ประมง
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่เรียกได้ว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งก็ว่าได้ เพราะในหลายภูมิภาคของประเทศมีการนำปลาช่อนมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู ซึ่งสมัยก่อนนั้นปลาชนิดนี้จะหาได้ง่ายจากแม่น้ำ ลำคลอง ฯลฯ แต่ต่อมาสภาพแวดล้อมเปลี่ยน ทำให้จำนวนของปลาช่อนในแหล่งน้ำธรรมชาติมีจำนวนลดลง จึงทำให้การหาปลาช่อนจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาบริโภคไม่ง่ายอย่างเช่นสมัยก่อน ส่งผลให้ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ได้มีการเลี้ยงปลาช่อนเป็นเชิงการค้ากันมากขึ้น เพื่อให้มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของตลาด การเลี้ยงปลาช่อนให้โตดีและได้เนื้อปลาที่มีคุณภาพนั้น ลูกพันธุ์ปลาถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ โดยปัจจุบันได้มีการเพาะพันธุ์ปลาช่อนโดยใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์เข้ามาช่วย จึงทำให้ไม่จำเป็นต้องรอเวลาให้ปลาผสมพันธุ์กันแบบธรรมชาติ แต่สามารถผสมพันธุ์ปลาช่อนให้ได้ลูกพันธุ์ปลาออกมาตลอดทั้งปี พร้อมทั้งลูกปลาที่ได้จะค่อนข้างเชื่องและสามารถใช้อาหารเม็ดเลี้ยงให้โตได้ คุณธนพนธ์ ศรีภักดี หรือ คุณมอส เจ้าของ มงคลฟาร์ม ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลกมลาไสย อำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เห็นช่องทางการทำตลาดปลาช่อน เพราะมองเห็นปัญหาว่าปลาชนิดนี้ในแหล่งน
คุณชัยพร โชคภรณ์ประเสริฐ อยู่บ้านเลขที่ 6 หมู่ที่ 1 ตำบลหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นเกษตรกรที่เพาะเลี้ยงปลากดคังแล้วประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก มีส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ นับเป็นอาชีพที่สร้างเงินล้านกันเลยก็ว่าได้ ซึ่งปลาชนิดนี้ยังมีคนทั่วไปมองว่าอาจเป็นปลาที่ต้องอยู่ตามธรรมชาติ น่าจะเลี้ยงยากกว่าปลาชนิดอื่น แต่สำหรับคุณชัยพรแล้ว เขาบอกเลยว่าเพียงแค่รู้จักนิสัยปลา รู้จักธรรมชาติของปลากดคัง การเลี้ยงไม่มีอะไรยากอย่างที่คิด คุณชัยพร บอกว่า พันธุ์ปลากดคังที่นำมาเลี้ยงส่วนใหญ่จะเป็นปลาที่เพาะพันธุ์มาจากจังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นแหล่งที่เพาะพันธุ์ปลากดคังที่มีคุณภาพ เชื่อถือได้ แต่ปัญหาการเลี้ยงที่เจอในช่วงแรกๆ จะเป็นเรื่องลูกปลากินกันเองและอัตราการรอดยังค่อนข้างน้อยอยู่ แต่ด้วยประสบการณ์ที่ได้เลี้ยงและเฝ้าดูลักษณะนิสัยของปลากดคังอย่างจริงจัง จากปัญหาและอุปสรรคเหล่านั้น กลายเป็นบทเรียนทำให้คุณชัยพรเป็นเจ้าพ่อแห่งการเลี้ยงปลากดคังอย่างสุดตัว การเลี้ยงปลากดคังมีข้อเสียตรงที่เมื่อคิดที่จะเลี้ยงแล้ว ต้องอดทนในเรื่องเวลาให้ได้ เพราะเวลาที่ปลาเจริญเติบโตให้มีขนาดตามที่ตลาดต้อง
ปลากดเหลือง เป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลักษณะลำตัวกลมยาวค่อนข้างแบนเรียว ลักษณะสีของลำตัวเปลี่ยนไปตามอายุและขนาดตัว ซึ่งปลาที่ตัวโตเต็มวัยลำตัวบริเวณหลังมีสีน้ำตาลเข้มปนดำ บริเวณข้างลำตัวมีสีน้ำตาลปนเหลือง และบริเวณท้องมีสีขาว ส่วนฐานครีบอกท้องก้นมีสีเทาเจือชมพู ดวงตามีขนาดปานกลาง เมื่อโตเต็มที่สามารถมีขนาดยาวได้ตั้งแต่ 20-25 เซนติเมตร หรือที่เคยพบมีขนาดใหญ่สุดได้มากกว่า 60 เซนติเมตร ซึ่งปลาชนิดนี้สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู จึงทำให้ได้รับความนิยมในการนำมาบริโภค โดย คุณอุดร อรัญโชติ ได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องของการทำตลาดปลากดเหลือง จึงเพาะพันธุ์สร้างรายได้ส่งขายลูกปลาให้กับเกษตรกรในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ คุณอุดร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนพื้นที่ทางการเกษตรทั้งหมดเน้นการทำนาเป็นส่วนใหญ่ แต่ด้วยผลผลิตสมัยก่อนได้ไม่มากและต่อปีทำได้ไม่ต่อเนื่อง จึงทำให้มองหาช่องทางการสร้างรายได้จากทางอื่น ได้หันมาเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองและปลาอื่นๆ ขาย โดยมองว่าใช้เวลาไม่นานต่อรอบการผลิตไม่เกิน 30 วัน ก็ได้เงินมาใช้หมุนเวียน ได้ไวกว่าการทำนา “ช่วงนั้นก็ได้เปลี่ยนจากพื้นที่นามาเพาะพันธุ์ปลากด เพราะการเพาะพันธุ์
ปลานิล เป็นปลาน้ำจืดที่ได้รับความนิยมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ซึ่งสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู เพราะเนื้อปลามีรสชาติที่อร่อยราคาขายไม่แพงมาก และหาซื้อได้ง่ายตามท้องตลาด จึงทำให้ยังมีคนนิยมบริโภคเป็นที่ต้องการของตลาด ส่งผลให้มีการเลี้ยงปลานิลกันอย่างแพร่หลายเพื่อเป็นอาชีพ การที่จะได้ปลานิลให้เป็นปลาเนื้อที่มีคุณภาพนั้น สิ่งที่สำคัญขาดเสียไม่ได้คือ เรื่องของลูกพันธุ์ปลานิล ต้องมีการเพาะพันธุ์ที่ดี พร้อมทั้งมีการลดต้นทุนในเรื่องของการเลี้ยงเข้ามาช่วยอีกหนึ่งช่องทาง ก็จะส่งผลให้การเลี้ยงปลานิลสร้างผลกำไรให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงได้อย่างยั่งยืน คุณจิรทีปต์ คงทอง อยู่บ้านเลขที่ 6/1 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองตีนก อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่เพาะพันธุ์ปลานิลที่มีคุณภาพ ทำให้ลูกพันธุ์ปลาที่ได้เป็นที่ต้องการของตลาด เกิดเป็นรายได้ให้กับคุณจิรทีปต์มากว่า 20 ปีทีเดียว โดยมีการผลิตเป็นแบบปลานิลแปลงเพศและปลานิลแบบปกติที่ลูกค้าสามารถนำไปเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ต่อไปได้ จากผู้เลี้ยงปลาเนื้อ สู่ผู้ผลิตลูกพันธุ์ปลานิลคุณภาพ คุณจิรทีปต์ เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่ริเริ่มมาดำเนินการประกอบอ
” ต๊ะเสะ” เป็นอำเภอหนึ่งของอำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ที่นี่รายล้อมไปด้วยป่าโกงกางที่มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นที่อาศัยของปูแสมจำนวนมาก ชาวบ้านนิยมจับปูแสมมาทำปูเค็มสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2566 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 9/7 หมู่4 ตำบลตะเสะ อำเภอหาดสำราญ จังหวัดตรัง ซึ่งเป็นบ้านของนายซอและห์ ลาโยด หรือบังอูฐ อายุ 43 ปี ซึ่งเป็นจุดรับซื้อและแปรรูปปูแสม หรือปูเปี้ยวที่ชาวบ้าน และชาวประมงพื้นบ้านกว่า 20 ครัวเรือนเดินเท้าเข้าป่าโกงกางไปจับปูแสมหรือปูเปี้ยวตัวเป็นๆ มาขาย ให้กับบังอูฐไม่กว่าวันละ 300-400 กิโลกรัม เพื่อนำมาแปรรูปเป็นปูเค็ม ปูดองส่งขายให้กับแม่ค้าในตลาดสดเมืองตรัง และส่งไปขายจังหวัดสตูล นครศรีธรรมราช พัทลุง และสงขลา เดิมบังอูฐและครอบครัวเคยทำธุรกิจท่องเที่ยวที่กรุงเทพฯ ต่อมามีลูกและได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวจึงย้ายครอบครัวกลับมาตั้งหลักที่ตำบลตะเสะ และทำอาชีพขายส่งปลาสด เวลาไปส่งปลา แม่ค้ามักถามว่า มีปูดองหรือปูเค็มขายมั้ย ทำให้บังอูฐเกิดความสนใจที่จะทำปูเค็มปูดองส่งขายให้แม่ค้า บังอูฐได้รับซื้อปูแสมหรือปูเปี้ยวจากชาวบ้าน
กุ้งฝอยเป็นสัตว์น้ำที่รสชาติดีและมีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งโปรตีน แคลเซียม และแร่ธาตุอื่นๆ จึงทำให้มีความนิยมบริโภคกันมาก สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลากหลาย ที่นิยมมากที่สุดคือ “กุ้งเต้น” รองลงมาคือกุ้งชุบแป้งทอด ตำกุ้ง เป็นต้น และนอกจากเป็นอาหารมนุษย์แล้ว กุ้งฝอยยังมีความสำคัญในระบบนิเวศ ห่วงโซ่อาหารธรรมชาติ เนื่องจากกุ้งฝอยเป็นอาหารของปลากินเนื้อทุกชนิด กุ้งฝอยยังสามารถผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุ 60 วัน และแม่พันธุ์กุ้งฝอยสามารถให้ไข่ได้มากถึง 200-250 ฟองต่อตัว จึงเป็นสัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งที่มีความน่าใจ เพราะนอกจากจะบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังสามารถจับจำหน่ายได้ในราคากิโลกรัมละ 200-350 บาท หากเป็นกุ้งพ่อ-แม่พันธุ์ ก็มีราคาสูงถึงตัวละ 2 บาท สำหรับผู้สนใจเลี้ยงกุ้งฝอย สำนักงานประมงจังหวัดอุบลราชธานีมีคำแนะการเลี้ยงกุ้งฝอย โดยจับรวบรวมกุ้งฝอยตามธรรมชาติ ซึ่งวิธีที่นิยมใช้มี 2 รูปแบบ ได้แก่ 1. การใช้ไซดักกุ้ง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ดักจับกุ้งโดยเฉพาะ วิธีนี้จะดักได้เฉพาะกุ้งอย่างเดียว และเป็นกุ้งที่มีขนาดตัวเต็มวัยแล้ว ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการคัดแยกกุ้ง 2. การใช้ผ้าช้อนกุ้ง ผ้าช้อนกุ้ง เป็นอุปกรณ์จับกุ้งห
คุณพะเยาว์ และ คุณประมวล รุ่งทอง สองสามีภรรยา อยู่ที่จังหวัดชัยนาท เป็นเกษตรกรที่อาศัยอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งสองเป็นเกษตรกรหัวไวใจสู้พร้อมที่จะเปิดรับความรู้ใหม่ๆ กล้าที่จะทดลองและรับแนวทางการส่งเสริมพัฒนาอาชีพที่เกี่ยวกับการเกษตร ปัจจุบันทั้งสองมีอาชีพเพาะเลี้ยงปลาในกระชังบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เจ้าของสูตรใช้กล้วยน้ำว้าเลี้ยงปลา “สำหรับอาหารที่ใช้เลี้ยงปลานั้นจะเป็นอาหารเม็ดทั่วๆ ไป โดยจะให้วันละ 3 เวลา (เช้า กลางวัน เย็น) บวกกับรำข้าวผสมกับกล้วยน้ำว้าสุกบด (เสริมเฉพาะปลานิล ส่วนปลากดหลวงจะหั่นเป็นชิ้นๆ ลักษณะกล้วยบวชชี) วันละ 1 เวลา ซึ่งเลือกในช่วงกลางวันเพราะช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สะดวกที่สุดของผู้เพาะเลี้ยงที่จะมีเวลาเตรียมบดกล้วยในช่วงเช้า เช้า, กลางวัน, เย็น ตามความสะดวกของผู้เลี้ยง” คุณประมวล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นของการนำกล้วยน้ำว้ามาเลี้ยงปลานั้น มาจากการเพาะเลี้ยงปลาในช่วงนั้น มีต้นทุนในการผลิตสูงในเรื่องของอาหาร ทำให้ไม่คุ้มต่อผลตอบแทนที่ได้มาในแต่ละครั้ง ทุกฟาร์มเกิดปัญหาเดียวกันหมด ทำให้ตนเองต้องหาหนทางลดต้นทุนการผลิตในเรื่องของอาหารลง จึงเกิดแนวคิดนำกล
ปลาพลวงชมพู หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลาและนราธิวาส พบเห็นในลำคลองธรรมชาติ ที่น้ำค่อนข้างเย็นไหลผ่าน มีปริมาณออกซิเจนสูง เช่น น้ำตก หรือบริเวณต้นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ตั้งแต่ แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำตาปี ไปจนถึงมาเลเซีย ปลาพลวงชมพู เป็นปลาสวยงามที่ความโดดเด่นเรื่องสีเกล็ดเป็นสีชมพู บริเวณครีบหลังและครีบหางเป็นสีแดง ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยเฉพาะแม่น้ำปัตตานี และป่าฮาลา-บาลา ปลาพลวงชมพูได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดยะลาตั้งแต่วันที่ 19 มกราคม 2558 นอกจากนี้ จังหวัดยะลาได้ยื่นขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาพลวงชมพู (กือเลาะห์) ต้นน้ำป่าฮาลาบาลา” “พลวงชมพู” อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน จุดเด่นของปลาพลวงชมพูคือ มีเกล็ดปลาสีชมพู ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่สามารถกินได้ทั้งเกล็ด เวลาเคี้ยวเกล็ดปลามีรสสัมผัสเหมือนเคี้ยวกระดูกอ่อนไก่ บางคนนำเกล็ดปลาพลวงชมพูมาทอดเป็นข้าวเกรียบก็ได้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ แถมดีต่อสุขภาพเพราะเกล็ดปลาชนิดนี้มีสารคอลลาเจนสู
การเลี้ยงอึ่งปากขวด อึ่งโขก อึ่งเผ้า อึ่งเค่า (ภาคเหนือ) เจ้าสัตว์ลำตัวอ้วนป้อม มีเสียงร้องเฉพาะตัว เสียงดัง ผิวหนังสีเทาเข้ม มีจุดด่างเล็กๆ ข้างตัวสีเทาอ่อน ท้องจะออกสีขาวซีด ถ้าเป็นตัวเมียจะเห็นท้องมีลายจุดดำๆ เห็นไข่ชัด คล้ายไข่กบ คืออึ่งปากขวด อึ่งโขก อึ่งเผ้า อึ่งเค่า (ภาคเหนือ) คนภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมรับประทานมาก ปีหนึ่งมีให้รับประทานครั้งเดียว คือต้นฤดูฝน ส่วนใหญ่คนนิยมกินไข่ ไข่จะเยอะมากถ้าเทียบกับตัวอึ่ง ฉะนั้นตัวเมียจึงเป็นที่ต้องการของตลาด จึงทำให้เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งในปัจจุบันนี้เริ่มหายากขึ้น จึงพยายามที่จะนำมาเพาะเลี้ยงเลียนแบบธรรมชาติให้มากที่สุด จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้ค่อนข้างดีทีเดียว ที่ ดงลำดวนฟาร์ม โดย คุณอดุลย์ พูลเพิ่ม เป็นหนึ่งในผู้ที่เพาะเลี้ยงอึ่งเผ้า ทำไมต้องเป็น อึ่งเผ้า คือตัวใหญ่ ไข่เยอะ และไม่มีเมือกตรงผิวและเป็นสัตว์ที่อยู่ตามป่าละเมาะ กินดินโป่งและแมลงเป็นอาหาร ถือว่าสะอาด ไม่เหมือนอึ่งที่มีลำตัวลายเรียกว่าอึ่งข้างลาย จะเป็นอึ่งใกล้บ้าน กินทุกอย่าง ลำตัวเป็นเมือก เรียกอีกอย่างว่าอึ่งยาง หรืออึ่งลาย แต่รสชาติเหมือนกับอึ่งเผ้า ทำไมเล
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลานิลกุ้งขาวบางเสาธง เข้าร่วมกลุ่มแปลงใหญ่ มาตั้งแต่ปี 2560 มีเนื้อที่รวมกว่า 1,821.5 ไร่ มีเจ้าหน้าที่กรมประมงลงพื้นที่ให้ความรู้ด้านวิชาการและติดตามความก้าวหน้าของฟาร์มเกษตรกรอย่างต่อเนื่องตลอดจนมีการจัดอบรมเกี่ยวกับความรู้ด้านวิชาการพร้อมกับแนะนำตลาดใหม่ๆ ให้เกษตรกร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเลี้ยงปลานิลกุ้งขาวบางเสาธง มีการจัดการประชุมกับเกษตรกรในกลุ่มอย่างต่อเนื่อง มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นมาของเกษตรกรในกลุ่ม ที่หันมาเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาวจนประสบความสำเร็จในอาชีพ จากเดิมเกษตรกรเลี้ยงปลารอบละ 10 เดือน ก็ได้ปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยงตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่กรมประมงทั้งในเรื่องวิธีการเลี้ยง การคัดเลือกลูกพันธุ์ อาหาร ฯลฯ ส่งผลทำให้การเลี้ยงสัตว์น้ำเหลือเพียงรอบละ 4 เดือน จากที่เกษตรกรเคยมีรายได้ปีละ 1 ครั้ง ตอนนี้มีรายได้มากขึ้นเป็นปีละ 3 ครั้ง ปัจจุบันทางกลุ่มมีผลผลิตที่หลากหลายมากขึ้นด้วย เทคนิคการเลี้ยงปลานิลร่วมกับกุ้งขาวแวนนาไม ทางกลุ่มจะปล่อยลูกพันธุ์ปลานิลแปลงเพศลงบ่อเลี้ยงก่อนกุ้งขาวเป็นระยะเวลา 1 เดือนในอัตราการปล่อยที่ไม่ให้หนาแน่นจนเกินไป เช่น กา
