ประมง
คุณสุจินต์ แสงแก้ว เป็นเกษตรกรชาวตำบลป่าเมี่ยง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เดิมมีอาชีพทำนาและทำสวน ด้วยมีความสนใจในการเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (กบ) จึงได้เข้ารับการอบรมการเลี้ยงกบนาจากศูนย์การศึกษาห้วยฮ่องไคร้ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2541 และได้รับปัจจัยการผลิตเป็นวัสดุในการก่อสร้างบ่อกบเป็นบ่อซีเมนต์ จำนวน 2 บ่อ และปัจจัยการผลิตชนิดอื่นๆ ซึ่งบ่อกบได้สร้างไว้ในบริเวณบ้านพักอาศัยพื้นที่ประมาณ 2 งาน โดยเริ่มแรกเลี้ยงกบนา เนื่องจากได้ไปอบรมในการส่งเสริมอาชีพเลี้ยงกบนากับศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ และได้ปัจจัยในการผลิตมา จึงได้พยายามเพาะเลี้ยง ขยายพันธุ์มาเรื่อยๆ และเมื่อมีจำนวนมากขึ้น คุณสุจินต์ จึงได้แจกพันธุ์ฟรีให้แก่ชาวบ้าน แล้วต่อมาได้มีการบอกต่อๆ กัน จึงได้มีการขยายพันธุ์กบต่อมา คุณสุจินต์หันมาขายลูกกบหรือพันธุ์กบระยะ 2-3 เดือน ราคาตามขนาด ซึ่งระยะแรกได้ขายปลีกให้แก่เกษตรกรในหมู่บ้านและในตำบล ต่อมาขยายเป็นเครือข่ายและได้ตั้งกลุ่มเลี้ยงกบนาในตำบลป่าเมี่ยง หากกบไม่เพียงพอจะให้ลูกสมาชิกภายในกลุ่มรวบรวมและจัดส่งให้แก่ลูกค้า ซึ่งในการจำหน่ายพันธุ์กบจะมีทั้งลูกค้าประจำและลู
คุณไว สายกระสุน อยู่บ้านเลขที่ 28 หมู่ที่ 3 ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรที่เลี้ยงปลานิลมามากกว่า 20 ปี โดยเรียนรู้จากการอ่านหนังสือ พร้อมทั้งลองผิดลองถูกด้วยตนเอง จนทำให้เขาประสบผลสำเร็จ ยึดการเลี้ยงปลานิลเป็นอาชีพหลัก เพราะสร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี ทดลองทำเกษตรหลายอย่าง สุดท้าย จบลงที่เลี้ยงปลานิล คุณไว เล่าให้ฟังว่า ชีวิตก่อนที่จะประสบผลสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ ต้องฟันฝ่าอุปสรรคมากมายหลายอย่าง ซึ่งปัญหาเหล่านั้นเป็นดังบททดสอบที่ทำให้เขาได้รับประสบการณ์ “สมัยก่อนนี้ผมทำมาหลายอย่าง ไร่นาสวนผสมบ้าง เลี้ยงปลาเล็กๆ น้อยๆ บางทีก็ปลูกผักตามหัวคันนา รายได้นี่ถือว่าได้ไหม ก็พอได้ แต่มันน้อยมาก ต่อมาเลี้ยงเป็ดเลี้ยงหมูคือทุกอย่างล้มเหลวหมด เลยคิดว่าถ้าเราจะอยากมีเงินเก็บเยอะๆ ก็คงยาก เลยตัดสินใจกับภรรยาว่าจะหาอย่างอื่นทำใหม่ ผมจึงตัดสินใจมาขุดบ่อเลี้ยงปลาเลยที่นี้” คุณไว เล่าถึงอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิต ประมาณปี 2526 คุณไว เล่าว่า เริ่มเลี้ยงปลาอย่างจริงจัง ซึ่งในช่วงนั้นมีบ้างที่ล้มลุกคลุกคลาน ช่วงแรกทดลองเลี้ยงปลาดุกเป็นอย่างแรก พอปี 2537 คนหันมากินปลานิลจึงเปลี่
ปลากระเบน เป็นสัตว์จำพวกปลากระดูกอ่อน มีทั้งหมดประมาณ 400 ชนิด พบได้ทั้งในน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม มีรูปร่างแบนราบ ครีบทั้งหมดอยู่ชิดติดกับลำตัวด้านข้าง มีท่อน้ำออก 1 คู่ อยู่ด้านหลังของหัว ทำหน้าที่ให้น้ำเข้าออกไหลเวียนผ่านเหงือกเพื่อการหายใจ ซึ่งจะไม่ไหลเวียนผ่านปากซึ่งอยู่ด้านล่างลำตัวเหมือนกับปลาฉลามหรือปลากระดูกแข็งจำพวกอื่น ปลากระเบน มีนิสัยชอบกบดานตามชายทะเลที่น้ำตื้น โดยจะฝังตัวใต้พื้นทรายหรือโคลนใต้น้ำ หากินตามพื้นท้องน้ำอาหารส่วนมากก็ได้แก่ หอย กุ้ง ปู หรือปลาขนาดเล็กตามพื้นน้ำเป็นส่วนใหญ่ โดยใช้ฟันที่มีลักษณะเป็นฟันบดขบเปลือกของอาหารให้แตกก่อน กิจกรรมที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศจากปลากระเบนก็คือ การดำน้ำเคียงข้างพวกมัน นอกจากนี้ ยังช่วยให้มั่นใจได้ว่าการดำน้ำกับปลากระเบนจะยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของรายการที่นักดำน้ำอยากทำ เพราะด้วยขนาดตัวที่ใหญ่โต และลวดลายสีสันที่สวยงามของปลากระเบน นอกจากนี้ ปลากระเบนยังติดอันดับต้นๆ ของปลาสวยงามที่เหล่าเศรษฐี ทั้งในประเทศบ้านเราและต่างประเทศนิยมเลี้ยงอีกด้วย เพราะด้วยความสวยงามของปลากระเบนที่ไม่ธรรมดา และมีมูลค่าที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน แต่หลา
การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์โดยการทำสิ่งที่รักและชื่นชอบ ย่อมก่อให้เกิดแห่งความสุขอย่างแท้จริง หากสิ่งที่ลงมือทำนั้น สามารถพัฒนาและต่อยอดให้เกิดเป็นธุรกิจสร้างเม็ดเงิน ทำให้มีรายได้เพิ่มในครอบครัว เช่นเดียวกันกับ คุณชิษณุพงศ์ ไกรแสง หรือ คุณบ่าว เจ้าของ “ฟาร์มหอยโข่งใต้ พัทลุง By คุณบ่าว” วัย 20 ปี เด็กหนุ่มผู้มากความสามารถ ในพื้นที่หมู่ที่ 9 ตำบลลำสินธุ์ อำเภอศรีนครินทร์ จังหวัดพัทลุง ที่ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ สร้างรายได้เพิ่ม โดยการทำฟาร์มเพาะหอยโข่งขายผ่านช่องทางออนไลน์ สร้างรายได้ให้กับตนเองทุกวัน จุดเริ่มต้นของการเลี้ยงหอยโข่งนั้น เกิดขึ้นเมื่อประมาณเกือบ 2 ปีที่แล้ว เพราะบริเวณพื้นที่โดยรอบบ้านจะเต็มไปด้วยแม่น้ำ ลำคลอง จึงชวนเพื่อนๆ ที่รู้จักกันในหมู่บ้านกระโดดลงเล่นน้ำในแม่น้ำ ลำคลอง โดยที่ไม่ได้คิดอะไรตามประสาของเด็กหนุ่ม จนกระทั่งคุณบ่าวจับหอยโข่งขึ้นมา ขณะนั้นเองยังไม่รู้ว่าหอยโข่งสามารถขายได้ จึงถ่ายรูปหอยโข่งลงโพสต์ขายทางหน้าเฟซบุ๊กของตนเองโดยไม่ได้คิดจริงจัง เพราะโดยปกติคนภาคใต้จะนิยมบริโภคหอยโข่งกันอยู่แล้ว หลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาทีต่อมาโพสต์เฟซบุ๊กของคุณบ่าวดังกล่า
กุ้งฝอย เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดเล็ก ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งโปรตีนและแคลเซียม ปัจจุบันนี้กุ้งฝอยในแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณลดลง สวนทางกับความต้องการของตลาด ที่ใช้กุ้งฝอยเพิ่มมากขึ้น สำหรับการบริโภค และใช้กุ้งฝอยเป็นอาหารเลี้ยงอนุบาลลูกปลาเศรษฐกิจ เช่น ปลาบู่ ปลาช่อน ปลากราย และปลาสวยงาม ทำให้ราคากุ้งฝอยในท้องตลาดตั้งแต่กิโลกรัมละ 200-300 บาท ดร.บัญชา ทองมี อาจารย์ประจำคณะประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล็งเห็นศักยภาพทางการตลาดของกุ้งฝอย เป็นสัตว์น้ำทางเลือกที่เกษตรกรใช้สร้างอาชีพได้ จึงได้ศึกษาวิจัยเรื่องการเลี้ยงกุ้งฝอยในเชิงการค้าภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จนประสบผลสำเร็จ สามารถเผยแพร่องค์ความรู้ให้เกษตรกรนำไปเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพได้ ลักษณะนิสัยของกุ้งฝอย กุ้งฝอยเป็นกุ้งน้ำจืด ชอบซ่อนตัวอยู่ตามใต้ก้อนหินหรือเกาะตามพรรณไม้ ชอบอาศัยอยู่ในน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆ น้ำขุ่น ลึกไม่เกิน 1 เมตร มีอินทรียวัตถุทับถมกัน กุ้งฝอยเพศเมียจะเริ่มมีไข่และผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ 60 วันขึ้นไป จะสร้างไข่เก็บไว้ในถุงเก็บไข่ กุ้งเพศผู้จะพยายามติดตามก
“ปลานิล” ปลาเศรษฐกิจเลี้ยงง่าย โตเร็ว ได้รับความนิยมในทุกระดับ ปลานิลสามารถนำมาแปรรูปได้หลายประเภท ปัจจุบันมีการส่งออกปลานิลไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว นิยมบริโภคปลานิลกันอย่างแพร่หลาย จุดเด่นของปลานิลอยู่ที่อัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ปริมาณปลานิลมีมากพอที่จะส่งขายตลาดพื้นบ้านและตลาดต่างประเทศ ในราคาที่ไม่สูงมากนัก ปลานิลจึงเป็นขวัญใจของคนทุกระดับ ที่จังหวัดกาญจนบุรี จากหน้าศาลากลางจังหวัดเลี้ยวซ้ายผ่านศาลจังหวัด ข้ามสะพานแม่น้ำแม่กลองแล้วเลี้ยวซ้ายอีกทีเลาะไปตามแม่น้ำขึ้นไปทางตะวันออกประมาณ 3 กม. จะถึงกระชังปลานิลลอยอยู่ในแม่น้ำแม่กลองเป็นจำนวนมาก จัดว่าเป็นฟาร์มปลานิลใหญ่ที่สุดของเมืองกาญจน์ และของประเทศก็ว่าได้ ฟาร์มปลานิลในกระชังเหล่านี้เป็นของ คุณเทียมศักดิ์ สง่ากชกร อดีตกำนันตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี จากการเลี้ยงโคนม “กำนันเทียมศักดิ์” ผันชีวิตมาทำฟาร์มปลานิลเลี้ยงปลาในกระชังที่แม่น้ำแม่กลอง เป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก “กำนันเทียมศักดิ์” เล่าถึงที่มาแต่หนหลังก่อนจะมาเลี้ยงปลานิลในกระชังว่า เมื่อก่อนทำฟาร์มเลี้ยงโคนม
พื้นที่ตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ในอดีตเคยเป็นนาข้าวและสวนผลไม้ ต่อมาประสบปัญหาน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตรจนกลายเป็นพื้นที่น้ำกร่อยไม่เหมาะสำหรับปลูกข้าว แต่ เอื้อต่อการเลี้ยงปลาสลิด ชาวบ้านจึงหันมาทำนาปลาสลิดตั้งแต่เมื่อ 40 ปีก่อนจนถึงทุกวันนี้ เกษตรกรประมงต้นแบบ คุณปัญญา โตกทอง ชาวตำบลแพรกหนามแดง อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ได้รับการยกย่องให้เป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ในเรื่องของการเลี้ยงปลาสลิดด้วยงานวิจัย เป็นเกษตรกรตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในเรื่องประสิทธิภาพการผลิตและผลตอบแทนจากการผลิตสูง คุณปัญญาเริ่มต้นเลี้ยงปลาสลิดในปี 2537 หลังเห็นเพื่อนบ้านซึ่งเป็นเกษตรกรชาวสมุทรปราการที่ย้ายมาเลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสงคราม ขายปลาสลิดได้ราคาดีมาก จึงตัดสินใจเช่าพื้นที่นาข้าว 30 ไร่มาทำบ่อเลี้ยงปลาสลิด เนื่องจากคุณปัญญาไม่มีความรู้และประสบการณ์ในการเลี้ยงปลาสลิดเลย ทั้งด้านพื้นที่ใช้เลี้ยงปลา ด้านระบบนิเวศและวิธีการเลี้ยง จึงทำให้ในช่วง 2 ปีแรกยังไม่ประสบความสำเร็จ จากเดิม ฟาร์มเลี้ยงปลาเนื้อที่ 30 ไร่แห่งนี้ เคยมีรายได้จากการขายปลาอยู่ที่ 600,000 บาทหลังป
คุณจรงค์ เกื้อคลัง อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 8 บ้านหนองปด ตำบลแม่ขรี อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง เจ้าของสวนเกษตรผสมผสานบ้านยางขาคีม หมู่ที่ 6 บ้านยางขาคีม ตำบลทุ่งนารี อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง บอกว่า ภายในสวนจำนวน 4 ไร่ ได้ทำสวนผสมผสานปลูกพืช ผลไม้ไว้หลายตัวยังได้ทำบ่อเลี้ยงปลาหมอขึ้นมา 1 บ่อ มีความยาวประมาณ 4 เมตร กว้าง 1 เมตร เลี้ยงปลาหมอจำนวน 500 ตัว ซื้อลูกปลาหมอมาตัวละ 1.20 บาท ซึ่งตอนนี้เลี้ยงมาได้ประมาณ 2 เดือน ทั้งนี้ ไว้รองรับกับพืชผักผลไม้ที่เหลือๆ หรือที่หล่นใต้โคน จะได้นำมาเป็นอาหารเลี้ยง อีกทั้งพืชผักผลไม้ก็จะไม่สูญเปล่า จะได้ใช้ประโยชน์และเลี้ยงได้อย่างดีด้วย จะลดต้นทุนได้มากกับการซื้ออาหารปลามาเลี้ยง การเลี้ยงปลา ต้องยอมรับว่าต้นทุนในการเลี้ยงจะสูงมากทางด้านอาหาร หากเมื่อมีอาหารที่ทำเองมาเป็นหลักในการเลี้ยงปลาก็พอจะมีกำไร หาไม่แล้วจะไม่ได้อะไรหรืออาจจะขาดทุนเสียด้วยซ้ำ สำหรับการเลี้ยงปลาหมอ จะต้องใช้อาหารปลาอย่างน้อย 5 วันต่อ 1 กิโลกรัม ถ้า 1 เดือน ต้องใช้อาหารปลาประมาณ 6 กิโลกรัม อาหารปลาราคา 30 บาทต่อกิโลกรัม จะเป็นเงินประมาณ 180 บาทต่อเดือน ถ้า 6 เดือน ถึงคราวครบอายุก็มีก
แหนแดงสามารถเป็นอาหารให้กับปลากินพืชและสัตว์บกบางชนิดได้อีกด้วย ด้วยคุณสมบัติพิเศษนี้เอง จึงทำให้แหนแดงเป็นพืชน้ำที่มีประโยชน์ ช่วยลดต้นทุนการผลิตทางการเกษตรได้อีกวิธีหนึ่ง ส่งผลให้เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มใส่ใจและให้ความสำคัญ คุณหลิน หรือ คุณลลิตา ปราบหลอด ได้ให้ความสนใจในเรื่องของปลูกแหนแดงด้วยเช่นกัน จากจุดเริ่มต้นทดลองใส่ภายในบ่อเลี้ยงกุ้งเพียง 5 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนจากการเลี้ยงกุ้งมาเพาะขยายพันธุ์แหนแดงเพื่อจำหน่ายแทน เพราะให้ผลตอบแทนที่เร็วและระยะเวลาการขยายพันธุ์ก็ให้ผลผลิตมากทำได้ไม่ยาก จนเป็นสินค้าส่งขายทั้งตลาดในพื้นที่และส่งทั่วประเทศ คุณหลิน เล่าว่า ช่วงแรกหาซื้อแหนแดงมาเป็นอาหารให้กับกุ้งที่เลี้ยงในบ่อกิน แต่ใช้เวลาไม่นานสามารถขยายพันธุ์ออกมาจำนวนมาก ทำให้กุ้งกินไม่ทันต่อจำนวนแหนแดงที่เพิ่มขึ้น จากปัญหานี้เองทำให้เพื่อนบ้านสนใจ และอยากจะซื้อเพื่อไปเป็นอาหารให้ปลาในบ่อ เมื่อบอกกันไปปากต่อปากทำให้มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เธอจึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสด้วยการเพาะพันธุ์แหนแดงจำหน่าย “ตอนแรกไม่ได้คิดเลยว่าจะขายได้ เพราะซื้อมาใส่ลงไปในบ่อให้กุ้งกิน เพื่อเป็นอาหารลดต้นทุ
“ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลา” ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2565 เนื่องจากมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เพราะถูกเลี้ยงในทะเลสาบสงขลาที่เป็นแหล่งบรรจบของน้ำจืด น้ำเค็ม และน้ำกร่อย ทำให้ปลากระพงเนื้อแน่น นุ่มลิ้น รสชาติอร่อยที่สำคัญ ไม่มีกลิ่นคาว จึงเป็นสินค้าขายดี เป็นที่นิยมบริโภคของคนไทยและต่างชาติ ช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ชาวประมงในชุมชนแห่งนี้มาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ ตำบลเกาะยอ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นับเป็นกลุ่มชาวประมงที่ประสบความสำเร็จในการผลิตปลากะพงสามน้ำทะเลสาบสงขลาและเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมผลผลิตจากกลุ่มเครือข่าย จำนวน 19 กลุ่ม ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเมือง และอำเภอสิงหนคร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นในการกระจายผลผลิต กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรักเกาะยอ เริ่มดำเนินการปี 2563 อยู่ภายใต้การนำของประธานกลุ่ม คือ นางจีรวัฒน์ ชุตินธร กลุ่มฯ แห่งนี้ใช้พื้นที่กลางทะเลสาบสงขลา 4 ไร่ เลี้ยงปลากระพงในกระชังจำนวน 320 กระชัง ซึ่งสมาชิกเลี้ยงปลาในกระชังเฉลี่ย 10 กระชังต่อคร
