าของรางวัล Gourmand Awards หรือเวทีที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านอาหารอย่างต่อเนื่องกว่า 20 ปี รวม 27 รางวัล และเป็นผู้ขับเคลื่อนแนวคิด “Local สู่ เลอค่า” มีความเชื่อว่าของดีในท้องถิ่น ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตนเพื่อให้มีมูลค่า แต่ต้องรู้จักค้นหาและสื่อสารคุณค่าที่มีอยู่ให้คนอื่นมองเห็น เกษตรไทยมีของดี ต้องสร้างแบรนด์ให้ไปไกล อาจารย์ขาบ มองว่า จุดแข็งของภาคการเกษตรไทยที่ผ่านมาอยู่ที่การผลิต เพราะประเทศไทยมี
ท่ามกลางพื้นที่สีเขียวในอำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา มีคาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางสวนผลไม้และแปลงผักอินทรีย์ ที่นี่มีชื่อเรียบง่ายแต่เปี่ยมความหมายว่า “บ้านสวนกำไรสุข” ชื่อที่ไม่ได้สื่อถึงกำไรเป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึง “กำไรแห่งความสุข” ที่เกิดขึ้นจากการได้ทำในสิ่งที่รัก การได้ดูแลครอบครัว และการได้ส่งต่ออาหารปลอดภัยให้กับผู้คนที่มาเยือน เบื้องหลังพื้นที่แห่งนี้ คือเรื่องราวของ “คุณปุ๊กแป้ง-ธิดารัตน์ อนันตรกิตติ” ผู้ประกาศข่าวสาวที่ไม่เคยทิ้งความฝันในวัยเด็กที่อยากเป็นเกษตรกร สองความฝันที่ดูเหมือนไปคนละทาง แต่เดินไปด้วยกันได้ สำหรับ “คุณแป้ง” การได้เป็นเกษตรกรคือความฝันแรกในชีวิต เติบโตมาในครอบครัวที่ทำสวนมะม่วงมายาวนาน ทั้งคุณพ่อ ก๋ง และคนในบ้านต่างคลุกคลีอยู่กับวิถีเกษตรมาตลอด จึงทำให้ภาพของสวนมะม่วงกลายเป็นความผูกพันที่อยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก แม้จะรักการทำเกษตรมากแค่ไหน แต่ในมุมของครอบครัว โดยเฉพาะคุณแม่ กลับมองเห็นอีกด้านหนึ่งของอาชีพนี้ เพราะการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในอดีตมักเผชิญกับปัญหารายได้ไม่แน่นอน และต้องพึ่งพาตลาดอยู่ตลอด จึงไม่อยากให้ลูกเดินบนเส้น
การทำเกษตรในเมือง อาจเป็นเรื่องที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องยาก โดยเฉพาะคนที่มีพื้นที่จำกัด ไม่มีแปลงใหญ่ ไม่มีเงินลงทุนจำนวนมาก หรือไม่เคยมีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาก่อน แต่ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา “ปูเป้ทำเอง” ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การทำเกษตรในเมืองไม่จำเป็นต้องเริ่มจากพื้นที่ขนาดใหญ่ และไม่จำเป็นต้องลงทุนสูงเสมอไป เพราะแม้จะมีเพียงพื้นที่เล็กๆ รอบบ้าน ก็สามารถปลูกผัก ทำอาหาร แปรรูป และต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้ได้ วันนี้ เทคโนโลยีชาวบ้าน พาไปพูดคุยกับ คุณปูเป้ สุพัตรา ไชยชมภู เจ้าของเพจ “ปูเป้ทำเอง” ที่จะพาไปดูสวนผักเล็กๆ ขนาดประมาณ 15-20 ตารางวา ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง และแนวคิดเบื้องหลังการเปลี่ยนพื้นที่รอบบ้านให้กลายเป็นทั้งแหล่งอาหาร แหล่งเรียนรู้ และต้นทุนในการสร้างอาชีพ ทำเกษตรบนพื้นที่เล็ก ไม่ใช่ข้อจำกัด หากรู้จักใช้สิ่งที่มี สวนของปูเป้ยังคงยึดแนวคิดเดิม คือการทำเกษตรให้เหมาะกับพื้นที่และวิถีชีวิตของตัวเอง โดยเน้นการปลูกพืชในกระถางเป็นหลัก ทำให้สามารถบริหารจัดการพื้นที่ได้ง่าย และปรับเปลี่ยนตำแหน่งของต้นไม้ได้ตามความเหมาะสม ที่น่าสนใจคือ ภาชนะปลูกไม่ได้จำเป็นต้องเป็นกระถางราคาแพ
จากร้านขายส่ง–ขายปลีกเล็กๆ 1 คูหาในปากคลองตลาดเมื่อกว่า 70 ปีก่อน “ไพศาลเจริญ” ค่อยๆ เติบโตผ่านการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากธุรกิจค้าผัก สู่โรงงานคัด ตัดแต่งผักสดที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ และส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดใหญ่ วันนี้ธุรกิจเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 โดยมี คุณมายด์-มาธวี ติลกเรืองชัย เข้ามารับช่วงต่อ พร้อมกับความท้าทายสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือ การรักษารากฐานและสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองหาวิธีพาธุรกิจให้เติบโตและก้าวต่อไปให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของคุณมายด์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเธอเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม และไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจผักหรือการบริหารโรงงานโดยตรง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อป่วย ขณะที่น้องๆ ยังคงอยู่ในวัยเรียน คุณมายด์จึงกลายเป็นคนที่สามารถกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้ในเวลานั้น แรกเริ่มเธอตั้งใจเพียงเข้ามาช่วยประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง จากภารกิจชั่วคราวกลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวนาน และพาเธอเข้าม
โลกของการเกษตรวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องใครปลูกได้มากกว่า แต่กำลังเปลี่ยนไปสู่คำถามว่า ใครผลิตได้มีประสิทธิภาพกว่า ต้นทุนต่ำกว่า ใช้ทรัพยากรคุ้มกว่า และที่สำคัญคือสามารถตอบโจทย์ตลาดโลกที่กำลังให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่ากัน สำหรับประเทศไทยที่มี “ข้าว” เป็นหนึ่งในสินค้าส่งออกสำคัญ การปรับตัวจึงไม่ได้หมายถึงการเพิ่มผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ต้องไปไกลถึงการเปลี่ยนวิธีคิดตั้งแต่แปลงนา การจัดการน้ำ การใช้เครื่องจักร การลดการเผา ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารจัดการข้อมูล ขณะเดียวกันก็ต้องมองให้ถึงตลาดปลายทางและรายได้ที่เกษตรกรจะได้รับอย่างยั่งยืน คุณสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า เป้าหมายสำคัญของการพัฒนาภาคข้าว ไม่ใช่เพียงการทำให้ข้าวไทยเป็น “คาร์บอนต่ำ” แต่ต้องพยายามไปให้ไกลกว่านั้น ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต สร้างความสามารถในการรับมือกับสภาพอากาศที่แปรปรวน และสร้างตลาดใหม่ให้กับข้าวไทย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ลดต้นทุน รับมือโลกร้อน สู่เป้าหมายคาร์บอนติดลบ คุณสรวุฒิ กล่าวว่า อยากได้ชาวนามีความยั่ง
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้การนำของ “หมอคง” หรือ ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คนที่ 16 พร้อมด้วยรองอธิการบดีทั้ง 16 ท่านร่วมขับเคลื่อนองค์การ ในฐานะมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้นวัตกรรม ร่วมวางรากฐานและเร่งพัฒนาศักยภาพคนไทยทุกช่วงวัย ทุกกลุ่ม และทุกสาขาอาชีพ ให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและสอดรับกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พร้อมแก้ปัญหาภาคการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม โดยเปลี่ยนภาคการเกษตรของไทยไปสู่เกษตรสมัยใหม่ “Smart Farming” ในทุกมิติ ทั้ง Upskill และ Reskill เพื่อให้เกษตรกรไทย ‘เก่งขึ้น’ “มก.” มหาวิทยาลัยของประชาชน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรชุดวิชา (Non-Degree) บูรณาการข้ามศาสตร์ที่สามารถช่วยพัฒนาทักษะเฉพาะด้านตามความต้องการ ทั้งการเรียนรู้ทักษะใหม่ (New Skill) การเพิ่มพูนทักษะเดิม (Upskill) และการปรับทักษะ (Reskill) ผู้สำเร็จการศึกษาสามารถนำความรู้และทักษะไปใช้ในการทำงานได้จริง รวมทั้งสามารถสะสมหน่วยกิตนำไปใช้ศึกษาต่อระดับปริญญาได้ในอนาคต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ลงนาม MOU ก
