ประมง
เมื่อไม่นานมานี้ สำนักงานจังหวัดชุมพร ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานชุมพร ได้นำสื่อมวลชนทั้งในพื้นที่จังหวัดชุมพร และจากจังหวัดต่างๆ ประมาณ 30 คน เดินทางไปเยี่ยมชมธนาคารปูม้า บ้านเกาะเตียบ ของชุมชนชาวประมง หมู่ที่ 7 ตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร ที่ทั้ง 2 หน่วยงาน ร่วมกันจัดขึ้น การเดินทางไปยังธนาคารปูม้าบ้านเกาะเตียบ ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอเมืองชุมพร ประมาณ 90 กิโลเมตร ต้องใช้ถนนเลียบชายฝั่งทะเลของกรมทางหลวงชนบท ผ่านตำบลสะพลี ตำบลชุมโค และตำบลปากคลอง อำเภอปะทิว ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง เมื่อไปถึงบ้านเกาะเตียบ จะได้พบกับธรรมชาติที่สวยงามและวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านที่มีประมาณ 90 ครอบครัว ซึ่งก่อสร้างบ้านพักอยู่ตามแนวชายหาดที่ขาวสะอาด ส่วนในท้องทะเลเมื่อมองจากชายหาด ก็จะเห็นความสวยงามของเกาะแก่งน้อยใหญ่ เช่น เกาะเวียง และเกาะรัง ซึ่งเป็นเกาะที่ได้รับสัมปทานในการเก็บรังนกอีแอ่นเกาะพระ และเกาะเตียบ โดยมีเรือประมงพื้นบ้านจอดเต็มไปหมดนับร้อยลำ คุณดำ ชัยวิสิทธิ์ หนุ่มวัย 36 ปี ประธานกลุ่ม
กุ้งก้ามกราม นับเป็นสัตว์เศรษฐกิจสร้างอาชีพที่ดีอีกชนิดหนึ่ง ด้วยรสชาติอร่อย และราคาดีสม่ำเสมอ คุณศุภวัฑฒ์ โกมลมาลย์ ผู้อำนวยการกองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กรมประมง เผยว่า การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถทำได้ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม หากใครต้องการทำเป็นอาชีพ แต่ไม่เคยทำมาก่อนเลย แนะนำให้ทดลองเลี้ยงในปริมาณน้อยๆไปก่อน แต่เหนือสิ่งอื่นใด ก่อนที่จะทดลองเลี้ยง ควรหาตลาดไว้ก่อน ว่าถ้าเลี้ยงแล้วจะไปขายใคร ขายที่ไหน ขายอย่างไร เช่นส่งแม่ค้าในตลาด มีแผงค้าเอง หรือจะเจาะกลุ่มลูกค้าแบบใด และสำหรับผู้ที่ ต้องการทดลองเลี้ยง แนะนำในพื้นที่เล็กๆ ก่อน สักประมาณ ครึ่งไร่ หรือ 200 ตารางวา ด้วยลูกพันธุ์จำนวน 2-3 หมื่นตัว เลี้ยงไป 8-10 เดือน ก็จับขายได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ ใช้เงินลงทุนราว 3-5 หมื่นบาท โดยจะมีรายได้ อยู่ที่ราว 200000 บาท (คิดจากราคาขายต่อกิโลกรัมประมาณ 200 บาท) ใครที่สนใจการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม สามารถปรึกษาหาข้อมูลได้ที่ ศูนย์วิจัยประมงน้ำจืดทุกจังหวัด หรือที่กรมประมง บางเขน กรุงเทพฯ รายละเอียดสำหรับ การเลี้ยงกุ้งก้ามกราม จากเอกสารกรมประมง กุ้งชนิดนี้ มีชื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นที่รู้จ
วันที่ 25 ก.ย. นายอนันต์ สมุทรารินทร์ นอ.เวียงเชียงรุ้ง จ.ชร.ร่วมกับ หน.ชป.อำเภอ เข้าตรวจเยี่ยมบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามแดง(เครฟิช)ของนายประภาน นัยติ๊บ สจ.เขต อ.เวียงเชียงรุ้ง ที่บ้าน ม.7 ต.ป่าซาง เพื่อให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการประมง จ.ชร.เรื่องควบคุมการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงให้ได้มาตรฐานปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งบ่อกุ้งดังกล่าวดำเนินการตามประกาศฯและได้ลงทะเบียนเลี้ยงกุ้งก้ามแดงไว้สองหมื่นกว่าตัว เตรียมส่งเสริมให้ชาวบ้านมาศึกษาดูงาน นำไปประกอบอาชีพเป็นรายได้เสริมต่อไป เมื่อเร็วๆนี้ ที่มา : ข่าวสดออนไลน์
ผมไปเที่ยวภูเก็ตครั้งล่าสุดมีลาภปากที่ได้กินกุ้งมังกร ที่ต้องใช้คำว่า ลาภปากก็เพราะเป็นกุ้งที่มีราคาแพงเหลือเกิน กุ้งชนิดอื่นๆ กิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาท ก็ถือว่าแพงแล้ว ทว่ากุ้งมังกรกิโลกรัมละตั้ง 3,000 บาท และได้กุ้งเพียงตัวเดียวเท่านั้น เพราะแต่ละตัวหนักเป็นกิโล นี่ถ้าต้องซื้อกุ้งมังกรกินเองผมคงไม่ซื้อกิน เสียดายเงิน ที่ยอมกินก็เพราะมีเจ้ามือ แต่ก็เกรงใจเหมือนกันจึงกินเพียงพอประมาณ คือให้รู้ว่าเนื้อกุ้งมีรสชาติเป็นอย่างไรก็พอ ผมได้รับทราบจากร้านขายอาหารทะเลว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมมากินกุ้งมังกรที่ภูเก็ต หากไม่ได้มากินกุ้งชนิดนี้ก็เหมือนไม่ได้มาเที่ยวภูเก็ต ก็ว่าได้ ก็เพราะอย่างนี้แหละจึงทำให้กุ้งมังกรราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เพราะกุ้งตามธรรมชาติที่ชาวประมงจับได้มีน้อย ขณะที่คนกินมีมากขึ้น ร้านอาหารที่ภูเก็ตจึงสั่งซื้อกุ้งมังกรมาจากพม่าเสียเป็นส่วนใหญ่ กุ้งมังกรนำเข้าไม่ค่อยจะดีเพราะกุ้งจะตายก่อนถึงผู้กินกว่าครึ่ง กุ้งตายกับกุ้งเป็นราคาต่างกัน กุ้งตายเนื้อจะเละไม่แน่นเหมือนกุ้งเป็น ก็เพราะกุ้งมังกรมีราคา จึงทำให้ชาวประมงหันมาทำกระชังเลี้ยงกันหลายราย พอผมได้รับรู้ว่ากุ้งมังกรเลี
พ.ต.ท. ฤทธิ์ ศิริเทพ สารวัตรใหญ่สถานีตำรวจภูธรรำมะสัก ต.รำมะสัก อ.โพธิ์ทอง จ.อ่างทอง กล่าวว่า การเลี้ยงปลากระชังเป็นโครงการ ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็นนโยบายของผู้บังคับบัญชา สนับสนุนให้ตำรวจชั้นผู้น้อย ใช้เวลาว่างหารายได้เลี้ยงครอบครัว ประกอบกับที่หน้าโรงพัก ส.ภ.ต. รำมะสัก มีคลองสีบัวทองมีน้ำไหลผ่านตลอด สามารถที่จะเลี้ยงปลาได้ จึงส่งเสริมให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเลี้ยงปลากระชัง โดยเลี้ยงปลาเทโพและปลาดุก ในกระชังขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 6 เมตร จำนวน 4 กระชัง โดยใช้เวลาว่างดูแล กระชังปลา ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงนำร่องการเรียนรู้ เป็นทุนอาหารกลางวันตำรวจ พร้อมนำไปปรับใช้ในการทำอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่ายในครัวเรือน
ปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่นจังหวัดยะลา นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นภาคใต้ว่า ปลากือเลาะห์ หรือ อีแกกือเลาะห์ เป็นปลาที่มีเนื้อรสชาติดี สามารถรับประทานได้ทั้งเกล็ด ในปัจจุบันตลาดการเลี้ยงปลาสวยงามก็กำลังเป็นที่ต้องการอย่างสูง เนื่องจากเป็นปลาที่มีความโดดเด่นในสีของเกล็ดที่มีลักษณะเป็น สีชมพู บริเวณครีบหลังและครีบหางเป็นสีแดง โดยลักษณะนิสัยและความเป็นอยู่ของปลาชนิดนี้ จะเป็นปลาที่ชอบอาศัยอยู่ในบริเวณแหล่งน้ำที่น้ำไหลผ่าน มีน้ำค่อนข้างเย็น มีปริมาณออกซิเจนสูง เช่น น้ำตก หรือบริเวณต้นแม่น้ำสายหลักในพื้นที่จังหวัดยะลาและนราธิวาส โดยเฉพาะแม่น้ำปัตตานี และป่าฮาลา –บาลา ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ ปลาพลวงชมพูได้รับการประกาศให้เป็นปลาประจำจังหวัดยะลาเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 19 มกราคม 2558 ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ปลาพลวงชมพูเป็นปลาที่อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน เป็นปลาที่รู้จักกันในภาคอื่นเรียกว่า “ปลาเวียน” ซึ่งปัจจุบันปลาชนิดนี้ได้ลดจำนวนลงมากจนถึงใกล้สูญพันธุ์ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถเพาะพันธุ์และเลี้ยงได้ จึงทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ด้
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่ากระแสการทำเกษตรของคนในยุคนี้เป็นที่นิยมมากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากรายการโทรทัศน์หรือข่าวสารตามโลกโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คนจากหลากหลายอาชีพผันชีวิตสู่การทำเกษตรกรรมกันอย่างกว้างขวาง จากแรงบันดาลใจของผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านนี้ จะเห็นได้ว่าการเกษตรไม่จำเป็นที่จะต้องใช้เนื้อที่หรือความรู้ของการจบในด้านนี้มาทำมากนัก แต่เกิดจากการที่เริ่มชอบในสิ่งที่อยากทำ จนคิดค้นริเริ่มทดลองทำจนให้เกิดเป็นงานสร้างรายได้ แบบที่ว่าสามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบาย คุณสุมิตรา ศรีเดช อยู่บ้านเลขที่ 44 หมู่ที่ 4 ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ได้ลาออกจากงานบริษัท มาเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามแดง โดยใช้พื้นที่บริเวณภายในบ้าน เรียกง่ายๆ ว่า มีพื้นที่ตรงไหนว่างนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จนเป็นอาชีพที่เธอบอกว่าทำแล้วมีความสุข และที่สำคัญทำให้เธอมีเวลาอยู่บ้านดูแลบุคคลอันเป็นที่รักอย่างใกล้ชิดได้อีกด้วย จากพนักงานบริษัท ผันชีวิตสู่ผู้เลี้ยงกุ้งก้ามแดง คุณสุมิตรา เล่าให้ฟังว่า ได้ลาออกจากงานบริษัทมาอยู่ที่บ้านเพื่อประกอบอาชีพเลี้ยงปลากระชังในแม่น้ำท่าจีน จากนั้นปร
พระราชกรณียกิจที่นับว่าอำนวยประโยชน์ต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยทั่วทุกภูมิภาคในทุกวันนี้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในด้านการประมงคือ พระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงปลานิล ซึ่งสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต เมื่อครั้งทรงดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมารแห่งประเทศญี่ปุ่น ได้น้อมเกล้าฯ ถวายปลาทิโลเปีย นิโลติกา (Tilapia Nilatica) จำนวน 50 ตัว เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปล่อยลงเลี้ยงในบ่อบริเวณสวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต และได้พระราชทานชื่อปลานี้ว่า “ปลานิล” และได้พระราชทานลูกปลานิล 10,000 ตัว ให้กรมประมง กรมประมงได้ดำเนินการขยายพันธุ์และได้แจกจ่ายให้แก่ราษฎรเพื่อนำไปเพาะเลี้ยงตามพระราชประสงค์ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่สำคัญสำหรับเกษตรกรไทยในปัจจุบัน และได้มีการพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงในรูปแบบฟาร์มที่ทันสมัยและถูกต้องตามหลักวิชาการ ตลอดถึงการบริหารจัดการกระบวนการผลิตและการตลาดตามรูปแบบสหกรณ์ที่ก่อเกิดความมั่นคงในอาชีพเป็นอย่างดีในทุกวันนี้ ด้วยมีการบริหารจัดการแบบรวมกลุ่ม มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายใต้การส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเ
ปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัตว์น้ำที่มีอยู่ตามธรรมชาตินับวันยิ่งลดน้อยลง ทำให้การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นสัตว์เศรษฐกิจมีความสำคัญมากขึ้น เพื่อให้ปริมาณของแหล่งโปรตีนมีเพียงพอต่อความต้องการของจำนวนประชากรที่สูงขึ้น ซึ่งนับว่าประเทศไทยโชคดีที่มีเกษตรกรเก่งในเรื่องการเกษตร สามารถผลิตทั้งพืชผัก ผลไม้ หรือแม้แต่ด้านปศุสัตว์ได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ ณ เวลานี้ กระแสการรักสุขภาพยิ่งมาแรงอย่างฉุดไม่อยู่ ผู้บริโภคเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จึงนิยมบริโภคปลาและผักมากขึ้น จนทำให้เห็นว่าตามร้านอาหารหลายๆ แห่ง มีเมนูปลามากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า ปลากะพง นับว่าเป็นปลาที่จะต้องมีอยู่ในเมนูอาหารแน่ๆ เพราะเนื้อปลามีความอร่อย รสชาติดี ราคาก็สมเหตุสมผล เมื่อสั่งมากินราคาก็ไม่แพงมากนัก ซึ่งผู้เขียนเองก็ชื่นชอบเมนูปลากะพงเช่นเดียวกัน จึงสงสัยใคร่รู้ว่าปลากะพงที่ผู้เขียนชื่นชอบนี้ มีวิธีการเลี้ยงและจัดการแบบใดบ้าง ทำไมปลาชนิดนี้ยิ่งมีขนาดใหญ่ราคายิ่งแพง มีการเลี้ยงพิเศษอะไรไหม ซึ่งในปักษ์นี้ ผู้เขียนจะนำเสนอการเพาะเลี้ยงลูกปลากะพง ที่ได้รับการฝึกให้กินอาหารเม็ด เพื่อให้เกษตรกรที่ซื้อไปเลี้ยง
วันที่ 18 พฤษภาคม นายทิฆัมพร ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยนักวิจัยศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 3 จ.ตรัง เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 3 จังหวัดตรัง ได้ร่วมกับอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ลงพื้นที่ทางทะเลอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี สำรวจปะการัง ในบริเวณ อ่าวปิเละ อ่าวโละซามะ เกาะยูง ด้านทิศตะวันออก อ่าวลิง เกาะไผ่ เกาะไก่ หมู่เกาะพีพี ต.อ่าวนาง อ.เมืองกระบี่ จาการสำรวจพบว่าเกิดปรากฏการณ์ ปะการังฟอกขาวเป็นวงกว้างกระจายอยู่ ทั่วทุกพื้นที่ โดยชนิดปะการังที่ฟอกขาว ที่พบประกอบด้วย ปะการังเขากวาง ปะการังวงแหวน ปะการังช่องเหลี่ยม ปะการังดอกเห็ด ปะการังดอกกะหล่ำ และปะการังโขด โดยปะการังเกิดการฟอกขาวมากที่บริเวณเกาะไก่ ประมาณร้อยละ 80 สาเหตุเกิดจาก อุณหภูมิของน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น อยู่ที่ 31-35 องศา จากปกติจะอยู่ที่ 28-30 องศา สิ่งที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ ปะการังโขด ที่พบว่ามีการฟอกขาวเกิดขึ้น ขณะที่เมื่อปี 2553 เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวครั้งรุนแรง แต่ปะการังชนิดนี้ ไม่มีการฟอกขาวแต่อย่างใด และไม่เคยมีบันทึกการฟอกขาวในปะการั
