ประมง
ปลานิล เป็นปลาเศรษฐกิจที่มีผลผลิตเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ พร้อมทั้งมีการส่งออกไปจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศด้วยเช่นกัน ซึ่งการเลี้ยงปลานิลเป็นการค้ายังสามารถเติบโตเพิ่มได้อีก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่หาซื้อได้ง่ายและผู้บริโภคในหลายพื้นที่นิยมนำมาประกอบอาหาร จึงทำให้ปลานิลมีการพัฒนาการเลี้ยงให้มีมาตรฐานอยู่เสมอ ตั้งแต่การเพาะพันธุ์ให้ได้ลูกปลาที่มีคุณภาพ คุณธนันชัย เอกเผ่าพันธุ์ เกษตรกรผู้คร่ำหวอดในการเลี้ยงปลานิล ซึ่งในปีนี้เขาได้คัดเลือกเป็นเกษตรกรดีเด่นด้านประมง ระดับชาติ ประจำปี 2566 สาขาอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด ถือเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยระบบการเลี้ยงปลานิลของเกษตรกรท่านนี้ได้มาตรฐาน จนสามารถทำตลาดจำหน่ายได้อย่างต่อเนื่องมาหลายทศวรรษตั้งแต่รุ่นคุณพ่อคุณแม่ คุณธนันชัย เล่าว่า ช่วงแรกครอบครัวเลี้ยงปลานิลโดยปล่อยในบ่อดินโดยตรง มีปัญหาในเรื่องของกลิ่นโคลนและปลาน็อกน้ำระหว่างการเลี้ยง หลังจากนั้นได้รับการฝึกอบรมในการเลี้ยงปลานิล เพื่อที่จะนำมาแก้ปัญหาการเลี้ยงภายในฟาร์ม จึงทำให้ในเวลาต่อมาปรับเปลี่ยนมาเลี้ยงให้อยู่ในกระชังในบ่อดิน ช่วยให้การเลี้ยงมีการจัด
“ปลานิล” ปลาเศรษฐกิจเลี้ยงง่าย โตเร็ว ได้รับความนิยมในทุกระดับ ปลานิลสามารถนำมาแปรรูปได้หลายประเภท ปัจจุบันมีการส่งออกปลานิลไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมบริโภคปลานิลกันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นของปลานิลอยู่ที่อัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ปริมาณปลานิลมีมากพอที่จะส่งขายตลาดพื้นบ้านและตลาดต่างประเทศ ในราคาที่ไม่สูงมากนัก ปลานิลจึงเป็นขวัญใจของคนทุกระดับ ที่จังหวัดกาญจนบุรี จากหน้าศาลากลางจังหวัดเลี้ยวซ้ายผ่านศาลจังหวัด ข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลองแล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเลาะไปตามแม่น้ำขึ้นไปทางตะวันออกประมาณ 3 กม. จะถึงกระชังปลานิลลอยอยู่ในแม่น้ำแม่กลองเป็นจำนวนมาก จัดว่าเป็นฟาร์มปลานิลใหญ่ที่สุดของเมืองกาญจน์ และของประเทศก็ว่าได้ ฟาร์มปลานิลในกระชังเหล่านี้เป็นของ คุณเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อดีตกำนันตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จากการเลี้ยงโคนม “กำนันเทียมศักดิ์” ผันชีวิตมาทำฟาร์มปลานิลเลี้ยงปลาในกระชังที่แม่น้ำแม่กลอง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก “กำนันเทียมศักดิ์” เล่าถึงที่มาแต่หนหลังก่อนจะมาเลี้ยงปลานิลในกระชังว่า เมื่อก่อนทำฟาร์มเลี้ยงโคนม
พื้นที่ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในอดีตเคยเป็นนาข้าวและสวนผลไม้ ต่อมาประสบปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรจนกลายเป็นพื้นที่น้ำกร่อยไม่เหมาะสำหรับปลูกข้าว แต่ เอื้อต่อการเลี้ยงปลาสลิด ชาวบ้านจึงหันมาทำนาปลาสลิดตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนจนถึงทุกวันนี้ เกษตรกรประมงต้นแบบ คุณปัญญา โตกทอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตสูง คุณปัญญาเริ่มต้นเลี้ยงปลาสลิดในปี 2537 หลังเห็นเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเกษตรกรชาวสมุทรปราการที่ย้ายมาเลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสงคราม ขายปลาสลิดได้ราคาดีมาก จึงตัดสินใจเช่าพื้นที่นาข้าว 30 ไร่มาทำบ่อเลี้ยงปลาสลิด เนื่องจากคุณปัญญาไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาสลิดเลย ทั้งด้านพื้นที่ใช้เลี้ยงปลา ด้านระบบนิเวศและวิธีการเลี้ยง จึงทำให้ในช่วง 2 ปีแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ จากเดิม ฟาร์มเลี้ยงปลาเนื้อที่ 30 ไร่แห่งนี้ เคยมีรายได้จากการขายปลาอยู่ที่ 600,000 บาทหลังป
คุณจรงค์ เกื้อคลัง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านหนองปด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เจ้าของสวนเกษตรผสมผสานบ้านยางขาคีม หมู่ที่ 6 บ้านยางขาคีม ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง บอกว่า ภายในสวนจำนวน 4 ไร่ ได้ทำสวนผสมผสานปลูกพืช ผลไม้ไว้หลายตัวยังได้ทำบ่อเลี้ยงปลาหมอขึ้นมา 1 บ่อ มีความยาวประมาณ 4 เมตร กว้าง 1 เมตร เลี้ยงปลาหมอจำนวน 500 ตัว ซื้อลูกปลาหมอมาตัวละ 1.20 บาท ซึ่งตอนนี้เลี้ยงมาได้ประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ ไว้รองรับกับพืชผักผลไม้ที่เหลือๆ หรือที่หล่นใต้โคน จะได้นำมาเป็นอาหารเลี้ยง อีกทั้งพืชผักผลไม้ก็จะไม่สูญเปล่า จะได้ใช้ประโยชน์และเลี้ยงได้อย่างดีด้วย จะลดต้นทุนได้มากกับการซื้ออาหารปลามาเลี้ยง การเลี้ยงปลา ต้องยอมรับว่าต้นทุนในการเลี้ยงจะสูงมากทางด้านอาหาร หากเมื่อมีอาหารที่ทำเองมาเป็นหลักในการเลี้ยงปลาก็พอจะมีกำไร หาไม่แล้วจะไม่ได้อะไรหรืออาจจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ สำหรับการเลี้ยงปลาหมอ จะต้องใช้อาหารปลาอย่างน้อย 5 วันต่อ 1 กิโลกรัม ถ้า 1 เดือน ต้องใช้อาหารปลาประมาณ 6 กิโลกรัม อาหารปลาราคา 30 บาทต่อกิโลกรัม จะเป็นเงินประมาณ 180 บาทต่อเดือน ถ้า 6 เดือน ถึงคราวครบอายุก็มีก
แหนแดงสามารถเป็นอาหารให้กับปลากินพืชและสัตว์บกบางชนิดได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้เอง จึงทำให้แหนแดงเป็นพืชน้ำที่มีประโยชน์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรได้อีกวิธีหนึ่ง ส่งผลให้เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มใส่ใจและให้ความสำคัญ คุณหลิน หรือ คุณลลิตา ปราบหลอด ได้ให้ความสนใจในเรื่องของปลูกแหนแดงด้วยเช่นกัน จากจุดเริ่มต้นทดลองใส่ภายในบ่อเลี้ยงกุ้งเพียง 5 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งมาเพาะขยายพันธุ์แหนแดงเพื่อจำหน่ายแทน เพราะให้ผลตอบแทนที่เร็วและระยะเวลาการขยายพันธุ์ก็ให้ผลผลิตมากทำได้ไม่ยาก จนเป็นสินค้าส่งขายทั้งตลาดในพื้นที่และส่งทั่วประเทศ คุณหลิน เล่าว่า ช่วงแรกหาซื้อแหนแดงมาเป็นอาหารให้กับกุ้งที่เลี้ยงในบ่อกิน แต่ใช้เวลาไม่นานสามารถขยายพันธุ์ออกมาจำนวนมาก ทำให้กุ้งกินไม่ทันต่อจำนวนแหนแดงที่เพิ่มขึ้น จากปัญหานี้เองทำให้เพื่อนบ้านสนใจ และอยากจะซื้อเพื่อไปเป็นอาหารให้ปลาในบ่อ เมื่อบอกกันไปปากต่อปากทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เธอจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเพาะพันธุ์แหนแดงจำหน่าย “ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะขายได้ เพราะซื้อมาใส่ลงไปในบ่อให้กุ้งกิน เพื่อเป็นอาหารลดต้นทุ
“ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา” ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เนื่องจากมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เพราะถูกเลี้ยงในทะเลสาบสงขลาที่เป็นแหล่งบรรจบของน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ทำให้ปลากระพงเนื้อแน่น นุ่มลิ้น รสชาติอร่อยที่สำคัญ ไม่มีกลิ่นคาว จึงเป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยและต่างชาติ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวประมงในชุมชนแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นับเป็นกลุ่มชาวประมงที่ประสบความสำเร็จในการผลิตปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลาและเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากกลุ่มเครือข่าย จำนวน 19 กลุ่ม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอสิงหนคร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นในการกระจายผลผลิต กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ เริ่มดำเนินการปี 2563 อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่ม คือ นางจีรวัฒน์ ชุตินธร กลุ่มฯ แห่งนี้ใช้พื้นที่กลางทะเลสาบสงขลา 4 ไร่ เลี้ยงปลากระพงในกระชังจำนวน 320 กระชัง ซึ่งสมาชิกเลี้ยงปลาในกระชังเฉลี่ย 10 กระชังต่อคร
ปลาไหลนา สัตว์น้ำพื้นบ้าน…สู่ดาวรุ่งในตลาดเกษตรยุคใหม่ กลางผืนนาและแหล่งน้ำธรรมชาติของไทย ปลาไหลนาเคยเป็นเพียงสัตว์น้ำพื้นบ้านที่อยู่ในฐานะแหล่งโปรตีนพื้นถิ่น แต่วันที่กระแสเกษตรมูลค่าสูงและการแสวงหาช่องทางสร้างรายได้ใหม่ขยายตัวสู่ทุกชุมชน “ปลาไหลนา” กลับถูกจับตามองในฐานะสัตว์เศรษฐกิจที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ ปลาไหลนาเป็นสัตว์ที่มีความอึดทนต่อสภาพแวดล้อมใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย และไม่เพียงเหมาะกับวิถีเกษตรผสมผสานเท่านั้น แต่ยังเป็นที่ต้องการสูงในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารที่ต้องการปลาไหลนาเป็นวัตถุดิบให้กับลูกค้า คุณนัท-มนัสศักดิ์ จันประดับ ได้เล็งเห็นช่องทางการสร้างรายได้เปลี่ยน “สัตว์พื้นบ้าน” ให้กลายเป็น “อาชีพทางเลือกใหม่” ที่สร้างรายได้อย่างมั่นคง พร้อมแนวโน้มตลาดที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต จึงได้ศึกษาในเรื่องของการทำตลาดว่าสามารถส่งจำหน่ายยังตลาดต่างประเทศได้ พร้อมทั้งเรียนรู้การทำฟาร์มให้ได้มาตรฐาน เน้นการเลี้ยงที่มีความสะอาดโดยไม่ให้ปลาไหลอยู่โคลนเหมือนเช่นแต่ก่อน ใช้เวลาว่างจากงานประจำ ศึกษาการเลี้ยงปลาไหลนาเป็น “อาชีพเสริม” คุณนัท เล่าให้ฟั
ปูทะเลเป็นอีกหนึ่งสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญ เพราะเกษตรกรผู้เลี้ยงนำมาทำตลาดได้หลากหลายขึ้นอยู่ที่ลูกค้าต้องการนำไปประกอบอาหารประเภทใด จึงทำให้อาหารที่ทำขึ้นจากปูทะเลได้รับความนิยมและตลาดมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันการทำเกษตรให้ได้คุณภาพและจำหน่ายได้ราคาสูง ถือเป็นอีกหนึ่งการผลิตที่เกษตรกรให้ความสนใจมากขึ้น เพราะความต้องการของตลาดเป็นตัวแปรสำคัญ ช่วยให้สินค้าที่ผลิตออกมาขายได้ราคาสูง คุณโอม-ธนกฤต พลอยงาม ผู้คิดค้นและริเริ่มเรื่องของการเลี้ยงปูทะเลในภาคเหนือ โดยทำน้ำเค็มให้คล้ายกับน้ำทะเลไว้ใช้เองจนประสบผลสำเร็จ ทดลองเลี้ยงตั้งแต่กุ้งไปจนถึงปูทะเล พร้อมกับทำตลาดปูทะเลให้เป็นสินค้าปูนิ่ม จนสามารถจำหน่ายได้ราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาด เรียกได้ว่าในช่วงนี้ผลิตไม่ทันขายกันเลยทีเดียว อดีตช่างแอร์ ผู้มีใจมุ่งมั่น เลี้ยงปูทะเลคุณภาพสูง คุณโอม เล่าให้ฟังว่า เดิมนั้นทำอาชีพเป็นช่างแอร์มาประมาณ 15 ปี ซึ่งช่วงหลังๆ จำนวนช่างมีมากขึ้นทำให้รู้สึกต้องมองหาอาชีพใหม่ เพื่อให้มีรายได้จากจำนวนงานช่างแอร์ที่ลดน้อยลง เริ่มแรกได้นำกุ้งแม่น้ำมาทดลองเลี้ยง หลังจากนั้นนำปูทะเลมาเลี้ยงด้วยเช่นกัน คุณโอม บ
เมื่อพูดถึง “ปลาทู” หลายคนอาจนึกถึงภาพของปลาทูตัวอ้วนๆ นอนเรียงกันในเข่ง หน้าตาอาจดูธรรมดา แต่ปลาทูนั้นคือหนึ่งในปลาน้ำเค็มที่มีความสำคัญกับครัวไทยมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าบ้านไหนๆ ต่างก็เคยลิ้มรสปลาทู ไม่ว่าจะเป็นการทอด ย่าง หรือทานกับน้ำพริก ปลาทูไม่เพียงแต่อร่อย แต่ยังเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญของคนไทยอีกด้วย ถิ่นกำเนิดของ “ปลาทูไทย” “ปลาทูอ่าวไทย” มีถิ่นกำเนิดบริเวณ หมู่เกาะอ่างทอง ที่อยู่กลางอ่าวไทย ไม่ได้ว่ายมาจาก ปลายแหลมญวน หรือ อ่าวตังเกี๋ย ถือเป็นที่มาของฤดูกาลปิดอ่าว เพื่อให้ปลาทูได้วางไข่และอนุบาล ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงกลางเดือนพฤษภาคมของทุกๆ ปี ปลาทูที่เราเห็นตามตลาดส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็น “ปลาทูแม่กลอง” ซึ่งเป็นสายพันธุ์ปลาทูที่มีชื่อเสียงมากที่สุด เนื่องจากความอุดมสมบูรณ์ของอ่าวไทยและระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของปลาทูในบริเวณนั้น ปลาทูแม่กลองจะถูกจับในทะเลอ่าวไทยตั้งแต่ช่วงประจวบคีรีขันธ์จนถึงสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งประมงที่ใหญ่ที่สุดของปลาทูไทย แหล่งอาศัยของปลาทู ที่เป็นแหล่งประมงสำคัญในประเทศไทยพบมากในอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันแถบอ่า
อาชีพเพาะเลี้ยงปลา เป็นหนึ่งในอาชีพยอดนิยมที่เกษตรหันมายึดทำเป็นอาชีพ โดยมีระบบการเลี้ยงที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งเกษตรกรแต่ละคนจะเป็นผู้กำหนดเองโดยจะดูตามลักษณะของสถานที่และทุนที่ใช้ในการเพาะเลี้ยง การเพาะเลี้ยงปลา จริงแล้วทำได้หลากหลายรูปแบบ ซึ่งจากตำราที่ได้เขียนไว้เกี่ยวกับวิธีการเพาะเลี้ยงที่เผยแพร่นั้น จะเห็นว่ามีแนวทางการเพาะที่หลากหลาย ขึ้นอยู่กับความรู้ความถนัดของผู้เลี้ยงแต่ละคน แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารูปแบบการเลี้ยงใดก็ตาม สุดท้ายเกษตรกรส่วนใหญ่จะคำนึงถึงต้นทุนการผลิต ผลตอบแทนที่ได้ ความคุ้มค่า และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อธรรมชาติเป็นหลัก เช่น ป้าละมาย วงษ์เสถียร เจ้าของกระชังปลาในบ่อดิน แห่งตำบลคำหยาด อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง ซึ่งมีรูปแบบการเลี้ยงปลากระชังในบ่อดินที่น่าติดตามเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากใช้ต้นทุนในการเลี้ยงค่อนข้างน้อย อีกทั้งด้วยเหตุผล 2 ประการหลักๆ คือ การใช้ขนมคบเขี้ยวประเภท มาม่า ขนมปัง เป็นอาหารเลี้ยงปลา และในระหว่างเลี้ยงหรือจับปลาขายไม่เคยดูดน้ำทิ้ง หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อเลี้ยง ทำให้สามารถเลี้ยงได้ตลอดทั้งปีโดยที่ไม่มีโรคเข้ามารบกวน ป้าละมาย เริ่มเลี้ยงหันม
