ปศุสัตว์
เกษตรกรคนเก่งเปลี่ยนความชอบส่วนตัวให้เป็นอาชีพสร้างรายได้คือ นายชเล สมบูรณ์ทรัพย์ อายุ 34 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ที่ 3 ตำบลหนองปลิง อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ไก่ป่าพันธุ์ลูกผสมไก่แจ้ จนปัจจุบันมีไก่มากกว่า 100 ตัว นายชเล เล่าให้ฟังว่า จุดเริ่มต้นการเลี้ยงไก่ป่าลูกผสมนี้เกิดจากความชื่นชอบส่วนตัว โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นกลุ่มนักเล่นไก่เลี้ยงไก่ไว้สำหรับแข่งขันนับดอกหรือการแข่งขันเสียงขันที่เป็นเอกลักษณ์และมีเสน่ห์ จึงเกิดแรงบันดาลใจอยากลองเลี้ยงและศึกษาจริงจัง ด้วยความใส่ใจและหมั่นศึกษาพฤติกรรมของไก่ จากเดิมที่เลี้ยงไว้เพียงไม่กี่ตัวเพื่อความเพลิดเพลิน จึงเริ่มทดลองเพาะขยายพันธุ์เองจนประสบความสำเร็จ ปัจจุบันภายในบริเวณบ้านยังพอมีป่าพงให้อยู่อาศัย ส่งผลให้ไก่มีสุขภาพแข็งแรงและมีลักษณะเด่นตามที่ตลาดต้องการ ตอนนี้มีไก่ป่าลูกผสมรวมแล้วประมาณ 100 ตัว เริ่มมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาสอบถามและซื้อไปเลี้ยงต่อ ทั้งเพื่อนำไปประกวดแข่งขันนับดอกและเลี้ยงไว้ดูเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน และเปิดจำหน่ายให้ผู้ที่สนใจ โดยสามารถเลือกซื้อ “ตัวผู้” แยกตัวเดี่ยว เพื่อน
การเลี้ยงไก่นอกจากเรื่องของอาหารที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษแล้ว การป้องกันโรคต่างๆ โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องใส่ใจ ซึ่งพืชสมุนไพรเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่เกษตรกรในหลายพื้นที่นำมาผสมกับอาหารให้ไก่กิน เพราะนอกจากจะหาง่ายแล้ว ยังเป็นตัวช่วยแบบประหยัดต้นทุนให้กับเกษตรกร วันนี้จะพามารู้จักกับพืชสมุนไพร 5 ชนิด ที่นิยมนำมาผสมอาหารให้กับไก่ที่เลี้ยงกิน มีดังนี้ ฟ้าทะลายโจร เป็นสมุนไพรพื้นบ้านของไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยสรรพคุณทางยาที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อต่างๆ เช่น โควิด-19 ทำให้ฟ้าทะลายโจรกลายเป็นสมุนไพรที่ได้รับความสนใจและถูกนำมาศึกษาอย่างแพร่หลาย ลักษณะของฟ้าทะลายโจร การนำฟ้าทะลายโจรมาใช้กับไก่นั้นเป็นที่นิยมในหมู่เกษตรกรและผู้เลี้ยงไก่ เนื่องจากมีสรรพคุณทางยาที่หลากหลายและสามารถช่วยป้องกันโรคในไก่ได้หลายชนิด สรรพคุณของฟ้าทะลายโจรเมื่อใช้กับไก่ ต้านเชื้อแบคทีเรียช่วยป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคท้องเสีย ต้านการอักเสบช่วยลดอาการอักเสบในระบบทางเดินอาหารและระบบหายใจ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันช่วยให้ไก่แข็งแรงและต้า
หากพูดถึงการเลี้ยงหมู หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า “หมูอุตสาหกรรม” ที่เน้นความรวดเร็วและปริมาณ หรือขยับมาสายรักสุขภาพหน่อยก็จะเป็น “หมูอินทรีย์” ที่เลี้ยงด้วยอาหารธรรมชาติและไม่ใช้สารเคมี แต่เคยได้ยินชื่อ “การเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิก” กันบ้างไหม ถ้ายังไม่คุ้น วันนี้ ‘เทคโนโลยีชาวบ้าน’ จะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับระบบการเลี้ยงหมูที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าหมูอินทรีย์ทั่วไป และเป็นเทรนด์ที่น่าจับตาในกลุ่มเกษตรกรรมยั่งยืน หากจะพูดถึงต้นแบบของการเลี้ยงหมูระบบไบโอไดนามิกในเมืองไทย ชื่อของ “หมอฟิวส์-วานิชย์ วันทวี” ผู้ก่อตั้ง ว.ทวีฟาร์ม ต.บ้านเม็ง อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น คือหนึ่งในบุคคลต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าระบบนี้สำเร็จได้จริง หมอฟิวส์คือสัตวบาลคนรุ่นใหม่ที่มีโอกาสได้เดินทางไปฝึกงานที่เยอรมนี และได้ซึมซับแนวคิดการทำเกษตรกรรมยั่งยืนแบบยุโรปอย่างลึกซึ้ง เมื่อกลับมาบ้านเกิด เขาจึงไม่เพียงแค่มาสืบทอดอาชีพเกษตรกรรมจากรุ่นคุณพ่อคุณแม่ แต่มาเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดที่ว่า “เกษตรกรต้องไม่มองว่าตัวเองเป็นแค่เกษตรกร แต่ต้องมองว่าตัวเองเป็นนักธุรกิจเกษตร” หมอฟิวส์เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการทำฟาร์ม
สำหรับคนเลี้ยงโคแล้ว ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเดินเข้าไปในคอกตอนเช้า แล้วพบว่าโคตัวโปรดนอนท้องโป่งขยายใหญ่ ส่งเสียงร้องด้วยความเจ็บปวด หายใจหอบถี่ และปฏิเสธอาหารทุกชนิด ทราบหรือไม่ว่า อาการท้องอืดในสัตว์เคี้ยวเอื้องไม่ใช่เรื่องลมในท้องธรรมดาๆ เหมือนในคน แต่เป็นภาวะวิกฤตทางระบบย่อยอาหารที่เฉียบพลันและรุนแรง หากเกษตรกรไม่สามารถช่วยเหลือหรือปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที แรงดันแก๊สที่สะสมมหาศาลอาจพรากชีวิตสัตว์เลี้ยงในฟาร์มไปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น หัวใจสำคัญของการรักษาชีวิตโคคือการเข้าใจกลไกและรู้ทันสาเหตุ เนื่องจากกระเพาะหมักหรือกระเพาะผ้าขี้ริ้ว (Rumen) ของโคนั้น เปรียบเสมือนถังหมักชีวภาพขนาดใหญ่ที่ผลิตแก๊สอยู่ตลอดเวลา โดยปกติโคจะระบายแก๊สเหล่านี้ออกผ่านการเรอ แต่ถ้าวันใดที่ระบบกลไกนี้ล้มเหลว แก๊สถูกกักเก็บและระบายออกช้าเกินไป โรงงานหมักแห่งนี้ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลาทันที ดังนั้น อาหารท้องอืด (Bloat) จึงเป็นความผิดปกติของระบบย่อยอาหารในกระเพาะส่วนหน้า (กระเพาะหมักใหญ่) โดยแก๊สที่เกิดจากขบวนการย่อยถูกขับออกช้าหรือไม่ถูกขับออก ปริมาณแก๊สสะสมอยู่ในกระเพาะเป็นจำนวนมาก
ไก่เคเคยูวัน (KKU 1) เป็นไก่พื้นเมืองที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีสายเลือดลูกผสมไก่พื้นเมืองอยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ สามารถเลี้ยงด้วยระบบเปิดแบบไก่พื้นเมืองแท้ๆ ได้ เพราะมีความต้านทานโรค ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และที่สำคัญใช้เวลาเลี้ยงระยะสั้นอยู่ที่ 35 วัน ไก่จะได้น้ำหนักต่อตัวอยู่ที่ 1.2 กิโลกรัม รศ.ดร.วุฒิไกร บุญคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายวิจัยและพัฒนาด้านการปรับปรุงพันธุ์สัตว์ (NCAB) มหาวิทยาลัยขอนแก่น เล่าว่า โครงการพัฒนาสายพันธุ์ไก่เคเคยูวันได้รับทุนวิจัยจาก สกว. เพื่อนำมาพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นเมืองของไทยมีตั้งแต่ไก่ประดูหางดำ ไก่ภาชี ซึ่งการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ไก่พื้นเมืองถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก และต่อมาได้ทำการขยายองค์ความรู้เพื่อที่จะได้นำมาใช้ประโยชน์ จากไก่พื้นเมืองได้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของรสชาติและความโดดเด่นที่เป็นไก่บ้าน จึงได้ทำการวิจัยต่อเนื่องมาให้เป็นไก่ลูกผสมพื้นเมืองจนได้เป็นไก่พื้นเมืองลูกผสมเคเคยูวัน “ประมาณปี 2563 เราได้ประกาศพันธุ์อย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ ช่วงนั้นก็มีคนช่วยกันตั้งชื่อว่า ไก่ไร้เกาต์ ไก่โลยูริ
ไก่แจ้เป็นสัตว์สวยงาม เลี้ยงง่าย ใช้พื้นที่เลี้ยงน้อย การเลี้ยงไก่แจ้โดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ไก่แจ้สากลและไก่แจ้ไทย สีที่นิยมเลี้ยง ได้แก่ สีขาว สีดำ สีทอง สีกระดำ สีเทา สีขาวหางดำ สีประดู่ สีบาร์ สีโกโก้ และสีลายดอกหมาก รูปพรรณไก่แจ้ที่ดีทั่วไปควรมีลักษณะเหมือนหยดน้ำ หน้าดี สีสวย กระรวยดั้ง หางดอก อกกลมสมส่วน ตลาดไก่แจ้ที่ถูกยกระดับขึ้นมาให้มีการประกวดประชันความสวยของไก่ ความนิยมเก็บสะสมไก่แจ้ให้ครบตามสีสากลและสีมาตรฐานของไทย ทำให้ไก่แจ้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มสัตว์เลี้ยงสวยงามที่ราคาค่อนข้างสูง หากจะให้ได้รูปทรงไก่ที่ได้มาตรฐานและเก็บสะสมสีให้ครบตามแบบฉบับคนนิยมไก่แจ้ ทุกวันนี้ การเลี้ยงไก่แจ้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถเลี้ยงขายพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หรือลูกไก่ สำหรับไก่แจ้ที่มีคุณภาพดีและแข็งแรงขายได้ราคาดี ลูกไก่ อายุ 2 เดือนราคาตัวละ 100-500 บาท ส่วนพ่อแม่พันธุ์ราคาตัวละ 2,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับความสวยงาม ดังนั้นการเลี้ยงไก่แจ้จึงเป็นหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ สามารถสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัวได้ดีไม่แพ้อาชีพอื่นๆ เลยทีเดียว สำหรับมือใหม่ที่สนใจเลี้ยงไก่แจ้พันธุ์แท้ คุณภาพดี ควรเลื
การเลี้ยงสัตว์ให้ประสบความสำเร็จ สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพดี อาหารสัตว์นับเป็นปัจจัยสำคัญ เพราะต้นทุนส่วนใหญ่มากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์มาจากค่าอาหารสัตว์ หากเกษตรกรเลือกใช้อาหารที่ดี ราคาถูกก็จะลดต้นทุนการเลี้ยงสัตว์ได้มาก การปลูกพืชอาหารสัตว์ให้ได้ผลดี จำเป็นต้องเลือกชนิดพืชให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ และนำไปใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ หญ้ากินนีสีม่วง หญ้ากินนีสีม่วง เป็นหนึ่งในพืชอาหารสัตว์ที่เกษตรกรนิยมปลูกทุกภูมิภาคทั่วไทย เพราะเป็นหญ้าอายุหลายปี เจริญเติบโตแบบกอตั้ง ลำต้นแตกแขนงเป็นกอคล้ายกอตะไคร้ มีความสูง 2-3 เมตร มีใบขนาดใหญ่ ดก อ่อนนุ่ม จุดเด่นมีโคนต้น หน่อ และช่อดอกเป็นสีม่วง แตกต่างจากหญ้าอาหารสัตว์พันธุ์อื่น ๆ ที่ส่วนใหญ่มีสีเขียวอย่างเด่นชัด และมีขนาดเมล็ดใหญ่กว่าหญ้ากินนี หญ้ากินนีสีม่วง ทนทานต่อความแห้งแล้ง ให้ผลผลิตสูง มีคุณค่าทางอาหารสูง โคเนื้อ โคนม กระบือ แพะแกะ ชอบกิน ทนต่อการเหยียบย่ำ ทนต่อการเผาใหม้ ตอบสนองต่อการให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนได้ดี เหมาะสำหรับทำหญ้าแห้งหรือหญ้าหมัก การปลูก หญ้ากินนีสีม่วงสามารถปลูกได้เกือบทุกสภาพพื้นที่ ตั้งแต่ที่ดอน ดินเ
ไข่ไก่ ถือเป็นสินค้าเกษตรที่มีความต้องการสูง แต่ปริมาณผลผลิตไข่ไก่ในแต่ละวันที่ป้อนเข้าสู่ตลาดก็สูงเช่นกัน เมื่อเทียบกับอัตราการบริโภคเฉลี่ยของคนไทยที่น้อยกว่าปริมาณผลผลิตต่อวัน เรียกว่าโอเวอร์ซัพพลาย เพราะฉะนั้นเมื่ออุปสงค์-อุปทานไม่สมดุลกันเช่นนี้ จึงเป็นที่มาของปัญหาราคาไข่ไก่ตกต่ำ ส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับภาวะขาดทุนอยู่บ่อยครั้ง เป็นสาเหตุทำให้เกษตรกรหลายรายปรับเปลี่ยนวิธีการเลี้ยง จากเคยเลี้ยงในโรงเรือนระบบปิดหรือเลี้ยงในกรงตับ เปลี่ยนมาเลี้ยงในระบบเปิดแทน เน้นปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติ หรือบางฟาร์มที่พัฒนาไปกว่านั้นคือการเลี้ยงแบบระบบอินทรีย์ เพื่อลดคู่แข่งทางการตลาด เน้นกลุ่มเป้าหมายเป็นคนรักสุขภาพ แถมยังขายไข่ได้ราคาสูงกว่าไข่ที่เลี้ยงในระบบปิดทั่วไปอีกด้วย คุณศุภกร ชินบุตร หรือ พี่จี๊ป เจ้าของบ้านสวนสานสุข-ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ฮาร์เวสท์ไลฟ์ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 126/10 หมู่ที่ 5 ตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี อดีตพนักงานประจำของฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ผันตัวทำเกษตรผสมผสาน ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ สร้างระบบหมุนเวียนภายในสวน ลดต้นทุน สร้างรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน พี่จี๊ป เล่าถึ
ท่ามกลางกระแสโลกที่ให้ความสำคัญกับปัญหาภาวะโลกร้อนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภาคการเกษตรซึ่งเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดก๊าซสำคัญกำลังถูกจับตามองมากขึ้น โดยเฉพาะการเลี้ยงปศุสัตว์ที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการปล่อยก๊าซมีเทน แนวคิดการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างผลประโยชน์ให้เกษตรกรอย่างเป็นรูปธรรม จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ หนึ่งในนั้นคือ คุณเอก-อัครพล ธนวัฒนาเจริญ CEO & Co-Founder ของ Locol Company ที่นำของเหลือทางการเกษตรอย่าง “โกโก้” มาต่อยอดเป็นอาหารเสริมสำหรับโค เพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการเลี้ยง เปลี่ยนของเสียเป็นทางรอดสิ่งแวดล้อม อาหารเสริมจากโกโก้ ลดก๊าซมีเทนในฟาร์มโค คุณเอก เล่าให้ฟังว่า การเลี้ยงโคถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะการเรอและการผายลมของโคในทุกวัน ซึ่งถ้าโครวมกันเป็นประเทศจะเป็นประเทศอันดับ 3 ของโลกที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถือว่ามีปริมาณที่เยอะมาก และของเสียที่เหลือจากภาคการเกษตรเอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกนำไปทิ้ง เมื่อนำมาเผาทำลายทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อีกส่วน ด
“อาชีพทางการเกษตร” จุดเริ่มต้นมาจากสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่าแรงบันดาลใจ จนเกิดคำตอบที่แท้ที่จริงแล้วว่า คืองานที่เกษตรกรหลายท่านมองว่าไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัว กลับเป็นงานที่เขาต้องมาทำอย่างจริงจัง และเดินอยู่บนเส้นทางสายนี้อย่างมั่นคงทางรายได้ พร้อมกับพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป จนเกิดความเชี่ยวชาญและชำนาญในสิ่งที่ทำ สามารถอยู่บ้านกับครอบครัวโดยที่ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปในเมืองใหญ่ ว่าที่ ร.ต.หญิง สุภาภรณ์ ซอนดอก หรือ คุณพร หญิงแกร่งแห่งเมืองย่าโม เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคนในครอบครัว นั้นก็คือ คุณชายกลาง เหล่านาดี พี่ชายของเธอที่ยึดอาชีพการเลี้ยงโคเนื้อสร้างรายได้ จากการได้เห็นต้นแบบจากคนใกล้ชิดนี้เอง ความมุ่งมั่นในการทำประกอบอาชีพทางการเกษตร จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอได้ลาออกจากงานประจำมาทำปศุสัตว์ผสมผสานควบคู่กับการปลูกพืชชนิดอื่นๆ ด้วย คุณพร เล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนทำงานประจำเป็นสาวออฟฟิศ ในระหว่างนั้นแฟนของเธอได้ซื้อโคเนื้อเข้ามาเลี้ยง เพื่อหวังจะสร้างผลกำไรที่ได้จากการเลี้ยงไว้เป็นเงินเก็บให้กับครอบครัว โดยในช่วงแรกๆ เน้นจ้างคนอื่นเลี้ยง จึงทำให้ต้นทุนการเลี้ยงส
