ปศุสัตว์
หากนึกถึงสุนัขที่มีความเฉลียวฉลาดเป็นลักษณะนิสัยนำมาก่อน ชิวาวาก็น่าจะเป็นสายพันธุ์ที่จัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของความเฉลียวฉลาดและจงรักภักดีต่อเจ้าของ ไม่แพ้สุนัขสายพันธุ์อื่น แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็เล็กเฉพาะรูปร่าง และใจของชิวาวาใหญ่เกินคาด ขนาดเล็กที่เอ่ยถึงของชิวาวา เป็นขนาดเล็กที่เรียกได้ว่า เล็กที่สุดในโลก แต่มีหูใหญ่ ดวงตากลมโต อุปนิสัยเงียบสงบ ไม่เห่าส่งเสียงดังรบกวน เว้นแต่จะถูกรบกวนหรือทำให้ตกใจ จึงจะเห่าเพื่อรักษาที่อยู่อาศัยของตนเอง ติดเจ้าของ แต่ไม่ทำลายข้าวของ ทั้งยังมีความกล้าหาญในการต่อสู้กับสุนัขที่มีขนาดใหญ่กว่า ชิวาวาได้รับการตั้งชื่อตามชื่อรัฐชีวาวา ในประเทศเม็กซิโก เป็นสุนัขขนาดเล็ก น้ำหนักตัวโตเต็มที่ไม่เกิน 2.5-2.7 กิโลกรัม สูงประมาณ 16-20 เซนติเมตร จัดเป็นสุนัขในกลุ่มสุนัขพันธุ์เล็ก และเป็นสุนัขที่รักและซื่อสัตย์ต่อเจ้าของมากสายพันธุ์หนึ่ง เทคโนโลยีชาวบ้าน มีโอกาสได้พบกับ Arunee Kennel ฟาร์มชิวาวาขนาดเล็ก แต่ได้มาตรฐานฟาร์มหนึ่ง ของคุณธีรสุวัฒน์ จิรถราวัฒน์ ที่เริ่มต้นจากความรักสุนัขสายพันธุ์นี้ของเขาและภรรยา คือ คุณอรุณี จิรถราวัฒน์ อันเป็นที่มาของการตั้งชื่อฟาร์ม คุณ
ไก่งวง เป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงที่ปัจจุบันมีเกษตรกรหลายพื้นที่นิยมเลี้ยง โดยการเลี้ยงจะเน้นทั้งสวยงามและนำมาประกอบอาหาร เพราะไก่งวงเป็นไก่ที่มีเนื้อเยอะสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น ต้ม ลาบ หรือแกงป่า ก็มีรสชาติที่ดีไม่น้อยทีเดียว จึงทำให้เกษตรกรบางรายเมื่อเลี้ยงไก่งวงแล้ว ได้เปิดร้านอาหารเพื่อนำเนื้อที่ได้มาประกอบอาหารสร้างรายได้แบบครบวงจร ส่งผลให้เกิดรายได้ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ คุณนฤดม ผิวจันทร์ ทำฟาร์มไก่งวงอยู่ที่บ้านทับใหญ่ ตำบลทับใหญ่ อำเภอรัตนบุรี จังหวัดสุรินทร์ เกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง อายุ 25 ปี จบการศึกษาทางด้านครูภาษาไทย ดีกรีเกียรตินิยมอันดับ 1 จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ โดยเขามีจิตใจรักการทำเกษตร เมื่อจบการศึกษาแล้วจึงได้มาทดลองทำการเกษตรหลายชนิด และการเลี้ยงไก่งวงเป็นอีกหนึ่งสัตว์เลี้ยงที่ประสบผลสำเร็จ โดยเน้นการทำตลาดออนไลน์สร้างเป็นรายได้ “การทำเกษตรของคนรุ่นใหม่ คือการเรียนรู้จากคนรุ่นเก่าที่ทำสมัยก่อน มาปรับใช้ให้เข้ากับยุคสมัยนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราโตมากับยุคที่มีเทคโนโลยี การทำเกษตรและการหาองค์ความรู้ ตลอดไปจนถึงในเรื่องของการทำการตลาด เทคโนโลยีปัจจ
“สุนัขไทยหลังอาน” เดิมทีนิยมเลี้ยงกันในจังหวัดตราดและภาคตะวันออก เป็นสุนัขพื้นบ้านทั่วไป ไม่ได้มีการพัฒนาสายพันธุ์กำหนดกฎเกณฑ์มาตรฐานแต่อย่างใด มีอานนิดๆหน่อยๆ ถือว่าใช้ได้ แต่เมื่อช่วง 50-60 ปีที่ผ่านมา มีคนจากจังหวัดอื่นๆ มาเห็นและชื่นชมนำไปเลี้ยง และเป็นที่นิยมมากขึ้น สุนัขหลังอานจึงกลายเป็นสิ่งที่มีค่า มีราคา มีการเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ กำหนดลักษณะพันธุ์ และเริ่มมีการพัฒนาสายพันธุ์ ด้วยการผสมพันธุ์เพื่อขายลูก เพาะเลี้ยงพ่อพันธุ์สวยๆ เพื่อรับผสมพันธุ์โดยคิดค่าผสมพันธุ์ ด้วยสุนัขหลังอานที่เข้าใจว่ามีถิ่นกำเนิดที่จังหวัดตราด คำขวัญของจังหวัดตราดจึงกล่าวไว้ว่า ”เมืองเกาะครึ่งร้อย พลอยแดงค่าล้ำ ระกำแสนหวาน หลังอานหมาดี ยุทธนาวีเกาะช้าง สุดทางบูรพา” ช่วง 40 ปีที่ผ่านมา จังหวัดตราดได้จัดประกวดสุนัขไทยหลังอานขึ้นเป็นระยะ แม้ว่าไม่ต่อเนื่องแต่ทำให้สุนัขไทยหลังอานมีผู้สนใจเลี้ยงขยายพันธุ์มากขึ้น มีแนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาสายพันธุ์ที่มีอัตลักษณ์และโครงสร้างสรีระที่สวยงาม จนกระทั่งสุนัขไทยหลังอานได้รับการจดทะเบียนกับสมาคมพัฒนาพันธุ์สุนัข (ประเทศไทย) ต่อมาสมาคมได้ยื่นจดทะเบียนกับสมาพันธ์สุ
จ่าสิบเอก วิทยา สาพรมมา หรือ จ่าวิทย์ เจ้าของฟาร์ม VT ทุ่งนาจ่าวิทย์ฟาร์มแกะ ตั้งอยู่ที่ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้เลี้ยงแกะเป็นอาชีพเสริมที่ตอบโจทย์การสร้างรายได้ควบคู่ไปกับงานประจำ โดยเขาได้ใช้ที่ดินของครอบครัวให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่ไม่ต้องทำเกษตรเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว มาผสมผสานกับการทำปศุสัตว์ ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่เขากลับทำได้อย่างสบาย เกิดรายได้ต่อเดือนไม่น้อยทีเดียว จ่าวิทย์ เล่าให้ฟังว่า เขาเป็นคนที่ชอบเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่วัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นไก่ชนหรือโคเนื้อของครอบครัว เมื่อมีโอกาสมารับราชการทหาร ความใฝ่ฝันเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ และอยากที่จะทำเป็นธุรกิจของตัวเอง เพราะมองว่ารายได้ทางเดียวอาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งสถานที่ทำงานและบ้านของเขาอยู่ไม่ไกลกันมากนัก ทำให้เห็นช่องทางการเลี้ยงสัตว์ว่าเมื่อเลิกงานแล้ว น่าจะนำเวลาหลังเลิกงานมาทำอะไรที่มีประโยชน์มากขึ้น “ตอนนั้นคิดและกว่าจะตัดสินใจได้ ว่าเราจะเลี้ยงสัตว์อะไรดี จะเลี้ยงโคเนื้อแบบสมัยก่อน มันก็ดูลำบากไปสำหรับผม ก็เลยมาศึกษาเรื่องการเลี้ยงแกะ พอได้ทดลองทำ การเลี้ยงแกะมันตอบโจทย์ ทั้งในเรื่อง
ทั้งในอดีตและปัจจุบันตั๊กแตนยังคงเป็นแมลงที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจอันดับต้นๆ ของชาวไร่ชาวนา ที่เข้ามาคอยกัดกินทำลายพืชผลทางการเกษตรให้เกิดความเสียหาย แต่ในทางกลับกันก็มีหลายคนมองเห็นช่องทางสร้างรายได้จากตั๊กแตนจำนวนไม่น้อย หรือจะพูดว่าเป็นการพลิกวิกฤตเป็นโอกาสก็ได้ เนื่องจากในปัจจุบันมีเกษตรกรหลายรายหันมาเอาดีด้านการเพาะขยายพันธุ์ตั๊กแตนสร้างรายได้กิโลกรัมละหมื่น แถมมีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำ ใช้พื้นที่ไม่มากก็ทำได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แนะนำให้เลี้ยงในปริมาณที่สามารถควบคุมได้ มีโรงเรือนปิดมิดชิด ไม่ให้สามารถออกไปทำลายพืชสวนไร่นาของเพื่อนบ้านได้ คุณอิทธิพล ดลจำรัส หรือ คุณมี่ เจ้าของฟาร์มลุงมี่ ตั้งอยู่ที่บ้านแสนสำราญ ตำบลสามขา อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เกษตรกรหัวใส พลิกวิกฤตจากตั๊กแตนที่เป็นแมลงศัตรูพืชที่เกษตรกรทุกคนขยาด สร้างโอกาสจับมาเพาะขยายพันธุ์ ขายตัว ขายไข่ของตั๊กแตน สร้างรายได้กิโลกรัมละหมื่น คุณมี่ เล่าให้ฟังว่า ก่อนหน้านี้ทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศอยู่ที่กรุงเทพฯ มาก่อน จนถึงจุดอิ่มตัวหมดแพชชั่นในการทำงาน อยากลาออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ประกอบกับที่ในช่วงนั้นเศ
ไกไข่อารมณ์ดีปัจจุบันเริ่มมีผู้สนใจเลี้ยงในพื้นที่บ้านของตัวเองมากขึ้น โดยผู้ที่เริ่มเลี้ยงระยะแรกไม่ได้มองว่าจะต้องจำหน่ายไข่จนเกิดรายได้ เพียงแต่เลี้ยงไก่จำนวนที่น้อยอยู่ที่ 5-10 ตัวเท่านั้น เพื่อให้มีไข่ไว้บริโภคภายในครัวเรือน แต่เมื่อผลผลิตเริ่มมีมากขึ้นจึงทำให้การจำหน่ายเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างรายได้ ส่งผลให้จากเดิมที่เลี้ยงไก่ไข่แค่พอไว้บริโภค กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้เป็นเกษตรกรเต็มตัว และต่อยอดการทำเกษตรให้ครบวงจรมากขึ้นตามไปด้วย คุณอนันต์ อมดวง อยู่บ้านเลขที่ 86/7 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ได้ปรับเปลี่ยนพื้นที่บ้านจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำเกษตรผสมผสานและเลี้ยงไก่ไข่อารมณ์ดีเข้ามาช่วยสร้างรายได้อีกหนึ่งช่องทาง จึงทำให้เมื่อมีลูกค้าเพิ่มมากขึ้นไก่ไข่อารมณ์ดีจึงเป็นสินค้าหลักที่สร้างรายได้ให้กับเขาได้เป็นอย่างดี พร้อมกับสร้างการตลาดด้วยบรรจุภัณฑ์ที่น่าซื้อมากขึ้นให้ได้ตามมาตรฐานที่ตลาดต้องการ คุณอนันต์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวทำการเกษตรมาตั้งแต่ครั้งคุณพ่อคุณแม่ ต่อมาเมื่อเขาจบการศึกษาจนเริ่มทำงานประจำ ช่วงที่ได้กลับมาบ้านช่วงวันหยุดก็จะมาปรับเปลี่ยนพื้นที
ด้วยความเชื่อที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน เกี่ยวกับ “นกแสก” ว่าเป็นนกผี หากบินผ่านบ้านใครและส่งเสียงร้อง จะทำให้บ้านนั้นมีคนเสียชีวิต กระแสความเชื่อที่ผสมกลมกลืนมากับวัฒนธรรม ยากที่จะเลือนหาย ส่งผลให้นกแสกถูกทำร้ายมากมาย และลดจำนวนลง ซึ่งกระทบต่อระบบนิเวศโดยตรง ที่ต้องกล่าวเช่นนั้น เพราะ นกแสก เป็นนกที่กินสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กจำพวกหนูเป็นอาหาร โดยสัตว์ฟันแทะขนาดเล็กเหล่านี้ มักอาศัยอยู่ตามสวน โดยเฉพาะสวนปาล์ม ซึ่งมีหนูเป็นศัตรูพืชตัวสำคัญ หรือแม้กระทั่งท้องนา ที่มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเหล่านี้คอยทำลายต้นอ่อนของพืช ซึ่งการกำจัดของเกษตรกร ที่เห็นได้ทั่วไป คือการใช้ยาเบื่อหนู เมื่อนกแสกกินหนูเป็นอาหาร ยาเบื่อจึงออกฤทธิ์กับนกแสกด้วย วงจรเช่นนี้เองที่ทำให้ “นกแสก” ลดจำนวนลงทุกขณะ กระทั่งระบบนิเวศเริ่มปรวนแปร ทำให้กลุ่มอาจารย์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เห็นความสำคัญ จึงเริ่มก่อตั้งโครงการแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูนกแสก มก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ขึ้น รองศาสตราจารย์ วรวิทย์ วัชชวัลคุ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หัวหน้าโครงการแหล่งเรียนรู้และฟื้นฟูนกแสก เปิดเผ
หลายคนอยากเลี้ยงสัตว์แปลก แต่มีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ขณะที่บางคนชื่นชอบสัตว์แปลกแต่ไม่มั่นใจว่าตัวเองจะสามารถเลี้ยงสัตว์ได้มากน้อยแค่ไหน อยากชวนให้ทุกคนมาสัมผัสและเรียนรู้เรื่องสัตว์แปลกนานาชนิดกันได้ที่ “ A Cup of Zoo Café” คาเฟ่สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยงและของอร่อยบนพื้นที่กว่า 4 ไร่ ย่านรังสิตคลอง 6 ธัญญะบุรี ติดคลองชลประทาน บรรยากาศเป็นธรรมชาติแบบสุดๆ A Cup of Zoo Café คาเฟ่ไตล์ญี่ปุ่น ผนวกกับฟาร์มสัตว์ Exotic มีเด็กๆให้เล่นมากมาย ทั้งหมา แมว แพะ จิ้งจอกและอื่นๆ มากมาย นักท่องเที่ยวสามารถพาเจ้าขนฟูมาเที่ยวได้ และที่นี่ยังเหมาะสำหรับคนที่ชื่นชอบการถ่ายรูป เพราะมีมุมถ่ายรูปเพียบ! แถมยังมีแจกผ้าพันคอสุดคิวท์ให้ด้วยนะ ที่นี่เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10:00-19:00 น. ปิดเฉพาะวันอังคาร กรณีตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์จะเปิดให้บริการตามปกติ เปิดพื้นที่สำหรับคนรักสัตว์ A Cup of Zoo Café ก่อตั้งโดยคุณนวพร ติณสุข ( หยก) คุณนวรัตน์ ติณสุข ( แยม ) และคุณเกศศิณี ปั่นวิไลรัตน์ ( ว่าน) ซึ่งต้องการพัฒนาคาแฟ่แห่งนี้เป็นพื้นที่คนรักสัตว์เลี้ยงได้มาพูดคุยเเลกเปลี่ยนประสบการณ์กั
เกษตรกรในจังหวัดชายแดนใต้ที่มีความพร้อม ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการโรงเชือดชุมชน การแปรรูปเนื้อโคตามมาตรฐานฮาลาล และการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อวัว จนสามารถดำเนินงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ และให้มีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรเลี้ยงโคเนื้อต้นแบบของจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากเนื้อโคอย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อให้เกิดการขยายผลไปยังกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อในพื้นที่อื่น เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์โคเนื้อแปรรูปที่มีคุณภาพ ให้สามารถแข่งขันในตลาดโคเนื้อแปรรูปได้ พันจ่าเอก ฮาฟิส อาลี หรือ คุณฟิส เจ้าหน้าที่ชุดส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตจังหวัดชายแดนใต้ สำนักงานพัฒนาภาค 4 ส่วนหน้า หน่วยบัญชาการกองทัพไทย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการเลี้ยงโคเนื้อเพื่อเป็นอาชีพเสริม คุณฟิสจึงพัฒนาการเลี้ยงโคเนื้อให้มีคุณภาพ พร้อมทั้งนำโคที่เลี้ยงมาทำการแปรรูปจำหน่ายเอง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้สามารถทำการตลาดเพิ่มมูลค่าได้หลายเท่าตัว ชนิดที่ว่าดีกว่าจำหน่ายโคแบบยกตัวให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อถึงหน้าฟาร์ม ส่งเสริมการเลี้ยงให้กับชาวบ้าน นำความรู้มาต่อยอดสร้างรายได้ คุณฟ
รายได้เสริมจากการทำปศุสัตว์ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ผู้เลี้ยงจำนวนไม่น้อยหันมาใช้พื้นที่ว่างรอบบ้านมาทำการเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน โดยนำสัตว์ที่อยากจะเลี้ยงหลายๆ ชนิดมาเลี้ยงรวมๆ กัน เพื่อกระจายความเสี่ยงของราคาจำหน่าย เพราะการเลี้ยงสัตว์หลายๆ ชนิด อาจตอบโจทย์สำหรับผู้ที่มีต้นทุนน้อยหรือต้องการทำเป็นอาชีพเสริมควบคู่ไปกับการทำงานประจำ จึงถือว่าตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ทำเป็นงานอดิเรกยามว่าง คุณวิณณวิชญ์ ศรีประสงค์ อยู่บ้านเลขที่ 19/14 หมู่ที่ 14 ถนนโภชนา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ได้เกิดแนวความคิดที่อยากจะหารายได้เสริม ด้วยการนำสัตว์ปีกหลายๆ ชนิด หลายๆ สายพันธุ์เข้ามาเลี้ยงภายในบ้าน โดยจัดสรรพื้นที่รอบบ้านเป็นแหล่งเลี้ยง จากเดิมที่คิดว่าจะเลี้ยงเพื่อความสวยงาม ต่อมาเมื่อสัตว์ปีกหลายๆ ชนิดมีการขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนมากขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นรายได้เสริมต่อเดือนไม่น้อยทีเดียว คุณวิณณวิชญ์ เล่าให้ฟังว่า ครอบครัวของเขาเปิดร้านอาหารและค้าขายทั่วไป ด้วยอุปนิสัยส่วนตัวของเขาที่ชอบเลี้ยงสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงทำให้ตั้งแต่เด็กจนโตก็เลี้ยงสัตว์มาตลอด โดยการเลี้ยงไก่ไข่ไว้กินไข่เป็นสิ่งแรกๆ ที่เขาทำ ต่อม
